<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="WordPress/2.5.1" -->
<rss version="0.92">
<channel>
	<title>ลานดอกลำดวน</title>
	<link>http://lanpanya.com/noina</link>
	<description>Just another ลานปัญญา weblog</description>
	<lastBuildDate>Wed, 19 Jan 2011 23:25:26 +0000</lastBuildDate>
	<docs>http://backend.userland.com/rss092</docs>
	<language>en</language>
	
	<item>
		<title>การทำความดีไม่ควรรอเวลา</title>
		<description>                      

ในระหว่างวันที่ 12-16 มกราคม 2554 ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานมูลนิธิพุทธฉือจี้ (Tzu Chi Foundation) ประเทศไต้หวัน เคยได้ยินแต่ชื่อเสียงเรื่องการสร้างพลังศรัทธา และเรื่องจิตอาสา ครานี้ได้ไปดูและเห็นกับตา ตนเองทำให้เกิดความรู้สึกดีในหลายๆ เรื่องด้วยกัน ในที่นี้ขอเล่าถึงเรื่องราวประทับใจในประเด็นการสร้างเสริมคุณธรรมและจริยธรรมที่สำคัญในการดำเนินชีวิตก็แล้วกัน

มูลนิธิพุทธฉือจี้ให้ความสำคัญกับการทำความดีโดยได้นำเอาคุณธรรมที่เป็นนามธรรมและแปลงไปสู่การปฏิบัติจริงที่เห็นผลได้ชัดเจน มูลนิธิพุทธฉือจี้มีอายุกว่า 40 ปี เป็นสำนักพุทธนิกายมหายานที่ใหญ่และทรงพลังที่สุดของไต้หวัน (มีมากกว่า 10 สำนักใหญ่ด้วยกัน) โดยมีธรรมาจารย์เจิ้งเหยียนซึ่งเป็นภิกษุณี เป็นผู้นำ ปัจจุบันอายุ 73 ปี และท่านเคยได้รับรางวัลแม็กไซไซจากงานที่ทำนี้เมื่อประมาณ 14 ปีที่แล้ว

มูลนิธิพุทธฉือจี้ทำงาน 8 ประการในปัจจุบันด้วยกัน คือ (1) งานการกุศล (2) งานการแพทย์ (มีโรงพยาบาล 6 แห่ง) (3) งานการศึกษา (มีโรงเรียนอนุบาลถึงมหาวิทยาลัย ที่ผลิตแพทย์และบัณฑิตทางสังคมศาสตร์) (4) งานด้านมนุษยธรรม (5) งานบรรเทาทุกข์สากล ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/noina/2011/01/20/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5/</link>
			</item>
	<item>
		<title>เวลาเดินเท่ากัน</title>
		<description> 




    


หลังจากที่หยุดพักผ่อนมาหลายวัน เป็นช่วงสุขสันต์ที่ได้อยู่กับครอบครัวที่รัก ได้ใช้เวลาอยู่กับแม่และพี่ๆ และหลานๆ ในคืนข้ามปี อ้อยังมีเจ้าหมูแฮม สมาชิกในบ้านอีกหนึ่งชีวิต (ลูกหมาที่ต้องเสียหมาตั้งแต่เกิด เพราะถูกตั้งชื่อให้เป็นหมูทั้งๆ ที่เป็นหมา) ข้อดีของเจ้าหมูแฮมคือการทำเรื่องธรรมดาให้เป็นเรื่องพิเศษได้ นั่นคือการเกาะแข้งเกาะขาเจ้าของ เหมือนจะอ้อนขอความรักยังไงยังงั้น และก็อดไม่ได้ที่จะต้องอุ้มเจ้าหมูแฮมมากอดทุกที ในบางเวลาที่บ้าๆบอๆ นั่งหัวเราะหน้าจอคอมพิวเตอร์ขณะคุย FB กับสมาชิกชาวเฮ เจ้าหมูแฮมก็มาสะกิดขาเหมือนอยากจะร่วมแจมในวงสนทนาด้วย ภายหลังจากพลัดตกบันไดก็มีเจ้าหมูแฮมมานอนเคลียคลออยู่ใกล้ๆ ด้วยความเป็นห่วง ทำให้นึกถึงคำพูดคุณหมอจอมป่วน "แม้แต่หมามันยังรู้ว่าใครรักมัน" ความรักนี่เป็นภาษาสากลที่รับรู้ได้ด้วยการสัมผัสโดยแท้ นั่นคือการโอบกอด นั่นเอง


เวลาแห่งความสุขกำลังจะหมดไปแล้วเพราะพรุ่งนี้เป็นวันทำงาน ต้องจากบ้านด้วยความจำใจ วันนี้ยังมีเวลาว่างอีก 1 วัน เลยถือโอกาสจัดระเบียบข้อมูลในคอมพิวเตอร์ให้เป็นหมวดหมู่ซะหน่อย เข้าไปค้นเพลงเก่าๆ ที่เคยชื่นชอบและเก็บไว้ในอัลบั้มเพลงส่วนตัวมาเปิดฟัง ปกติแล้วไม่ได้ชื่นชอบศิลปินคนใดเป็นการส่วนตัว เพียงแต่ฟังเพลงไหนเข้าแล้วประทับใจในเนื้อความของบทเพลง ความหมายของเพลงที่ศิลปินพยายามจะสื่อให้คนฟังได้เข้าใจ ก็จะสรรหามาเก็บเอาไว้เปิดฟังในยามพักผ่อน บางเพลงยังสามารถนำไปใช้เป็นสื่อการสอนได้ดีอีกด้วย วันนี้ฟังเพลง "เวลาเร็วเท่ากัน" ซึ่งเป็นเพลงของคุณเอ็ม อรรถพล ประกอบของ เดอะสตาร์ 2 อัลบั้มไหนก็จำไม่ได้ รู้แต่เพียงว่าเพลงนี้ทำให้เกิดไอเดียบรรเจิดในการเขียนบันทึกของวันนี้


กว่าอะไรจะพ้นเลยผ่าน...ในวันที่เสียใจมา
ทำไมมันดูช้า...และยาวนานอย่างนี้...กว่าจะผ่านวินาที

แต่ในวันที่ใจนั้นสุข...อะไรดูจะหมุนเร็วไว
ถ้าใครเป็นอย่างนี้ลองคิดดูใหม่...ไม่ใช่เวลาที่ลำเอียง

ทุกวัน...มันจะสุข-ทุกข์ เท่าไหร่...เวลาก็ยังหมุนเดินไป
เหมือนเดิม...ไม่เคยเดินช้า หรือ เร็วกว่าที่เป็น
อยู่ที่ใจ...ถ้าใจเราไม่คิดไปก่อน..ก็คงได้รู้แน่นอน
จะได้พบเรื่องดีๆ ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/noina/2011/01/03/%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99/</link>
			</item>
	<item>
		<title>ก้าวที่พลาดไป</title>
		<description> 



    วันนี้ได้หัวข้อการเขียนบันทึกจากประสบการณ์ตรง เพราะความประมาทจึงเป็นที่มาของความผิดพลาดจนทำให้เจ็บตัว เรื่องมีอยู่ว่าวันนี้มีอุบัติเหตุที่นานทีหลายปีถึงจะเกิดสักหน จำไม่ได้เหมือนกันว่าก้าวเดินยังไงถึงได้พลาดพลัดตกบันไดบ้าน เคราะห์ยังดีที่ตกแค่สามขั้น (ถึงไม่ใช่โชคสามชั้นแต่ก็ยังถือว่าโชคพอจะมีอยู่) ผลกระทบจึงแค่ฟกช้ำเท่านั้นเอง นึกโทษตัวเองในใจถ้าไม่ประมาทเดินถือของสองมือก็คงไม่เป็นเช่นนี้ บันใดมีราวให้จับแต่ดันไม่จับ เลยต้องยอมรับความเจ็บปวดเช่นนี้ (อูยยยย..)


หลายๆ คนก็คงจะเคยมีความรู้สึกแบบเดียวกัน การก้าวพลาดทำให้เราเจ็บกาย แต่ความผิดพลาดทำให้เจ็บใจ เมื่อเราตกบันใดไปแล้วก็คงยากที่จะแก้ไขอะไรได้ ความเจ็บปวดเกิดขึ้นแล้วเอาคืนไม่ได้ มีแต่จะทำอย่างไรที่จะรักษาบาดแผลที่เกิดขึ้นให้หายเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ครั้นจะสร้างบันใดที่มีความปลอดภัยสูงกว่าเดิม แต่ถ้าหากเราประมาทเลินเล่ออีกก็ย่อมจะพลัดตกได้อีกในวันข้างหน้า ซึ่งเปรียบได้กับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในอดีต เราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรที่เกิดขึ้นแล้วได้ ความเสียใจในความผิดพลาดก็คงจะเรียกกลับคืนมาไม่ได้เช่นกัน คำตอบที่พอจะเป็นไปได้มีเพียงทำใจยอมรับสภาพที่เกิดขึ้น และหาทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นซ้ำรอยเดิมอีก


จะเห็นได้ว่าตัวเราเองคือสาเหตุของปัญหาและผลที่เกิดก็เกิดกับตัวเราเช่นเดียวกัน ร่องรอยของความเสียใจกับความผิดหวังในอดีตจะลบเลือนได้เร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถปรับตัวได้ดีแค่ไหน การที่จะปรับตัวได้เราต้องรู้ตัวเอง รับรู้ความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง และทำความเข้าใจด้วยเหตุและผล เฉกเช่นเดียวกับรอยฟกช้ำที่เกิดขึ้นจากการก้าวพลาดตกบันได มันจะหายไปอย่างรวดเร็วได้หากเราเข้าใจและเรียนรู้วิธีการปฐมพยาบาลที่ถูกต้อง การปฐมพยาบาลที่ดีจะไม่ทำให้เหลือรอยฟกช้ำไว้เตือนความทรงจำอยู่นาน เช่นเดียวกับคนที่สามารถปรับความคิดความเข้าใจของตัวเองได้จะไม่ทุกข์ระทมกับความขื่นขมในสิ่งผิดพลาดอย่างเป็นวรรคเป็นเวร


ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองทั้งสิ้น พอมานึกทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมาก็พบว่ามีหลายเรื่องเหมือนกันที่เราขาดทุนเพราะเกิดความทุกข์ใจมากกว่าสบายใจ และเหตุการณ์แต่ละครั้งมักจะรบกวนจิตใจอยู่หลายเพลาเหมือนกัน คอยคิดถึงแต่สิ่งที่ผิดพลาดและนำมากดดันและบั่นทอนกำลังใจตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีก เสียใจเสียความรู้สึกแต่ไม่มีอะไรดีขึ้นมา นึกโทษคนอื่นก็แล้วแต่ก็ไม่ได้ทำให้สบายใจขึ้น บางครั้งส่งผลให้เกิดความเฉยชาและเหนื่อยหน่าย (อาการเหนื่อย+เบื่อหน่าย) ซึ่งอาการเหล่านี้เองเป็นบ่อนทำลายกระบวนการทำงานอย่างยิ่งยวด ก่อให้เกิดความเฉื่อย และพัฒนาการด้านลบในการทำงาน หากปล่อยไว้จะเกิดอันตรายอย่างยิ่ง ทางแก้ไขคือต้องรีบชาร์ตแบตเตอรี่อย่างเร่งด่วน การชาร์ตแบตเตอรี่ที่ว่านี้คือ "กระบวนการฟื้นคืนสติให้กับตนเอง" นั่นเอง


    ทุกครั้งที่เกิดปัญหาเช่นนี้กับตัวเอง ถือว่าโชคยังดีที่มีคนคอยเตือนสติให้คิดได้ บุคคลที่เป็นกำลังใจที่สำคัญ คอยโอบกอดและพร้อมให้สวมกอดตลอดเวลาด้วยความเต็มใจและสมยอม ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/noina/2011/01/03/%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%9b/</link>
			</item>
	<item>
		<title>สวัสดีปีใหม่  ๒๕๕๔</title>
		<description>
			
 ศุภฤกษ์เบิกดิถีขึ้นปีใหม่
อวยพรชัยด้วยบทกลอนอักษรศรี
ให้ประสพพบพานแต่สิ่งดี
ให้ชีวีราบรื่นแสนชื่นบาน
ให้การงานก้าวไกลภัยแคล้วคลาด
เปิดศักราชปีห้าสี่ที่สดใส
สุขสดชื่นรื่นอารมณ์สมฤทัย
ขอเทพไท้ทั้งผองคุ้มครองเอย…
			 </description>
		<link>http://lanpanya.com/noina/2011/01/01/%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b9%92%e0%b9%95%e0%b9%95%e0%b9%94/</link>
			</item>
	<item>
		<title>ถึงเวลาจะเปลี่ยนไปแต่จิตใจเป็นสุข</title>
		<description>

        เรื่องที่เขียนในวันนี้ ได้แนวคิดจากปัญหาของเพื่อนคนหนึ่ง ที่มีความทุกข์และได้บอกกล่าวเล่าสู่ฟัง ทำให้ต้องแสดงบทบาทศิราณีจำเป็นเฉพาะกิจ คนเราบางครั้งมีเมื่อมีความทุกข์ใจอันเกิดจากความคิดของตนเอง ก็มักจะคิดหมกมุ่นอยู่กับตนเอง วนเวียนไปมาหลายรอบ (มากกว่าการเวียนเทียนซะอีก) การช่วยเหลือทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการทำหน้าที่เป็น Recycle bin อย่างน้อย ๆ เขาก็คงจะรู้สึกโล่งขึ้นมาบ้าง (เลยจัดการมัดปากถุงให้เรียบร้อยเพื่อส่งให้เทศบาลกำจัดให้ถูกวิธีต่อไป)


        ใกล้จะถึงปีใหม่อีกแล้ว หลายคนดีใจที่จะได้เฉลิมฉลองต้อนรับปีใหม่ หลายคนคาดหวังว่าปีใหม่จะได้พบเจออะไรที่ดีกว่าปีเก่า เพื่อนคนนี้ก็คงเช่นเดียวกัน คิดคาดหวังในทุกสิ่งทุกอย่างที่จะสร้างความพอใจให้กับตนเอง แต่จะมีสักกี่คนไหมนะที่จะคิดทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ ที่ตนเองได้ผ่านมาตลอดระยะเวลาของปีเก่า ว่ามีอะไรบ้างที่ตนเองทำได้ดีและภูมิใจ อะไรบ้างที่เป็นข้อบกพร่องหรือผิดพลาดที่ทำให้ตนเองเสียใจ เคยลองเปรียบเทียบดูไหมว่า สิ่งไหนมันมากกว่ากัน


       ในการทำงานเรายังมีการประเมินผลเมื่อครบกำหนดตามเป้าหมายของระยะเวลาในวงรอบในแต่ละปี ถ้าชีวิตคนเราเป็นเช่นเดียวกันได้ก็น่าจะดี มีใครเคยประเมินการใช้ชีวิตในรอบปีหนึ่ง ๆ ของตนเองบ้างไหม??? ว่าเราใช้ชีวิตในรอบปีได้อย่างคุ้มค่าหรือไม่??? หากเรามีเรื่องราวที่ทำให้เกิดความสุขและภาคภูมิใจมากกว่าเรื่องราวที่เสียใจนั่นคือการดำเนินชีวิตในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมาเราได้กำไรในการใช้ชีวิต แต่หากเรามีเรื่องผิดพลาดหรือเสียใจมากกว่านั่นคือเราขาดทุนในการใช้ชีวิต อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะได้กำไรหรือขาดทุนความสำคัญมันอยู่ตรงที่ว่าเราเคยถอดบทเรียนชีวิตตัวเองบ้างหรือไม่ว่าปีที่ผ่านมาเราใช้ชีวิตคุ้มค่าในเรื่องใดบ้าง ถึงแม้เราจะขาดทุนเพราะเวลาที่ผ่านมาเรามีความทุกข์มากกว่าความสุขแต่เราได้เรียนรู้จากความทุกข์ตรงนั้นได้ นั่นคือความคุ้มค่าของชีวิตในหนึ่งปี


       ตลอดระยะเวลา 365 วัน จำได้ไหมว่าเราผ่านอะไรมาบ้าง เคยร้องไห้เสียน้ำตาไปกี่ครั้ง ดีใจและยินดีสุด ๆ ในเรื่องใด ได้บอกรักใครและแสดงความรักต่อใครไปแล้วบ้าง เคยทำอะไรให้ใคร ๆ ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/noina/2010/12/26/%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%88/</link>
			</item>
	<item>
		<title>กตัญญุตา</title>
		<description> 



    วันก่อนเข้าไปอ่านเรื่อง "อายเพราะมีแม่แก่" ของครูปู ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันที่เคยได้ยิน มีอาจารย์พยาบาลท่านหนึ่งซึ่งประสบปัญหามีบุตรยาก เลยตัดสินใจไปทำ GIFT และก็ได้ตั้งครรภ์สมใจ ท่านมักจะเล่าเรื่องส่วนตัวให้น้องๆ ที่แต่งงานแล้วมีปัญหามีบุตรยากฟังเสมอ เพื่อจะได้มีความหวังและกำลังใจ บังเอิญได้อยู่ในวงสนทนาด้วยจึงเก็บประเด็นหนึ่งที่พี่เล่าให้ฟังซึ่งเป็นเรื่องฮา ๆ ว่า " กว่าจะตั้งครรภ์ได้ก็ยากลำบากพอแล้วแต่การดูแลลูก ๆ ยิ่งยากลำบากเข้าไปใหญ่" ยิ่งตอนลูก ๆ เข้าโรงเรียน เขาจะเป็นแรงบันดาลใจให้เราต้องทำตัวให้ดูดีตลอดเวลา เพราะเพื่อน ๆ ลูกที่โรงเรียนจะแข่งขันกันว่าใครมีแม่สวยและสาวกว่ากัน เป็นการแข่งขันตามประสาเด็กอนุบาล วันแรกของการไปโรงเรียนของเจ้าตัวเล็ก หลังเลิกเรียนเจ้าตัวเล็กวิ่งแจ้นกลับบ้านมาหาแม่พร้อมยิ้มแฉ่งอย่างดีใจ


แม่ : "ว่าไงลูก ลูกดีใจที่แม่ของลูกยังสาวและสวยที่สุดใช่ไหมจ๊ะ"


ลูก (ตอบกลับมาด้วยสีหน้าและแววตาปลื้มปีติ) : "เปล่าค่ะ หนูดีที่ใจที่สุดเลยค่ะ ที่คุณแม่ไม่ได้แก่ที่สุดในห้อง"


แม่ : "อ้าว เหรอ แล้วแม่ได้ที่เท่าไหร่ในห้องจ๊ะ"


ลูก : "คุณแม่ได้ตำแหน่งรองอันดับหนึ่งค่ะ แม่ของเพื่อนที่มีอายุมากที่สุดเขาอายุมากกว่าคุณแม่ตั้ง 3 วัน ค่ะ"


แม่ : ?????????????


    เรื่องการแข่งขันว่ามีแม่สาวและสวยเป็นเรื่องที่เด็ก ๆ ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/noina/2010/12/25/%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%b2/</link>
			</item>
	<item>
		<title>วันดีดีที่ไม่ธรรมดา</title>
		<description>

    วันนี้ได้ขึ้นนิเทศการปฏิบัติงานวันแรกของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 ซึ่งเป็นการขึ้นฝึกปฏิบัติงานครั้งแรกในชีวิตของนักศึกษา จึงมีเหตุการณ์ประทับใจเกิดขึ้น และอยากเล่าเป็นบทกลอนให้ทุกท่านได้รับรู้ เพราะว่าวันนี้อารมณ์ดีและมีความสุขมากค่ะ


 

       นิเทศงานนักศึกษาในคราแรก            ดูแปลกแปลกแตกต่างไปใจสับสน


       นักศึกษาดูซึมเศร้าเหงาชอบกล         แต่ละคนดูประหม่าทั้งกล้ากลัว


       จึงทดลองใช้วิชา"ครูบา"ช่วย            เริ่มต้นด้วย"เจ้าคือใคร"บอกให้ทั่ว


       "เจ้ามาทำอะไร" "เหตุใดกลัว"           แนะนำตัวสร้างสัมพันธ์ให้มั่นใจ


       "เจ้าคาดหวังสิ่งใด" "อย่างไรบ้าง"     ยกตัวอย่างชี้แจงแถลงไข


       "สิ่งที่กลัวใหญ่ยิ่งคือสิ่งใด"               ต้องการครูช่วยแก้ไขให้บอกมา


       "ในชีวิตภาคภูมิใจสิ่งใดเล่า"              จงยกเอาสิ่งเหล่านั้นที่สรรหา


       มาบอกเล่าความสำคัญจำนรรจา        คือคุณค่าช่วยสร้างสรรค์ความมั่นใจ


       เมื่อได้พูดเฉลยเอ่ยคำขาน                เปลี่ยนสีหน้าชื่นบานดูสดใส


       กล้าแสดงความคิดเห็นบอกเป็นนัย     วอนครูให้ช่วยเมตตาเอื้ออารี


       "โปรดอย่าทิ้งศิษย์ทั้งหลายให้หดหู่"   "ขอคุณครูอยู่ด้วยช่วยแก้ไข"


       กิจกรรมลำบากสักเพียงใด                "ศิษย์ภูมิใจวิชาชีพพยาบาล"


       "จะไม่ท้อขอครูเป็นเช่นความหวัง"      "เสริมพลังให้หัวใจได้กล้าหาญ"


       "จากวันนี้ตลอดไปใจชื่นบาน"            "จะตั้งใจทำงานเพื่อฝันตน"


       วันนี้จึงเป็นวันดีอีกวันหนึ่ง                 เพราะซาบซึ้ง"วิชามาร"นั้นได้ผล


       นึกขอบคุณ"หมอจอมป่วน"พี่ทุกคน     ที่ฝึกฝนสอนสิ่งใหม่ได้เข้าที


       เกิดแรงใจให้ไปต่อในวันหน้า             สร้างศรัทธาให้ดวงดาวพราวสดสี


       เฮฮาศาสตร์สืบสานมานานปี              ขอร่วมสร้างสิ่งดีดีให้สังคม


    



  </description>
		<link>http://lanpanya.com/noina/2010/12/20/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b2/</link>
			</item>
	<item>
		<title>เปลี่ยนวันธรรมดาให้เป็นวันพิเศษ</title>
		<description>

    วันนี้เป็นวันอาทิตย์ และเป็นวันหยุดพักผ่อนของใครต่อใครหลายคน แต่บางคนก็ยังเป็นวันทำงานเช่นเคย จำได้ว่าผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามคนก่อนมีนโยบายรณรงค์ให้วันอาทิตย์เป็นวันแห่งครอบครัว ซึ่งท่านก็คงรับนโยบายมาจากส่วนกลางนั่นเอง เพราะเห็นมีรายการโฆษณาทางโทรทัศน์รายการหนึ่งที่พยายามจะสื่อให้คนไทยใช้เวลาอย่างน้อย 1 วัน ในสัปดาห์ เพื่อให้เป็นวันแห่งครอบครัว โดยวันนั้นควรเป็นวันที่ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมความอบอุ่นให้เกิดขึ้นในสถาบันครอบครัว เป็นโอกาสอันดีที่คนในครอบครัวจะได้ทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น ไปทำบุญร่วมกัน ทำอาหารและรับประทานอาหารร่วมกันทุกมื้อ ปลูกต้นไม้หรือทำสวนร่วมกัน ช่วยกันทำความสะอาดบ้าน ซึ่งเมื่อพิจารณาดูแล้วกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ทุกคนในครอบครัวปฏิบัติเป็นประจำในอดีต แต่ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่า บางอย่างได้เปลี่ยนแปลงไป โครงสร้างครอบครัวในสังคมไทยเป็นครอบครัวเดี่ยวโดยส่วนมาก น่าแปลกตรงที่ ทั้งๆที่จำนวนสมาชิกในครอบครัวน้อยลงแต่กลายเป็นว่าโอกาสที่จะอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาก็ยิ่งน้อยลงไป สมัยก่อนโครงสร้างสังคมไทยเป็นครอบครัวขยาย สมาชิกครอบครัวมีจำนวนมากแต่กลับมีเวลาอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาได้มากกว่า


    ปัจจุบันแม้แต่วันหยุดราชการโอกาสที่คนในครอบครัวจะได้อยู่กันพร้อมหน้าก็แทบจะหาได้ยากยิ่ง "เป็นเพราะสังคมเปลี่ยนไปหรือจิตใจคนเปลี่ยนแปลง" การทำให้วันธรรมดากลายเป็นวันพิเศษมันมีความสำคัญแค่ตรงที่ต้องมานั่งทำอะไรด้วยกันเพียงแค่วัน 1 วันในสัปดาห์ใช่หรือเปล่า??? ความพิเศษมันประเมินได้จากอะไร ??? การสร้างความสุขภายในครอบครัวคงไม่จำเป็นต้องรอวันหยุดพร้อมหน้าพร้อมตากันกระมัง การสร้างความพิเศษน่าจะอยู่ที่การเอาใจใส่ และให้ความสำคัญกับความรู้สึกของกันและกันมากกว่า เรามีเวลาคุยกับคนในครอบครัวเราหรือไม่ในแต่ละวัน แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับเรามีเวลารับฟังความทุกข์ในใจของกันและกันบ้างไหม และเรากอดคนในครอบครัวของเราครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ ยังจำมันได้หรือเปล่า??? ความรู้สึกนั้นเป็นอย่างไร??? รู้สึกดีหรือไม่ที่ได้กอดคนที่เรารักและรักเรา??? เสียเวลามากไหมที่จะทำให้เราและคนที่เรารักรู้สึกดี เห็นไหมว่า…การสร้างความพิเศษให้เกิดขึ้นในวันธรรมดาไม่เห็นจะยากเลย คนที่เรากอดก็ไม่ใช่คนอื่น ไม่เห็นต้องขออนุญาตเขาก่อนสวมกอด คนกอดก็มีเจตนา คนโดนกอดก็สมยอม ไม่ผิดข้อหาใดๆ ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/noina/2010/12/19/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87/</link>
			</item>
	<item>
		<title>สิ่งเล็กน้อยที่ยิ่งใหญ่</title>
		<description>

หลังจากได้ที่ได้ร่วมเรียนรู้บทเรียนนอกตำรา และบทเรียนการประชุมวิชาการระดับชาติของ สกอ. ก็ต้องกลับเข้าสู่ยุทธจักรของเส้นทางสีขาวอีกครั้ง หลังจากที่ได้หายหน้าหายตาจากวงการ ปล่อยให้นักศึกษาได้ศึกษาตามอัธยาศัยบนหอผู้ป่วยศัลยกรรม โดยมี อาจารย์พยาบาลพี่เลี้ยงคอยดูแลแทนในช่วงที่ไปประชุม 13-15 ธันวาคม 2553 ที่ผ่านมา สิ่งแรกที่สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนเมื่อเจอหน้าลูกศิษย์คือ แววตาแห่งความปลื้มปีติและดีใจเมื่อเห็นอาจารย์กลับมานิเทศอีกครั้ง ความผิดปกติที่เปลี่ยนไปของนักศึกษาคือ ความกล้าและความกระตือรือร้น ต่างจากวันแรกที่ขึ้นฝึกปฏิบัติงานอย่างสิ้นเชิง (วันนี้เป็นการฝึกปฏิบัติงานวันที่ 4 ในสัปดาห์ที่ 2) ก่อนปฏิบัติงานทุกวันจะเริ่มต้นด้วยการ Pre conference ได้สอบถามถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาในรอบสามวันก่อน ว่านักศึกษาทุกคนอยู่ดีสบาย หรือไม่ อย่างไร คำตอบที่ชัดเจนของนักศึกษาที่ทำให้ยิ้มจนเหงือกแทบจะแห้งก็คือ "สนุกสนานมากค่ะอาจารย์ พี่ๆ ให้โอกาสพวกหนูทำทุกอย่าง พี่ๆ ใจดีทุกคนเลยค่ะ ถ้าทำอะไรไม่ได้พี่จะสอนและไม่ตำหนิเราด้วยค่ะ มีความสุขมากค่ะ" บางคนบอกว่า "รู้สึกดีอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมากก่อนเลยค่ะ อาจารย์ " (น่าจะประชุมต่ออีกสัก 2 วัน นะเนี่ย ถ้าครบ 5 วันนักศึกษาบางคนจะได้หมดความกังวล อิอิอิ )


การเรียนการสอนในคลินิกเริ่มต้นขึ้นภายหลังจากการ Pre ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/noina/2010/12/18/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%8d/</link>
			</item>
	<item>
		<title>อุดมศึกษาร่วมสร้างประเทศไทยน่าอยู่</title>
		<description>
		"อุ ด ม ศึ ก ษ า ร่ ว ม พั ฒ น า ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย น่ า อ ยู่"
13 – 15  ธั น ว า ค ม  2553
สืบเนื่องจากการมีโอกาสได้เข้าร่วมประชุมวิชาการระดับชาติของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาแห่งชาติ (สกอ.) ระหว่างวันที่ 13-15 ธันวาคม 2553 โดยมีหัวข้อการประชุมครั้งนี้ว่า "อุดมศึกษาร่วมพัฒนาชาติไทย" เห็นหัวข้อแล้วก็น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ในฐานะผู้รับผิดชอบงานประกันคุณภาพการศึกษาของหน่วยงานได้รับมอบหมายให้เข้าร่วมประชุมอย่างเป็นทางการ งานนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คุณชินวรณ์  ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/noina/2010/12/16/%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80/</link>
			</item>
</channel>
</rss>
