<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	>

<channel>
	<title>คนเลี้ยงจุลินทรี</title>
	<atom:link href="http://lanpanya.com/rujroadk/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://lanpanya.com/rujroadk</link>
	<description>Just another ลานปัญญา weblog</description>
	<pubDate>Thu, 18 Nov 2010 08:14:24 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.5.1</generator>
	<language>en</language>
			<item>
		<title>บาตรนี้มีเรื่องเล่า</title>
		<link>http://lanpanya.com/rujroadk/2010/11/18/%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://lanpanya.com/rujroadk/2010/11/18/%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 18 Nov 2010 08:14:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>อ.หนึ่ง</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ปรัชญา]]></category>

		<category><![CDATA[บาตรพระ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/rujroadk/?p=4</guid>
		<description><![CDATA[                           เล่าเรื่องบาตรๆ บาตรนี้มีที่มา มีเรื่องเล่า ตอนก่อนที่ผมจะบวชก็ไปหาซื้ออัฏฐะ บริขาร ซึ่งบริขารหนึ่งที่จะขาดเสียไม่ได้ในการประกอบพิธีการอุปสมบทก็คือบาตรพระ ตอนซื้อ บาตรนั้นคนขายถามว่า จะให้บาตรขนาดกี่นิ้ว มีตั้งแต่หกนิ้ว เจ็ดนิ้ว ไปจนถึงใหญ่สุดคือขนาดสิบสองนิ้ว ตอนนั้นไม่ได้นึกอะไร กะว่าเอาขนาดใหญ่หน่อยแล้วกัน เดี๋ยวได้ข้าวไม่พอฉัน  แต่พอบวชเป็นพระจริงๆ แล้วกลับคิดว่าเราตัดสินใจผิดแล้วที่เลือกบาตรขนาดแปดนิ้วมา เราน่าจะเลือกเล็กที่สุดมากกว่า เพราะ เดินบิณฑบาตร กว่าจะกลับถึงวัด ญาติโยมก็มีความศรัทธา เดินไปแค่ค่อนทางข้าวก็เต็มบาตรซะแล้ว คอนี้แทบห้อย เพราะหนักมาก ขยับสายบาตร แล้วขยับอีก จนปวดต้นคอ นึกถึงสมัยโบราณ พระเค้าบิณฑบาต ไม่ได้มีสายห้อยคอเหมือนอย่างเราสมัยนี้ ต้องถือบาตรเปล่าๆ ผ้าหุ้มบาตรก็ไม่มี ต้องทั้งประคองทั้งอุ้ม โดยเฉพาะพระบวชใหม่ ถ้าวันไหนฝนตก มือซ้ายก็ต้องคอยหนีบผ้าจีวรไม่ให้หลุด มือขวากางร่ม เวลาโยมจะใส่บาตร ต้องเปิดฝาบาตร อาการทุลักทุเลจริงๆ
 
 
           จำได้ว่าวันแรกที่บวช น้องชายมากระซิบบอกวิธีปฏิบัติตนเป็นพระว่าพระเค้าห้ามทำหลายอย่าง เช่น ห้ามยืนฉี่  ห้ามพรากของเขียว(ถากหญ้า ถอนหญ้า) และหลายๆ เรื่อง และที่สำคัญน้องชายบอกว่าเวลาไปบิณฑบาตรบ้านใครอย่าไปทำฝาบาตรตกหน้าบ้านเค้า เพราะเค้าจะถือว่าซวย พระมาทำบาตรตกหน้าบ้าน ส่วนพระที่วัดบอกว่า ถ้าทำบาตรตก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>                           เล่าเรื่องบาตรๆ บาตรนี้มีที่มา มีเรื่องเล่า ตอนก่อนที่ผมจะบวชก็ไปหาซื้ออัฏฐะ บริขาร ซึ่งบริขารหนึ่งที่จะขาดเสียไม่ได้ในการประกอบพิธีการอุปสมบทก็คือบาตรพระ ตอนซื้อ บาตรนั้นคนขายถามว่า จะให้บาตรขนาดกี่นิ้ว มีตั้งแต่หกนิ้ว เจ็ดนิ้ว ไปจนถึงใหญ่สุดคือขนาดสิบสองนิ้ว ตอนนั้นไม่ได้นึกอะไร กะว่าเอาขนาดใหญ่หน่อยแล้วกัน เดี๋ยวได้ข้าวไม่พอฉัน  แต่พอบวชเป็นพระจริงๆ แล้วกลับคิดว่าเราตัดสินใจผิดแล้วที่เลือกบาตรขนาดแปดนิ้วมา เราน่าจะเลือกเล็กที่สุดมากกว่า เพราะ เดินบิณฑบาตร กว่าจะกลับถึงวัด ญาติโยมก็มีความศรัทธา เดินไปแค่ค่อนทางข้าวก็เต็มบาตรซะแล้ว คอนี้แทบห้อย เพราะหนักมาก ขยับสายบาตร แล้วขยับอีก จนปวดต้นคอ นึกถึงสมัยโบราณ พระเค้าบิณฑบาต ไม่ได้มีสายห้อยคอเหมือนอย่างเราสมัยนี้ ต้องถือบาตรเปล่าๆ ผ้าหุ้มบาตรก็ไม่มี ต้องทั้งประคองทั้งอุ้ม โดยเฉพาะพระบวชใหม่ ถ้าวันไหนฝนตก มือซ้ายก็ต้องคอยหนีบผ้าจีวรไม่ให้หลุด มือขวากางร่ม เวลาโยมจะใส่บาตร ต้องเปิดฝาบาตร อาการทุลักทุเลจริงๆ</p>
<p> <img src="http://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/000/644/554/original_Almsbowl1.jpg" alt="" width="400" height="300" /><br />
 </p>
<p>           จำได้ว่าวันแรกที่บวช น้องชายมากระซิบบอกวิธีปฏิบัติตนเป็นพระว่าพระเค้าห้ามทำหลายอย่าง เช่น ห้ามยืนฉี่  ห้ามพรากของเขียว(ถากหญ้า ถอนหญ้า) และหลายๆ เรื่อง และที่สำคัญน้องชายบอกว่าเวลาไปบิณฑบาตรบ้านใครอย่าไปทำฝาบาตรตกหน้าบ้านเค้า เพราะเค้าจะถือว่าซวย พระมาทำบาตรตกหน้าบ้าน ส่วนพระที่วัดบอกว่า ถ้าทำบาตรตก ต้องมาสวดทำพินทุบาตร ใหม่ ส่วนมหาสมบูรณ์ (พระสุธรรมมุณี) บอกว่าพระองค์ไหนที่ทำฝาบาตรหล่นจะให้ไปสวดอิติปิโสถอยหลัง ตายละว๊า แค่สวดเดินหน้ายังสวดไม่จบเลย นี่เล่นจะให้สวดถอยหลัง</p>
<p>             การบิณฑบาตรนั้น พระพุทธองค์บัญญัติไว้ว่า เราจักรับบิณฑบาตจดเสมอขอบบาตร แต่ที่ผ่านมานี่ยิ่งออกพรรษาญาติโยมยิ่งตักบาตรมาก ขนาดข้าวเต็มบาตรแล้ว โยมก็ยังพยามตะแคงทัพพี สอดหามุมพื้นที่ว่างในบาตรเพื่อจะใส่ข้าวให้ได้ บางคนก็ใช้ทัพพีกด กดๆๆ เพื่อจะใส่ข้าวได้อีก จนพระอดรนทนไม่ไหวต้องหงายฝาบาตรขึ้นแล้วบอกโยมว่า ใส่ลงในฝาบาตรเถอะโยม สรุปแล้วโยมยิ้มได้ ใส่มาซะหมดขัน กลับมาถึงวัด ยังแซวกับพระรูปอื่นว่า สงสัยพรุ่งนี้ต้องไปหาเหล็กมาต่อขอบบาตรสูงอีกสักสองนิ้วจะได้รับข้าวเพียงเสมอขอบบาตร</p>
<p>            เล่าถึงเรื่องการใส่บาตรแล้วมีอยู่วันหนึ่งโยมที่ข้างวัดเค้าใส่บาตร แต่วันนั้นโยมเค้าไม่มีกับข้าวจึงใส่แต่ข้าวเปล่าๆ ตอนตักบาตร เราได้ยินเหมือนเสียงของแข็งตกใส่ก้นบาตร ตอนแรกนึกว่าเป็นข้าวดิบเป็นก้อนแข็ง แต่พอกลับถึงวัดถึงรู้ว่าเป็นก้อนเกลือ วันรุ่งขึ้นเก็บความสงสัยไปถามโยมยาย จึงได้เฉลยความรู้กลับมาว่าคนโบราณถ้าเค้าไม่มีกับข้าว เค้าจะใส่เกลือลงไปแทนกับข้าว ที่เค้าใส่มาเป็นเกลือเม็ด นี่ถ้าไม่มาบวชพระความรู้เหล่านี้คงไม่ได้เรียนรู้</p>
<p>  <img src="http://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/000/644/555/original_bart.jpg" alt="" width="894" height="600" /><br />
 </p>
<p>           ก่อนจะออกบิณฑบาตร ทุกเช้า เราจะทำพิธีปลุกบาตร ด้วยคาถาที่หลวงตาผู้สูงวัยจดใส่กระดาษมาให้เราด้วยความเอ็นดูว่า ก่อนออกเดินบิณฑบาตร ให้ ว่า &#8220;อิมัง ปัตตตัง อธิษฐามิ&#8221; แล้วเอามือเคาะฝาบาตรสามที เปิดฝาบาตร แล้วเอามือคุเลในฝาบาตร  ตอนแรกนึกว่าหลวงตา เขียนผิด สอบถามจึงทราบว่า คุเลเป็นภาษาวัดโบสถ์แปลว่าเอามือควนหรือคน แล้วว่าคาถากำกับอีกว่า &#8220;อิมัง คุรุ ลหุกัง อธิษฐามิ&#8221; หลังจากนั้นปิดฝาบาตรแล้วว่าคาถากำกับว่า &#8220;อิมังโลหะปิดตังอธิษฐามิ&#8221; ก่อนออกเดิน ก็ว่าคาถากำกับอีกว่า &#8220;อิมังปัติฐวียัง อธิษฐามิ&#8221; สัพเพสัพตา แผ่เมตตาให้กับสัพสัตว์ที่เราอาจเดินเหยียบ</p>
<p>           เรื่องของบาตรๆ แม้กระทั่งตอนก่อนเราจะลาสิกขา บาตรก็ยังทำหน้าที่เป็นบาตรน้ำมนต์ โดยหลวงตาที่เราจะสึกด้วยท่านจะนำบาตรไปทำน้ำมนต์ ปะพรมให้กับเรา และอาบให้หน้าโบสถ์ โดยเฉพาะหน้าหนาวอย่างนี้ อาบน้ำมนต์ตอนตีห้านี่หนาวสั่นสะท้านเหมือนผีจะออกจากร่างเลยเชียว พอสึกเสร็จ พระท่านถามว่าจะเอาบาตรถวายให้ใคร เราตอบไปว่า เราจะเอาบาตรไปตั้งไว้คู่กับตาลบัตร วางไว้หน้าโต๊ะหมู่บูชาที่บ้าน เพื่อเวลาที่เราไหว้พระสวดมนต์จะได้ระลึกถึงกิจวัตรประจำวันของเราตลอดพรรษาที่ได้บวชเรียนมา และเราก็มีลูกชายถึงสองคน เผื่อเค้าโตขึ้นเค้าบวชก็จะได้ใช้บาตรของพ่อ หลวงตาเค้าก็เลยบอกว่า เอาไปเลยเอาไปทำอย่างที่ว่าไว้ เพราะพระที่สึกไปก็ทิ้งบาตรไว้เต็มศาลา เราเคยเข้าไปดูในห้องเก็บของเห็นตาลปัตรเกือบร้อยกว่าอันมั้งวางทิ้งไว้เกลื่อนไปหมด เราจึงตัดสินใจเก็บกลับมาบ้านดีกว่าทิ้งไว้วัดให้ฝุ่นจับ</p>
<p>            พอตอนเย็นกำลังขับรถกลับบ้าน ผู้บัญชาการที่บ้านโทรมาบอกว่า เธอเก็บบาตร เก็บตาลปัตรมาไว้ที่บ้าน เค้าบอกกันว่า ของเหล่านี้ถวายให้วัดแล้ว เค้าไม่เก็บกลับมากัน เราจึงถามไปว่า &#8220;เค้าที่ว่านี่คือใคร&#8221; แล้วเค้าให้เหตุผลว่าอย่างไรถึงไม่ให้เก็บกลับมา คุณนายจึงสำทับมาด้วยเสียงอันดุว่า &#8220;เธอนี่ดื้อจริง คนโบราณเค้าบอกไม่ให้เอากลับก็ยังจะดื้ออีก&#8221; ถ้าอยากก็ไปซื้อเอาใหม่ก็ได้ เราก็โต้กลับไปอีกว่า ซื้อมาใหม่มันก็ไม่ผูกพันมีคุณค่าทางจิตใจเหมือนกับของที่เราใช้มา แล้วรู้ไหมว่าพุทธองค์ท่านตรัสห้ามภิกษุมีบาตรเกินกว่าหนึ่งใบ หากมีจักต้องอาบัติ </p>
<p>          ขับรถไปก็คิดพลางว่าเราจะทำตามโบราณว่าอย่างไม่รู้เหตุผลว่าทำไม แต่สร้างความสบายใจให้กับคนที่บ้านดี หรือเราจะทำตามที่พุทธองค์ตรัสห้ามไว้ดี  ว่าแล้วขับรถถึงบ้าน ยังไม่เข้าบ้านดีกว่า เลยไปวัดหน่อย หลังจากเข้าไปสวดมนต์ในโบสถ์แล้วก็ถามพระหนุ่ม พระผู้ใหญ่ ว่าเค้ามีความเชื่อเรื่องนี้กันอย่างไร ก็ได้ความว่า ของวัดนั้นเป็นของร้อน อะไรที่ถวายพระแล้วเค้าไม่เก็บกับบ้านกัน เราก็เลยถามย้อนกลับไปว่า อ้าว ! แล้วของที่เค้าทำบุญใส่บาตรกันมา พระท่านส่งกลับไปให้ญาติพี่น้องนำไปใช้ ไปกิน ไปขาย มันไม่ร้อนรึ ก็ของที่เค้าถวายพระกันทั้งนั้น</p>
<p>         สรุปแล้ววงแตก ยังไม่ได้คำตอบ คุณภรรยาที่บ้านขับรถมาตามที่วัดซะก่อนว่าหายไปไหน กลับมาก่อนแล้วทำไมไม่ยอมเข้าบ้าน ๕๕๕ วันหน้ามาเล่าเกร็ดความรู้เกี่ยวกับวัดใหม่</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/rujroadk/2010/11/18/%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>อากาศหนาวเริ่มมาเยือน</title>
		<link>http://lanpanya.com/rujroadk/2009/11/04/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a2%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://lanpanya.com/rujroadk/2009/11/04/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a2%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 04 Nov 2009 01:53:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>อ.หนึ่ง</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ชีวิต ส่วนตัว]]></category>

		<category><![CDATA[ลมหนาว]]></category>

		<category><![CDATA[หนาวมาเยือน]]></category>

		<category><![CDATA[ไออุ่น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/rujroadk/?p=3</guid>
		<description><![CDATA[     วันนี้วันที่ 4 พฤศจิกายน 2552 เริ่มรู้สึกได้ถึงอากาศหนาวที่มาเยือน ผมต้องให้เจ้าตัวเล็กๆ สองคนใส่เสื้อกันหนาวไปโรงเรียน ทำให้นึกถึง เจ้าตัวเล็กๆ อีกหกตัว ที่อยู่ในกรงด้านล่าง ซึ่งกำลังเริ่มลืมตา และใกล้จะครบเดือน ว่าเจ้าพวกนั้นจะทนความหนาวเย็นของปีนี้ได้ไหม
       แต่ก็คาดหวังว่า ไออุ่นจากอกแม่อย่างเจ้าปุย ซึ่งเป็นคุณแม่มือใหม่ คงจะทำหน้าที่ให้ความอบอุ่นได้เป็นอย่างดี ทำให้นึกถึงคนไกลที่วันนี้ก็คงสัมผัสได้ถึงอากาศหนาว เช่นกัน ผมก็เลยโทรศัพท์ไปคุยกับแม่ที่ชลบุรี ทำให้รู้ว่าที่ชลบุรีนอกจากหนาวแล้ว ยังมีฝนตกด้วย ทำให้ยิ่งหนาวไปใหญ่ ผมคุยกับแม่ ถามสารทุกข์สุกดิบ ก่อนที่จะบอกให้แม่รักษาสุขภาพ หาเสื้ออุ่นๆ มาใส่
           
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>     วันนี้วันที่ 4 พฤศจิกายน 2552 เริ่มรู้สึกได้ถึงอากาศหนาวที่มาเยือน ผมต้องให้เจ้าตัวเล็กๆ สองคนใส่เสื้อกันหนาวไปโรงเรียน ทำให้นึกถึง เจ้าตัวเล็กๆ อีกหกตัว ที่อยู่ในกรงด้านล่าง ซึ่งกำลังเริ่มลืมตา และใกล้จะครบเดือน ว่าเจ้าพวกนั้นจะทนความหนาวเย็นของปีนี้ได้ไหม</p>
<p>       แต่ก็คาดหวังว่า ไออุ่นจากอกแม่อย่างเจ้าปุย ซึ่งเป็นคุณแม่มือใหม่ คงจะทำหน้าที่ให้ความอบอุ่นได้เป็นอย่างดี ทำให้นึกถึงคนไกลที่วันนี้ก็คงสัมผัสได้ถึงอากาศหนาว เช่นกัน ผมก็เลยโทรศัพท์ไปคุยกับแม่ที่ชลบุรี ทำให้รู้ว่าที่ชลบุรีนอกจากหนาวแล้ว ยังมีฝนตกด้วย ทำให้ยิ่งหนาวไปใหญ่ ผมคุยกับแม่ ถามสารทุกข์สุกดิบ ก่อนที่จะบอกให้แม่รักษาสุขภาพ หาเสื้ออุ่นๆ มาใส่</p>
<p>           </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/rujroadk/2009/11/04/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a2%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>บันทึกแรกของฉัน!</title>
		<link>http://lanpanya.com/rujroadk/2009/09/24/hello-world/</link>
		<comments>http://lanpanya.com/rujroadk/2009/09/24/hello-world/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 24 Sep 2009 14:54:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>อ.หนึ่ง</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม่ได้จัดหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false"></guid>
		<description><![CDATA[ยินดีต้อนรับสู่ลานปัญญา

ท่านได้สร้างบล็อกของท่านเองแล้วที่นี่
บันทึกนี้เป็นข้อความทดสอบ
ท่านสามารถเข้า Dashboard หรือ Site Admin เพื่อลบบันทึกนี้ออกได้
ขอแนะนำให้ท่านเขียนบันทึกแนะนำตัวเอง เพื่อทำความรู้จักกับสมาชิกอื่นๆ
คำแนะนำภาษาไทยอยู่ในบล็อกลานคู่มือบ้านลานปัญญา

ยินดีต้อนรับสู่ลานปัญญา
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ยินดีต้อนรับสู่ลานปัญญา</p>
<ul>
<li>ท่านได้สร้างบล็อกของท่านเองแล้วที่นี่</li>
<li>บันทึกนี้เป็นข้อความทดสอบ</li>
<li>ท่านสามารถเข้า Dashboard หรือ Site Admin เพื่อลบบันทึกนี้ออกได้</li>
<li>ขอแนะนำให้ท่านเขียนบันทึกแนะนำตัวเอง เพื่อทำความรู้จักกับสมาชิกอื่นๆ</li>
<li>คำแนะนำภาษาไทยอยู่ใน<a href="http://lanpanya.com/lanmanual/?page_id=46" target="_blank">บล็อกลานคู่มือบ้านลานปัญญา</a></li>
</ul>
<p>ยินดีต้อนรับสู่ลานปัญญา</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/rujroadk/2009/09/24/hello-world/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
	</channel>
</rss>
