<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	>

<channel>
	<title>ลานครูมิม</title>
	<atom:link href="http://lanpanya.com/mimography/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://lanpanya.com/mimography</link>
	<description></description>
	<pubDate>Fri, 20 Nov 2009 15:08:19 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.5.1</generator>
	<language>en</language>
			<item>
		<title>บ่น..แทนต้นไม้</title>
		<link>http://lanpanya.com/mimography/archives/153</link>
		<comments>http://lanpanya.com/mimography/archives/153#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 20 Nov 2009 04:20:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mimography</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม่ได้จัดหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/mimography/?p=153</guid>
		<description><![CDATA[ไม่รู้ว่านโยบายของผู้บริหารเป็นอย่างไร ถึงได้มีการสั่งให้นักการตัดต้นไม้กันนัก
นับตั้งแต่มาทำงานที่นี่เป็นเวลาเกือบสามปี เห็นการตัดต้นไม้ในวิทยาลัยแถบนับครั้งไม่ถ้วน
หลังตึกที่เป็นห้องพักครู เมื่อก่อนร่มรื่นมากเพราะด้านหลังมีต้นไม้ใหญ่ อยู่หลายต้น แต่ตอนนี้ต้นไม้ใหญ่นั้นถูกตัดเสียราบคาบ
ไม่เหลือให้เห็นแม้แต่ตอ ตัดยังไม่พอ ยังเอารถมาขุดรากออกเสียนี่   ทำร้ายกันขนาดนี้เลยหรือ??? หากต้นไม้มันพูดได้
มันก็คงจะถามคำถามนี้เหมือนกันกับที่เราถามแหละ!!!
เมื่อต้นสัปดาห์จนถึงวันนี้ปลายสัปดาห์แล้ว เห็นการตัดและแต่งกิ่งต้นไม้อย่างมโหราฬ ไม่รู้ว่าทำไมต้องไปยุ่งกับต้นไม้นัก ต้นไหนที่มี
กิ่งก้านสาขาให้ความร่มรื่น ก็ตัดซะเหี้ยนเกรียนเลย  ร่มเงาก็ไม่มี กลางวันแดดก็ร้อนเปรี้ยง ถึงจะเป็นหน้าหนาว
แต่ตอนกลางวันก็ร้อนตับแทบแตกอยู่ดี
หน้าเสาธง เมื่อก่อนมีต้นปาล์มขนาดใหญ่ อยู่หลายต้น คาดว่าน่าจะปลูกมาตั้งแต่พร้อมการก่อตั้งวิทยาลัย เพราะต้นสูงใหญ่มาก
ปัจจุบันไม่เหลือร่องรอยให้เห็นแม้แต่ตอ
ในเดือนธัีนวาคม 2552 นี้ก็ครบรอบการก่อตั้งวิทยาลัยครบรอบ 70 ปี สงสัยเอาเองว่าเตรียมตัดต้นไม้เพื่อจัดงาน
เพราะเห็นว่างานนี้จะจัดอย่างยิ่งใหญ่  แต่เคยคิดไหม ว่าต้นไม้เหล่านั้นก็อยู่มาพร้อมกับวิทยาลัยมาเหมือนกัน
ทำไมถึงไม่มีโอกาสได้อยู่ฉลองวาระนั้นด้วย&#8230;&#8230;.ถ้าคุณเป็นต้นไม้ คุณจะเศร้าใจไหม
มนุษย์เรามีแต่ทำลายธรรมชาติ&#8230;แล้ววันนี้เราพร้อมไหม หากธรรมชาติจะเอาคืนบ้าง???
คำบ่นของคนตัวเล็กๆ ขององค์กร คงไม่ดังพอจะไปถึงผู้บริหาร
จึงมาบ่นไว้ที่นี่แหล่ะ &#8230;อิอิ
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ไม่รู้ว่านโยบายของผู้บริหารเป็นอย่างไร ถึงได้มีการสั่งให้นักการตัดต้นไม้กันนัก</p>
<p>นับตั้งแต่มาทำงานที่นี่เป็นเวลาเกือบสามปี เห็นการตัดต้นไม้ในวิทยาลัยแถบนับครั้งไม่ถ้วน</p>
<p>หลังตึกที่เป็นห้องพักครู เมื่อก่อนร่มรื่นมากเพราะด้านหลังมีต้นไม้ใหญ่ อยู่หลายต้น แต่ตอนนี้ต้นไม้ใหญ่นั้นถูกตัดเสียราบคาบ</p>
<p>ไม่เหลือให้เห็นแม้แต่ตอ ตัดยังไม่พอ ยังเอารถมาขุดรากออกเสียนี่   ทำร้ายกันขนาดนี้เลยหรือ??? หากต้นไม้มันพูดได้</p>
<p>มันก็คงจะถามคำถามนี้เหมือนกันกับที่เราถามแหละ!!!<span id="more-153"></span></p>
<p>เมื่อต้นสัปดาห์จนถึงวันนี้ปลายสัปดาห์แล้ว เห็นการตัดและแต่งกิ่งต้นไม้อย่างมโหราฬ ไม่รู้ว่าทำไมต้องไปยุ่งกับต้นไม้นัก ต้นไหนที่มี</p>
<p>กิ่งก้านสาขาให้ความร่มรื่น ก็ตัดซะเหี้ยนเกรียนเลย  ร่มเงาก็ไม่มี กลางวันแดดก็ร้อนเปรี้ยง ถึงจะเป็นหน้าหนาว</p>
<p>แต่ตอนกลางวันก็ร้อนตับแทบแตกอยู่ดี</p>
<p>หน้าเสาธง เมื่อก่อนมีต้นปาล์มขนาดใหญ่ อยู่หลายต้น คาดว่าน่าจะปลูกมาตั้งแต่พร้อมการก่อตั้งวิทยาลัย เพราะต้นสูงใหญ่มาก</p>
<p>ปัจจุบันไม่เหลือร่องรอยให้เห็นแม้แต่ตอ</p>
<p>ในเดือนธัีนวาคม 2552 นี้ก็ครบรอบการก่อตั้งวิทยาลัยครบรอบ 70 ปี สงสัยเอาเองว่าเตรียมตัดต้นไม้เพื่อจัดงาน</p>
<p>เพราะเห็นว่างานนี้จะจัดอย่างยิ่งใหญ่  แต่เคยคิดไหม ว่าต้นไม้เหล่านั้นก็อยู่มาพร้อมกับวิทยาลัยมาเหมือนกัน</p>
<p>ทำไมถึงไม่มีโอกาสได้อยู่ฉลองวาระนั้นด้วย&#8230;&#8230;.ถ้าคุณเป็นต้นไม้ คุณจะเศร้าใจไหม</p>
<p>มนุษย์เรามีแต่ทำลายธรรมชาติ&#8230;แล้ววันนี้เราพร้อมไหม หากธรรมชาติจะเอาคืนบ้าง???</p>
<p>คำบ่นของคนตัวเล็กๆ ขององค์กร คงไม่ดังพอจะไปถึงผู้บริหาร</p>
<p>จึงมาบ่นไว้ที่นี่แหล่ะ &#8230;อิอิ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/mimography/archives/153/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ว่าด้วยเรื่องของพ่อที่ไม่กินเนื้อสัตว์</title>
		<link>http://lanpanya.com/mimography/archives/152</link>
		<comments>http://lanpanya.com/mimography/archives/152#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 16 Nov 2009 15:15:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mimography</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม่ได้จัดหมวดหมู่]]></category>

		<category><![CDATA[กินเจ]]></category>

		<category><![CDATA[อาหารสุขภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/mimography/?p=152</guid>
		<description><![CDATA[ช่วงนี้ได้อ่านบันทึกพ่อครูบาเกี่ยวกับสุขภาวะอยู่หลายบันทึก  ทำให้นึกถึงพ่อ นึกถึงครั้งที่พ่อต้องเข้าโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น เกี่ยวกับปัญหาเรื่องลำไส้ ย้อนกลับไปประมาณสักสี่ห้าปีก่อน พ่อป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับสำไส้ หมอวินิจฉัยว่า เป็นลำไส้อักเสบ  และมีฝีในลำไส้  ครั้งแรกรับการรักษาด้วยการกินยา  แต่ก็ไม่หาย อาการก็ยังคงเดิม แถมจะหนักกว่าเดิมอีก
หลังจากจากเข้าโรงพยาบาลอยู่หลายรอบ  จนอาการไม่ดีขึ้นเลย  หมอจึงได้นัดตรวจโดยวิธีการส่องกล้อง หมอพบฝีในลำไส้ของพ่อ  แต่เป็นไม่มาก หมอบอกอาการแค่นี้ผ่าตัดแป๊บเดียวก็หาย แต่ในตอนนั้น เราคิดแล้วหล่ะว่า หมอคงพูดปลอบใจมั้ง  แต่เรามารู้เมื่อได้ยินพยาบาลพูดกันว่าหากปล่อยให้เป็นมากกว่านี้ก็อาจกลายเป็นมะเร็งได้ ดีนะที่เจอเสียก่อน
จากนั้นพ่อจึงได้รับการผ่าตัดเอาฝีก้อนนั้นออก  อาการของพ่อก็ดีขึ้น จนหายเป็นปกติ ตอนนั้นหมอแนะนำพ่อให้กินอาหารที่มีกากใยเยอะๆ งดพวกเนื้อสัตว์ที่ย่อยยากๆ   ช่วงนั้นยอมรับว่าไม่รู้เลยว่าพ่อตัดสินใจเด็ดขาดที่จะไม่กินเืนื้อสัตว์อีกตลอดชีวิต ได้ยินแต่แม่เปรยๆ แต่ก็ไม่คิดว่าพ่อจะหักดิบได้ขนาดนี้   ถามว่าพ่อทำได้อย่างไร  พ่อก็แค่บอกว่า ก็แค่ตั้งใจจะทำ มันก็ทำได้เอง พ่อตั้งใจอยู่สองจุดประสงค์ในการไม่กินเนื้อสัตว์ต่างๆ หรือผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ คือ หนึ่ง เป็นการทำตามคำแนะนำของคุณหมอ และสอง เพื่อเป็นการทำบุญในบั้นปลายของชีวิต คือการละเว้นชีวิต&#8230;.แค่นี้เองที่พ่อบอก  และตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้พ่อก็ไม่เคยกินเนื้อสัตว์อีกเลย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ใดๆ 
จนในที่สุดแม่ก็ต้องกินตามพ่อไปด้วย เนื่องจากไม่อยากทำกับข้าวหลายอย่าง เพราะยุ่งยากในการแยก ว่าอันนี้อาหารพ่อนะ อันนี้ของแม่นะ  อีกอย่างแม่ก็มีจุดประสงค์เดียวกับพ่อ คือ อยากทำบุญในปั้นปลายของชีวิต ด้วยการงดเว้นชีวิตของผู้อื่น 
อาหารของพ่อกับแม่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-size: medium;">ช่วงนี้ได้อ่านบันทึกพ่อครูบาเกี่ยวกับสุขภาวะอยู่หลายบันทึก  ทำให้นึกถึงพ่อ นึกถึงครั้งที่พ่อต้องเข้าโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น เกี่ยวกับปัญหาเรื่องลำไส้ ย้อนกลับไปประมาณสักสี่ห้าปีก่อน พ่อป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับสำไส้ หมอวินิจฉัยว่า เป็นลำไส้อักเสบ  และมีฝีในลำไส้  ครั้งแรกรับการรักษาด้วยการกินยา  แต่ก็ไม่หาย อาการก็ยังคงเดิม แถมจะหนักกว่าเดิมอีก</span><span id="more-152"></span></p>
<p><span style="font-size: medium;">หลังจากจากเข้าโรงพยาบาลอยู่หลายรอบ  จนอาการไม่ดีขึ้นเลย  หมอจึงได้นัดตรวจโดยวิธีการส่องกล้อง หมอพบฝีในลำไส้ของพ่อ  แต่เป็นไม่มาก หมอบอกอาการแค่นี้ผ่าตัดแป๊บเดียวก็หาย แต่ในตอนนั้น เราคิดแล้วหล่ะว่า หมอคงพูดปลอบใจมั้ง  แต่เรามารู้เมื่อได้ยินพยาบาลพูดกันว่าหากปล่อยให้เป็นมากกว่านี้ก็อาจกลายเป็นมะเร็งได้ ดีนะที่เจอเสียก่อน</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">จากนั้นพ่อจึงได้รับการผ่าตัดเอาฝีก้อนนั้นออก  อาการของพ่อก็ดีขึ้น จนหายเป็นปกติ ตอนนั้นหมอแนะนำพ่อให้กินอาหารที่มีกากใยเยอะๆ งดพวกเนื้อสัตว์ที่ย่อยยากๆ   ช่วงนั้นยอมรับว่าไม่รู้เลยว่าพ่อตัดสินใจเด็ดขาดที่จะไม่กินเืนื้อสัตว์อีกตลอดชีวิต ได้ยินแต่แม่เปรยๆ แต่ก็ไม่คิดว่าพ่อจะหักดิบได้ขนาดนี้   ถามว่าพ่อทำได้อย่างไร  พ่อก็แค่บอกว่า ก็แค่ตั้งใจจะทำ มันก็ทำได้เอง พ่อตั้งใจอยู่สองจุดประสงค์ในการไม่กินเนื้อสัตว์ต่างๆ หรือผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ คือ หนึ่ง เป็นการทำตามคำแนะนำของคุณหมอ และสอง เพื่อเป็นการทำบุญในบั้นปลายของชีวิต คือการละเว้นชีวิต&#8230;.แค่นี้เองที่พ่อบอก  และตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้พ่อก็ไม่เคยกินเนื้อสัตว์อีกเลย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ใดๆ </span></p>
<p><span style="font-size: medium;">จนในที่สุดแม่ก็ต้องกินตามพ่อไปด้วย เนื่องจากไม่อยากทำกับข้าวหลายอย่าง เพราะยุ่งยากในการแยก ว่าอันนี้อาหารพ่อนะ อันนี้ของแม่นะ  อีกอย่างแม่ก็มีจุดประสงค์เดียวกับพ่อ คือ อยากทำบุญในปั้นปลายของชีวิต ด้วยการงดเว้นชีวิตของผู้อื่น </span></p>
<p><span style="font-size: medium;">อาหารของพ่อกับแม่ ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางผักต่างๆ และได้โปรตีนจากถั่วเและผลิตภัณฑ์จากถั่ว เช่น เต้าหู้ โปรตีนเกษตร  และไข่ ซึ่งพ่อยอมกินไข่(ไข่ฟาร์ม)และนมได้ เพราะเราเชื่อว่าเราไม่ได้เอาชีวิตเขา&#8230;เรื่องอาหาร แม่ก็ยังคงทำเป็นอาหารที่เรากินกันตามปกติ เพียงแต่ไม่ใส่เนื้อสัตว์ลงไปเท่านั้น  เช่น น้ำพริกก็ใช้เห็ดฟางปิ้งๆ แล้วมาตำกับพริกสดคั่ว ใส่มะนาว ซีอิ้ว กินกับผักสด เช่น ใบมะกอก มะเขือ แตงกวา  ยอดกระถิน  ถั่วพลู แค่นี้ก็อร่อยแล้ว  แกงส้มก็ทำได้ ยำก็ทำได้ แกงเขียวหวานก็ทำได้ ขนมจีนน้ำยาก็ทำได้  อย่างที่หลายๆ ท่านได้ลองชิมฝีมือแม่มาแล้วเมื่อครั้งมาเยี่ยมบ้าน&#8230;..</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">แต่การกินอาหารเพื่อสุขภาพทุกวันนี้ ออกจะเป็นไปในแนวแฟชั่นหรือกระแสนิยมมากกว่า แต่รับรองได้เลยว่า สื่อต่างๆ มิได้ครอบงำให้พ่อต้องกินอาหารเพื่อสุขภาพ พ่อกินของพ่อเองโดยมิต้องดูจากสื่อใดๆ   นึกอยากกินขึ้นมาก็ตั้งใจกินตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้  ส่วนแม่ก็เป็นผลพลอยได้เรื่องสุขภาพ  ส่วนลูกๆ แม้จะงดไม่ได้เลยเสียทีเดียว แต่ก็น้อยลงกว่าเมื่อก่อนมาก เวลากลับบ้านเราก็จะได้ล้างท้องกันเสียทีหนึ่ง เวลากลับไปบ้านไปกินข้าวบ้าน ไม่ว่าจะอยู่สักกี่วัน พวกเราก็ไม่เคยโหยหาเนื้อสัตว์กันเลย แม่ทำอะไรให้กินก็กินไปตามนั้น จนเรารู้สึกได้เลยเวลาที่กลับบ้านเรื่องระบบขับถ่ายของเราจะีดีมาก มันรู้สึกได้เอง ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ใครอยากรู้ต้องลองเอง อิอิ&#8230;</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/mimography/archives/152/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>คนพิการหน้า!!!</title>
		<link>http://lanpanya.com/mimography/archives/145</link>
		<comments>http://lanpanya.com/mimography/archives/145#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 25 Aug 2009 16:06:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mimography</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม่ได้จัดหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/mimography/?p=145</guid>
		<description><![CDATA[ถามว่า หน้าที่ นั้นสำคัญแค่ไหน?
บางคนบอกว่าสำคัญที่สุดในชีวิต&#8230;
แต่ในขณะที่บางคนบอกสำคัญเป็นเรื่องๆ
บางคนให้ความสำคัญกับเรื่องบางเรื่องไม่เท่ากัน 
ทั้งๆ ที่เป็นหน้าที่เหมือนกัน&#8230;.


แต่ก็ยังดี ที่ยังให้ความสำคัญกับหน้าที่บ้าง 
ถึงแม้จะให้ความสำคัญไม่เท่ากันในบางเรื่อง 
แต่สำหรับคนที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ ละเว้นหน้าที่ หรือหลีกเลี่ยงหน้าที่แล้ว 
ย่อมก่อให้เกิดโทษ   โทษของการไม่ปฏิบัติหน้าที่


มิมอยากบอกว่า&#8230;.
คนที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่นั้น&#8230;เป็นคนหน้าเกลียด 
คนที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่นั้น&#8230;ไม่มีคนเคารพนับถือ 
คนที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่นั้น&#8230;เป็นคนไร้ที่พึ่ง พึ่งไม่ได้ ไม่มีใครคิดถึง 
คนที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่นั้น&#8230;จะก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาท
คนที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่นั้น&#8230;ขาดความเสมอภาค ไม่สมัครสมาน
คนที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่นั้น&#8230;รวมคน รวมงานเป็นหนึ่งไม่ได้


คนที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ เป็นคนไม่รักษาหน้า คนเสียหน้า เป็นคนไม่มีหน้า
มิมถือว่า เป็นคนพิการเลยนะ ก็ไม่มีหน้า จึงเป็นพิการประเภทหนึ่ง
คนพิการประเภทนี้เป็นอันตรายต่อสังคมมากที่สุด 
ยิ่งกว่าคนพิการตัวจริงเสียอีก


มีหมอดี มียาดี ที่ล้ำค่า 
ไม่รักษาย่อมไม่หายตายแน่แน่ 
เป็นคนไข้ไม่กินยาพาอ่อนแอ 
มัวเอาแต่ตำหนิหมอด่าทอยา&#8230;





ถามว่าในองค์กรที่เราทำงานอยู่มีคนประเภทนี้ไหม? มีเยอะไหม? 
ถ้ามีแล้วเยอะแล้วองค์กรจะเป็นอย่างไร 
นี่แค่ในองค์กรองค์กรหนึ่งนะ ถ้าเป็นประเทศชาติของเราล่ะ 
ไม่ต้องล่มจม สิ้นชาติไปเลยหรือ&#8230;

]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #993300; font-size: large;">ถามว่า <strong>หน้าที่</strong> นั้นสำคัญแค่ไหน?</span></p>
<p><span style="color: #993300; font-size: large;">บางคนบอกว่าสำคัญที่สุดในชีวิต&#8230;</span></p>
<p><span style="color: #993300; font-size: large;">แต่ในขณะที่บางคนบอกสำคัญเป็นเรื่องๆ</span></p>
<p><span style="color: #993300; font-size: large;">บางคนให้ความสำคัญกับเรื่องบางเรื่องไม่เท่ากัน </span></p>
<p><span style="color: #993300; font-size: large;">ทั้งๆ ที่เป็นหน้าที่เหมือนกัน&#8230;.</span><span id="more-145"></span></p>
<p><span style="color: #993300;"><br />
</span></p>
<p><span style="color: #993300; font-size: large;">แต่ก็ยังดี ที่ยังให้ความสำคัญกับหน้าที่บ้าง </span></p>
<p><span style="color: #993300; font-size: large;">ถึงแม้จะให้ความสำคัญไม่เท่ากันในบางเรื่อง </span></p>
<p><span style="color: #993300; font-size: large;">แต่สำหรับคนที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ ละเว้นหน้าที่ หรือหลีกเลี่ยงหน้าที่แล้ว </span></p>
<p><span style="color: #993300; font-size: large;">ย่อมก่อให้เกิดโทษ   โทษของการไม่ปฏิบัติหน้าที่</span></p>
<p><span style="color: #993300;"><br />
</span></p>
<p><span style="color: #993300; font-size: large;">มิมอยากบอกว่า&#8230;.</span></p>
<p><span style="color: #993300; font-size: large;">คนที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่นั้น&#8230;เป็นคนหน้าเกลียด </span></p>
<p><span style="color: #993300; font-size: large;">คนที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่นั้น</span><span style="color: #993300; font-size: large;">&#8230;ไม่มีคนเคารพนับถือ </span></p>
<p><span style="color: #993300; font-size: large;">คนที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่นั้น</span><span style="color: #993300; font-size: large;">&#8230;</span><span style="color: #993300; font-size: large;">เป็นคนไร้ที่พึ่ง พึ่งไม่ได้ ไม่มีใครคิดถึง </span></p>
<p><span style="color: #993300; font-size: large;">คนที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่นั้น</span><span style="color: #993300; font-size: large;">&#8230;จะก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาท</span></p>
<p><span style="color: #993300; font-size: large;">คนที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่นั้น</span><span style="color: #993300; font-size: large;">&#8230;ขาดความเสมอภาค ไม่สมัครสมาน</span></p>
<p><span style="color: #993300; font-size: large;">คนที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่นั้น</span><span style="color: #993300; font-size: large;">&#8230;รวมคน รวมงานเป็นหนึ่งไม่ได้</span></p>
<p><span style="color: #993300;"><br />
</span></p>
<p><span style="color: #993300; font-size: large;">คนที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ เป็นคนไม่รักษาหน้า คนเสียหน้า เป็นคนไม่มีหน้า</span></p>
<p><span style="color: #993300; font-size: large;">มิมถือว่า เป็นคนพิการเลยนะ ก็ไม่มีหน้า จึงเป็นพิการประเภทหนึ่ง</span></p>
<p><span style="color: #993300; font-size: large;">คนพิการประเภทนี้เป็นอันตรายต่อสังคมมากที่สุด </span></p>
<p><span style="color: #993300; font-size: large;">ยิ่งกว่าคนพิการตัวจริงเสียอีก</span></p>
<p><span style="color: #993300;"><br />
</span></p>
<p><em><span style="color: #993300; font-size: large;">มีหมอดี มียาดี ที่ล้ำค่า </span></em></p>
<p><em><span style="color: #993300; font-size: large;">ไม่รักษาย่อมไม่หายตายแน่แน่ </span></em></p>
<p><em><span style="color: #993300; font-size: large;">เป็นคนไข้ไม่กินยาพาอ่อนแอ </span></em></p>
<p><span style="color: #993300; font-size: large;"><em>มัวเอาแต่ตำหนิหมอด่าทอยา&#8230;</em><br />
</span></p>
<p><span style="color: #993300;"><br />
</span></p>
<p><span style="color: #993300;"><br />
</span></p>
<p><span style="color: #993300; font-size: large;">ถามว่าในองค์กรที่เราทำงานอยู่มีคนประเภทนี้ไหม? มีเยอะไหม? </span></p>
<p><span style="color: #993300; font-size: large;">ถ้ามีแล้วเยอะแล้วองค์กรจะเป็นอย่างไร </span></p>
<p><span style="color: #993300; font-size: large;">นี่แค่ในองค์กรองค์กรหนึ่งนะ ถ้าเป็นประเทศชาติของเราล่ะ </span></p>
<p><span style="color: #993300; font-size: large;">ไม่ต้องล่มจม สิ้นชาติไปเลยหรือ&#8230;<br />
</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/mimography/archives/145/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ชีวิตชาวนา ชาวสวน&#8230; ถ้าไม่สู้ก็อยู่ไม่ได้</title>
		<link>http://lanpanya.com/mimography/archives/144</link>
		<comments>http://lanpanya.com/mimography/archives/144#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 02 Aug 2009 15:42:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mimography</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม่ได้จัดหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/mimography/?p=144</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้อยู่บ้านสวน เดินสำรวจบริเวณบ้าน แล้วก็มีกล้องติดมือถ่ายรูปมาฝากกันค่ะ เช้านี้พ่อไปปลุกให้ลุกจากที่นอนแต่เช้า  เพราะวันนี้เราสามคน พ่อแม่ลูก จะไปทำงานเป็นกรมทางหลวงชนบทกัน  ชีวิตของเกษตรกรชนบทอันห่างไกล เมื่อบริการของรัฐเข้าไม่ถึง ก็ต้องพึ่งสองมือสองเท้ากับมันสมองของตัวเองเท่านั้น ถึงจะอยู่รอดได้ 

 ช่วงหน้าฝน ถนนเข้าสวนมะขามหวานเป็นหลุมเป็นบ่อเยอะมาก เพราะทางเส้นนี้มีคนที่ทำไร่ทำนาอยู่บริเวณนั้นเข้ามาใช้เส้นทางอยู่หลายเจ้า  ทำให้ถนนที่เคยเป็นถนน กลับกลายมีหลุมอุกาบาตรอยู่กลางถนนเต็มไปหมด  ลำบากคนที่เข้าออกทุกวัน กว่าจะถึงสวนได้ก็จุกท้องเสียดท้องเพราะแรงกระแทก  วันนี้มิมขอบายกับการจะนั่งรถประจำตำแหน่งพ่อไป ขอเป็นมอเตอร์ไซด์ดีกว่า อย่างน้อยก็ยังพอหลบหลีกหลุมขนาดยักษ์ได้อยู่บ้าง 

เราได้ขนหินลูกรังหลังบ้าน ขึ้นรถพ่อ แล้วนำไปใส่หลุมตามถนนเส้นทางเข้าสวน พอเอาหินลงใส่หลุมแล้วก็ใช้ค้อนทุบให้หินแตก เพื่อให้มันเรียบ จากนั้นค่อยขุดดินที่อยู่ข้างทางกลบอีกที ระยะทางเข้าสวนกว่าสองกิโลเมตร มีหลุมใหญ่ๆ อยู่หลายหลุม กว่าจะเสร็จเล่นเอาปวดเมื่อยไปทั่วร่างกายเลยหล่ะ

ช่วงหน้าฝน เป็นช่วงที่ต้นหญ้าเติบโตได้ดี แข่งขันกันขึ้นมา จนบางทีดูแลไม่ไหว สวนมะขามหวานของเราก็เลยดูรกครึ้มมาก ตอนนี้มะขามกำลังฝักใหญ่ พ่อกับแม่เลยต้องเข้าสวนทุกวัน เพราะต้องคอยดูแลช่วงนี้ให้ดี หากมะขามเป็นโรคเราก็จะรักษามันได้ทัน ขนาดดูแลกันอย่างใกล้ชิด ก็ยังไม่วายเป็นโรคเชื้อรา เป็นเพลี้ยอยู่ดี เราไม่ได้ใช้สารเคมี แต่ใช้สารจากน้ำหมักชีวภาพแทน บางทีก็เอาไม่อยู่ พวกเชื้อรา หรือเพลี้ยนี่มันเก่ง อาจจะปรับตัวให้ชินต่อสารหมักชีวภาพได้แล้ว ฆ่าเท่าไหร่ก็ไม่ตาย มะขามบางส่วนเลยต้องยอมให้มันเสียหายไป  ปีนี้มะขามหวาน &#8220;พันธุ์ประกายทอง&#8221; ติดฝักด้วย  ตั้งแต่ปลูกมาไม่เคยติดฝักให้ได้ลองชิมรสชาติเลย มะขามหวานพันธุ์ประกายทองจะฝักใหญ่กว่าพันธุ์อื่นๆ บางจังหวัดเรียกกันว่าพันธุ์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-size: medium; color: #993300;">วันนี้อยู่บ้านสวน เดินสำรวจบริเวณบ้าน แล้วก็มีกล้องติดมือถ่ายรูปมาฝากกันค่ะ เช้านี้พ่อไปปลุกให้ลุกจากที่นอนแต่เช้า  เพราะวันนี้เราสามคน พ่อแม่ลูก จะไปทำงานเป็นกรมทางหลวงชนบทกัน  ชีวิตของเกษตรกรชนบทอันห่างไกล เมื่อบริการของรัฐเข้าไม่ถึง ก็ต้องพึ่งสองมือสองเท้ากับมันสมองของตัวเองเท่านั้น ถึงจะอยู่รอดได้ <span id="more-144"></span></span></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" src="http://mblog.manager.co.th/uploads/1134/images/m1.jpg" alt="" width="362" height="362" /></p>
<p> <span style="font-size: medium; color: #993300;">ช่วงหน้าฝน ถนนเข้าสวนมะขามหวานเป็นหลุมเป็นบ่อเยอะมาก เพราะทางเส้นนี้มีคนที่ทำไร่ทำนาอยู่บริเวณนั้นเข้ามาใช้เส้นทางอยู่หลายเจ้า  ทำให้ถนนที่เคยเป็นถนน กลับกลายมีหลุมอุกาบาตรอยู่กลางถนนเต็มไปหมด  ลำบากคนที่เข้าออกทุกวัน กว่าจะถึงสวนได้ก็จุกท้องเสียดท้องเพราะแรงกระแทก  วันนี้มิมขอบายกับการจะนั่งรถประจำตำแหน่งพ่อไป ขอเป็นมอเตอร์ไซด์ดีกว่า อย่างน้อยก็ยังพอหลบหลีกหลุมขนาดยักษ์ได้อยู่บ้าง </span></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" src="http://mblog.manager.co.th/uploads/1134/images/m2.jpg" alt="" width="362" height="362" /></p>
<p><span style="font-size: medium; color: #993300;">เราได้ขนหินลูกรังหลังบ้าน ขึ้นรถพ่อ แล้วนำไปใส่หลุมตามถนนเส้นทางเข้าสวน พอเอาหินลงใส่หลุมแล้วก็ใช้ค้อนทุบให้หินแตก เพื่อให้มันเรียบ จากนั้นค่อยขุดดินที่อยู่ข้างทางกลบอีกที ระยะทางเข้าสวนกว่าสองกิโลเมตร มีหลุมใหญ่ๆ อยู่หลายหลุม กว่าจะเสร็จเล่นเอาปวดเมื่อยไปทั่วร่างกายเลยหล่ะ</span></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" src="http://mblog.manager.co.th/uploads/1134/images/m3.jpg" alt="" width="362" height="362" /></p>
<p><span style="font-size: medium; color: #993300;">ช่วงหน้าฝน เป็นช่วงที่ต้นหญ้าเติบโตได้ดี แข่งขันกันขึ้นมา จนบางทีดูแลไม่ไหว สวนมะขามหวานของเราก็เลยดูรกครึ้มมาก ตอนนี้มะขามกำลังฝักใหญ่ พ่อกับแม่เลยต้องเข้าสวนทุกวัน เพราะต้องคอยดูแลช่วงนี้ให้ดี หากมะขามเป็นโรคเราก็จะรักษามันได้ทัน ขนาดดูแลกันอย่างใกล้ชิด ก็ยังไม่วายเป็นโรคเชื้อรา เป็นเพลี้ยอยู่ดี เราไม่ได้ใช้สารเคมี แต่ใช้สารจากน้ำหมักชีวภาพแทน บางทีก็เอาไม่อยู่ พวกเชื้อรา หรือเพลี้ยนี่มันเก่ง อาจจะปรับตัวให้ชินต่อสารหมักชีวภาพได้แล้ว ฆ่าเท่าไหร่ก็ไม่ตาย มะขามบางส่วนเลยต้องยอมให้มันเสียหายไป  ปีนี้มะขามหวาน <strong>&#8220;พันธุ์ประกายทอง&#8221;</strong> ติดฝักด้วย  ตั้งแต่ปลูกมาไม่เคยติดฝักให้ได้ลองชิมรสชาติเลย มะขามหวานพันธุ์ประกายทองจะฝักใหญ่กว่าพันธุ์อื่นๆ บางจังหวัดเรียกกันว่าพันธุ์ <strong>&#8220;ตาแป๊ะ</strong>&#8220;  ฝักที่เห็นในรูปกลางและขวามือที่ฝักตรงๆ นั่นแหละพันธุ์ประกายทอง ส่วนรูปซ้ายมือที่เห็นฝักโค้งจนหัวฝักกับท้ายฝักชนกัน นั่น <strong>&#8220;พันธุ์สีทอง&#8221;</strong> พันธุ์นี้เนื้อเยอะ และมีรสหวานมาก บางคนไม่ชอบเพราะมันหวานเกิน  ถ้าจะกินแบบไม่หวานมาก หรือหวานอมเปรี้ยวก็ต้องกิน <strong>&#8220;พันธุ์ขันตี&#8221;</strong> หรือ <strong>&#8220;พันธุ์สีชมพู&#8221;</strong> แทน  สุดแล้วแต่ว่าจะชอบกันแบบไหน   ปีนี้มะขามค่อนข้างดก สิ้นปีก็จะสุกเป็น <strong>&#8220;มะขามหมู&#8221;</strong> ให้ได้ชิมกัน   ใครยังไม่เคยลองกินมะขามหมู ปีนี้เชิญที่บ้านสวนนะคะ จะแจกกรรไกรคนละอัน แล้วปล่อยเข้าสวนให้ได้เลือกกินกันตามอัธยาศัย อิอิ</span></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" src="http://mblog.manager.co.th/uploads/1134/images/m4.jpg" alt="" width="362" height="362" /></p>
<p> </p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-size: medium; color: #993300;"><img class="aligncenter" src="http://mblog.manager.co.th/uploads/1134/images/m5.jpg" alt="" width="362" height="362" /></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: medium; color: #993300;">พ่อปลูกต้นยูคาลิปตัส ไว้เมื่อสามสี่ปีก่อน ปลูกตามหัวไร่ปลายนา และตามหัวคันนา ส่วนที่ปลูกเป็นสวนก็มีประมาณสัก 6 ไร่ ให้เค้าตัดไปแล้ว ตอนนี้ต้นตอมันแตกโตมากแล้ว แต่พ่อยังไม่มีเวลาไปตัดแต่งเลือกเอาต้นที่ใหญ่ๆไว้เลย เพราะกำลังยุ่งอยู่กับมะขามหวาน และนาข้าว  นาข้าวที่เห็นเป็นข้าวหอมมะลิ เดินไปถึงแปลงนี้จะได้กลิ่นหอมของข้าวหอมมะลิมาก  หอมสดชื่น เพราะลมก็พัดเย็นๆ แต่ที่น่าเศร้าก็คือตอนนี้เพลี้ยกำลังจะรุมข้าวของพ่อแล้ว เพราะนาที่อยู่บริเวณโดยรอบฉีดพ่นสารเคมี  ทำให้เพลี้ยมันหนีมารุมข้าวของพ่ออยู่เจ้าเดียว   พรุ่งนี้พ่อจะจัดการเพลี้ยพวกนี้ด้วยน้ำหมักชีวภาพ  อีกอย่างคือ ทั้งที่เป็นหน้าฝน แต่บ้านเราฝนก็ยังแล้งอยู่ดี นาข้าวน้ำไม่พอ ก็ได้แต่รอๆ เมื่อไหร่เทวดาจะเห็นใจส่งน้ำมาให้   ต้องพึ่งเทวดาอย่างเดียวเพราะระบบชลประทานไม่ต้องพูดถึง ทำนามาเกือบจะตลอดชีวิตของพ่อ ก็ได้แต่หวังจนเดี๋ยวนี้เลิกหวังไปแล้ว รัฐไม่ทำระบบชลประทานให้ พ่อก็ทำเองซะ&#8230;ก็หมดเรื่อง&#8230;</span></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" src="http://mblog.manager.co.th/uploads/1134/images/m7.jpg" alt="" width="362" height="362" /></p>
<p> <span style="font-size: medium; color: #993300;">พื้นที่ส่วนหนึ่งพ่อตัดสินใจขุดสระเก็บน้ำขนาดใหญ่ เก็บน้ำไว้เผื่อเทวดาไม่ยอมส่งฝนมาให้ ข้าวของเราก็จะได้ไม่ตาย เราก็สูบน้ำใส่นาของเราได้ โดยไม่ต้องรอ รอ และรอ  ทางด้านบนของแปลงนา มีฝายน้ำอยู่ แต่น้ำก็จะไหลไปจนหมด หากไม่ทำฝายเล็กๆ กั้นไว้ น้ำก็จะไม่เหลือเลย วันนี้ไปดู<strong> &#8220;ฝายแม้ว&#8221;</strong> กับแม่  ทำไว้หลายปีแล้ว ใช้เก็บน้ำไว้ให้นาข้าวของเรา ฝายแม้วนี้มีประโยชน์มาก ต่อให้แล้งอย่างไรก็ยังมีน้ำอยู่  ถึงไม่มากก็ยังดีกว่าไม่มีเลย ตรงฝายแม้วนี้มีปลาเยอะ  วันนี้แอบสังเกตเห็นฝูงปลาตัวเล็กๆ สีแดงๆ ว่ายเป็นฝูงใหญ่ มีตั้งหลายฝูง  แม่บอกว่าเป็น <strong>&#8220;ลูกครอก&#8221;</strong> หรือ <strong>&#8220;ลูกปลาช่อน&#8221;</strong> นั่นเอง  นอกจากนั้นยังมีผักบุ้งนา  ยอดสวยๆ และตรงฝายแม่ปลูกกอไผ่ไว้ มีหน่อให้ได้กินกันแบบไม่ต้องซื้อหา มีเยอะก็เอามาต้มใส่ถุงพลาสติกแล้วนึ่งดูดอากาศออก เก็บไว้กินข้ามปีได้..</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: medium; color: #993300;">วิถีชีวิตของชาวนา ที่ยังเป็นวิถีชีวิตแบบเดิมๆ ทำนาปีละครั้งเพื่อให้ได้ข้าวเก็บไว้กินได้ตลอดทั้งปี ถ้าได้มากก็ขาย  เราไม่ได้ทำนาปีละสามสี่ครั้งเหมือนบางพื้นที่ เพราะเราต้องรอฟ้ารอฝน พึ่งเทวดา&#8230;ต้องอาศัยการปรับตัว เรียนรู้ กว่าจะมาถึงทุกวันนี้ก็ลองผิดลองถูก ปรับเปลี่ยนกันมาไม่รู้ตั้งกี่ร้อยรอบ หากจะรอแต่รัฐสร้างชลประทาน สร้างถนนให้โดยที่ชาวนาไม่ช่วยเหลือตัวเองเลย  ก็คงจะอดตาย หรือเลิกอาชีพทำนา ไปใช้แรงงานอยู่ในเมืองกรุงแล้วก็เป็นได้ บางทีที่นาก็อาจจะไม่เหลือ  ตกไปเป็นของใครแล้วก็ไม่รู้  </span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: medium; color: #993300;"><strong>ชีวิตชาวนา ชาวสวน ก็เป็นไปด้วยประการฉะนี้  </strong></span></p>
<p><span style="font-size: medium; color: #993300;">อิอิ&#8230;.</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/mimography/archives/144/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>กลับบ้านสวน&#8230;</title>
		<link>http://lanpanya.com/mimography/archives/142</link>
		<comments>http://lanpanya.com/mimography/archives/142#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 25 Jul 2009 14:39:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mimography</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม่ได้จัดหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/mimography/?p=142</guid>
		<description><![CDATA[จำได้ว่าครอบครัวของเราผ่านความยากลำบากมาด้วยกันมากมาย  ตั้งแต่อยู่บ้านกระต๊อบเล็กๆ กลางทุ่งนา น้ำไฟไม่มี  ต้องอาศัยไฟจากตะเกียงน้ำมันก๊าด  น้ำก็ต้องอาศัยบ่อน้ำเล็กๆ ที่พ่อขุดเอง&#8230;การเดินทางไปตลาดอาศัยการปั่นจักรยานหรือเดินไปเท่านั้น  เวลาไปโรงเรียนเราสามคนพี่น้องก็ต้องปั่นจักรยานผ่านถนนที่เต็มไปด้วยดินโคลนเละๆ กว่าจะถึงโรงเรียนเสื้อผ้าก็มอมแมม เลอะเทอะทุกวัน&#8230;
กลับมาจากโรงเรียน ก็ไปปักเบ็ดกับพ่อกลางทุ่งนา  ตกดึกเราก็ไปดูว่าเบ็ดที่ปักไว้มีปลามาติดหรือเปล่า  บางครั้งมีปลาตัวใหญ่มาติดแล้วดิ้นตุมๆ น้ำกระจาย เราก็ต้องรีบวิ่งไปดูจนลื่นตกหัวคันนา (ถนนเล็กๆ ที่ใช้ดินปั้นไว้เป็นทางเดินระหว่างแปลงนา) บางทีแทนที่จะเจอปลาตัวใหญ่ๆ เรากลับเจอเจ้างูตัวใหญ่ ที่มากินปลาที่ติดเบ็ดของเราอีกที ที่ไม่ชอบอย่างยิ่งคือการโดนมดคันไฟกัดจนขาแดงเป็นจ้ำๆ  
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..
วันนี้มิมกลับมาอยู่บ้านสวน  บ้านแฝดหลังใหญ่สีครีมที่อยู่ติดทุ่งนา  มีน้ำปะปา ไฟฟ้า และเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน ต่างจากกระต๊อบกลางทุ่งนาที่ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกอะไรแม้แต่ชิ้นเดียว  วันนี้บ้านเรามีรถยนต์ไว้สำหรับเดินทาง ไม่ต้องปั่นจักรยานหรือเดินลุยโคลนเหมือนเมื่อก่อน  &#8230;&#8230; 
ในขณะที่นั่งเขียนบันทึกนี้ พ่อกับแม่ได้หลับไปแล้วตั้งแต่หัววัน แม่นอนหน้าทีวี พ่อเข้าไปนอนในห้องนอน&#8230;บ้านของเราจะนอนตรงไหนก็ได้เพราะไม่มียุง  แม่กับพ่อเลยเลือกนอนได้ตามสะดวก  แม่จองหน้าทีวี พ่อนอนในห้องนอน บางวันพ่อก็นอนหน้าหิ้งพระ  ความสะดวกสบายที่มีวันนี้ล้วนเป็นผลมาจากความขยันหมั่นเพียรของพ่อทั้งสิ้น  มีแม่คอยจัดการความเป็นไปของบ้าน  สองคนช่วยกันสร้างทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมกับส่งลูกทั้งสามคนเรียนหนังสือจนจบ  แทบไม่น่าเชื่อว่าเราจะผ่านความยากลำบากนั้นมาได้ และอยู่อย่างสบายในวันนี้ ตอนเป็นเด็กแทบนึกไม่ออกว่าเมื่อไหร่เราจะมีบ้าน ที่กันทั้งแดดทั้งฝนได้เหมือนคนอื่น  เมื่อไหร่เราจะไม่ต้องนั่งมองรูรั่วของหลังคา แล้วขนหม้อ กะละมังมารองน้ำฝนที่รั่วลงมา  
การกลับมาบ้านแต่ละครั้งเหมือนการได้มาพักผ่อนทั้งกายและใจที่เหนื่อยล้าจากการทำงานที่รุ้มเร้า  แม้ว่าวันนี้มิมจะทำความสะอาดบ้านครึ่งค่อนวัน ด้วยการปัดกวาด เช็ดถู ซักเสื้อผ้าของพ่อและแม่ เปลี่ยนผ้าปูที่นอนให้พ่อใหม่ เก็บอันเก่ามาซักทำความสะอาด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-size: medium; color: #993300;">จำได้ว่าครอบครัวของเราผ่านความยากลำบากมาด้วยกันมากมาย  ตั้งแต่อยู่บ้านกระต๊อบเล็กๆ กลางทุ่งนา น้ำไฟไม่มี  ต้องอาศัยไฟจากตะเกียงน้ำมันก๊าด  น้ำก็ต้องอาศัยบ่อน้ำเล็กๆ ที่พ่อขุดเอง&#8230;การเดินทางไปตลาดอาศัยการปั่นจักรยานหรือเดินไปเท่านั้น  เวลาไปโรงเรียนเราสามคนพี่น้องก็ต้องปั่นจักรยานผ่านถนนที่เต็มไปด้วยดินโคลนเละๆ กว่าจะถึงโรงเรียนเสื้อผ้าก็มอมแมม เลอะเทอะทุกวัน&#8230;<span id="more-142"></span></span></p>
<p><span style="font-size: medium; color: #993300;">กลับมาจากโรงเรียน ก็ไปปักเบ็ดกับพ่อกลางทุ่งนา  ตกดึกเราก็ไปดูว่าเบ็ดที่ปักไว้มีปลามาติดหรือเปล่า  บางครั้งมีปลาตัวใหญ่มาติดแล้วดิ้นตุมๆ น้ำกระจาย เราก็ต้องรีบวิ่งไปดูจนลื่นตกหัวคันนา (ถนนเล็กๆ ที่ใช้ดินปั้นไว้เป็นทางเดินระหว่างแปลงนา) บางทีแทนที่จะเจอปลาตัวใหญ่ๆ เรากลับเจอเจ้างูตัวใหญ่ ที่มากินปลาที่ติดเบ็ดของเราอีกที ที่ไม่ชอบอย่างยิ่งคือการโดนมดคันไฟกัดจนขาแดงเป็นจ้ำๆ  </span></p>
<p><span style="font-size: medium; color: #993300;">&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..</span></p>
<p><span style="font-size: medium; color: #993300;">วันนี้มิมกลับมาอยู่บ้านสวน  บ้านแฝดหลังใหญ่สีครีมที่อยู่ติดทุ่งนา  มีน้ำปะปา ไฟฟ้า และเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน ต่างจากกระต๊อบกลางทุ่งนาที่ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกอะไรแม้แต่ชิ้นเดียว  วันนี้บ้านเรามีรถยนต์ไว้สำหรับเดินทาง ไม่ต้องปั่นจักรยานหรือเดินลุยโคลนเหมือนเมื่อก่อน  &#8230;&#8230; </span></p>
<p><span style="font-size: medium; color: #993300;">ในขณะที่นั่งเขียนบันทึกนี้ พ่อกับแม่ได้หลับไปแล้วตั้งแต่หัววัน แม่นอนหน้าทีวี พ่อเข้าไปนอนในห้องนอน&#8230;บ้านของเราจะนอนตรงไหนก็ได้เพราะไม่มียุง  แม่กับพ่อเลยเลือกนอนได้ตามสะดวก  แม่จองหน้าทีวี พ่อนอนในห้องนอน บางวันพ่อก็นอนหน้าหิ้งพระ  ความสะดวกสบายที่มีวันนี้ล้วนเป็นผลมาจากความขยันหมั่นเพียรของพ่อทั้งสิ้น  มีแม่คอยจัดการความเป็นไปของบ้าน  สองคนช่วยกันสร้างทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมกับส่งลูกทั้งสามคนเรียนหนังสือจนจบ  แทบไม่น่าเชื่อว่าเราจะผ่านความยากลำบากนั้นมาได้ และอยู่อย่างสบายในวันนี้ ตอนเป็นเด็กแทบนึกไม่ออกว่าเมื่อไหร่เราจะมีบ้าน ที่กันทั้งแดดทั้งฝนได้เหมือนคนอื่น  เมื่อไหร่เราจะไม่ต้องนั่งมองรูรั่วของหลังคา แล้วขนหม้อ กะละมังมารองน้ำฝนที่รั่วลงมา  </span></p>
<p><span style="font-size: medium; color: #993300;">การกลับมาบ้านแต่ละครั้งเหมือนการได้มาพักผ่อนทั้งกายและใจที่เหนื่อยล้าจากการทำงานที่รุ้มเร้า  แม้ว่าวันนี้มิมจะทำความสะอาดบ้านครึ่งค่อนวัน ด้วยการปัดกวาด เช็ดถู ซักเสื้อผ้าของพ่อและแม่ เปลี่ยนผ้าปูที่นอนให้พ่อใหม่ เก็บอันเก่ามาซักทำความสะอาด ดูดฝุ่น  แต่ความเหน็ดเหนื่อยมันกลับเปลี่ยนเป็นความสุขใจอย่างบอกไม่ถูก&#8230;สองตายายก็ดูสดชื่นที่ลูกกลับมาบ้าน เพราะบ้านหลังใหญ่มันคงเงียบเหงาเกินไปถ้าอยู่กันเพียงสองคน หรือถ้าวันไหนเกิดงอนกันขึ้นมา บ้านทั้งบ้านก็เงียบไปกันใหญ่ ต่างคนต่างอยู่คนละมุมบ้าน แล้วก็ใช้โทรศัพท์ของตัวเองโทรมาฟ้องลูกถึงสาเหตุของการงอนกัน&#8230;ลูกก็ได้แต่ขำในพฤติกรรมขี้ฟ้องของพ่อกับแม่   สรุปว่าพ่อฟ้องเก่งกว่าแม่  อิอิ</span></p>
<p><span style="font-size: medium; color: #993300;"> </span></p>
<p><span style="font-size: medium; color: #993300;">ต้นข้าวกำลังเขียวแล้ว น้ำก็เต็มสระทั้งสองลูก วันนี้ไม่ได้เอากล้องมาเลยไม่มีรูปมาให้ดูกัน พ่อกับลูกเอาต้นเอกมหาชัยที่พ่อครูบาให้มาไปปลูกกันหลังบ้านสองต้น  อีกสามต้นจะเอาไปปลูกที่สวนมะขาม   ต้นจำปีกลางบ้านที่ปลูกไว้ก็ออกดอกขาวเต็มต้น ยิ่งฝนตกปรอยๆ กลิ่นหอมของดอกจำปีก็ยิ่งหอมเย็นยิ่งนัก   พ่อเก็บดอกตูมห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ใส่ตู้เย็นไว้ขายให้พ่อค้าขายพวงมาลัย เก็บทุกวันสะสมไว้ ได้เยอะแล้วก็โทรให้พ่อค้าขายพวงมาลัยมาเอา  ขายได้ราคาดีเหมือนกัน&#8230;.สวนมะเขือเล็กๆ หน้าบ้านก็กำลังออกดอกงาม พริกก็มีลูกเต็มต้น มันหัวม่วงของพ่อก็เลื้อยยอดกำลังงาม อีกไม่เท่าไหร่ก็คงได้ขุดหัวมันมาต้มจิ้มน้ำตาลกัน ต้นหอม ผักชีก็งาม  ดอกโป๊ยเซียนก็ออกดอกเยอะ ยิ่งได้น้ำฝนสีก็ยิ่งสวย   ปลาในสระก็ร่าเริงเหมือนเดิม ตัวใหญ่มากเพราะตั้งแต่ปล่อยพ่อไม่เคยจับเขามากินเลย และไม่ยอมขาย พ่อบอกว่าอยู่ด้วยกันไปอย่างนี้แหละจนกว่าจะตายจากกัน เคยสั่งลูกๆ ไว้ว่า ถ้าพ่อยังไม่ตายห้ามใครมาจับไปกินเด็ดขาด พ่อบอกว่าปลาคือเพื่อนของพ่อ เวลาเหงาๆ เหนื่อยๆ ก็เอาอาหารมาหว่านแล้วปรับทุกข์กัน  ประหลาดตรงที่ปลาว่ายมาให้พ่อลูบหัวโดยที่ไม่กลัวเลย เป็นปลาดุก กับปลานิล (ตอนนี้พ่อมีลูกเป็นสัตว์อยู่สามชนิด คือ ปลานิล ปลาดุกในสระ และเจ้าไหมสายไหม  หมาตัวเดียวที่ยังเหลืออยู่)</span></p>
<p><span style="font-size: medium; color: #993300;"> </span></p>
<p><span style="font-size: medium; color: #993300;">ตรงบันได้หลังบ้านมีต้นมะรุมอยู่ต้นหนึ่ง  ไม่สูงมาก มิมเก็บยอดและใบอ่อนมาทอดใส่ไข่ให้พ่อกับแม่ (บ้านมิมกินเจ  แต่กินไข่กับนมได้เพราะถือว่าเราไม่ได้เอาชีวิตเค้า ไข่จะต้องเป็นไข่ฟาร์มเท่านั้น ) เพราะติดใจเมื่อตอนไปกินที่สวนป่า อร่อยแล้วยังมีประโยชน์อีกนานับประการ  วันนี้ได้บรรยายสรรพคุณตามที่พ่อครูบาบอกให้พ่อกับแม่ฟังหมดแล้ว ที่สวนมะขามมีมะรุมเมล็ดใหญ่อยู่สองสามต้น เนื้อเยอะ เมล็ดใหญ่  บอกพ่อแล้วว่าให้เก็บเมล็ดไว้เพาะต้นกล้า   ขยายการปลูกให้ได้อีกหลายๆต้น   เมล็ดส่วนหนึ่งจะเก็บไว้เมื่อมีโอกาสจะได้เอาไปให้พ่อครูบาเพาะต้นปลูกต่อไป..</span></p>
<p><span style="font-size: medium; color: #993300;"> </span></p>
<p><span style="font-size: medium; color: #993300;">พรุ่งนี้จะเดินทางออกจากบ้านแต่เช้า เพราะมีนัดกินส้มตำที่พิษณุโลก กะว่าจะมี อรยนท เล็ก ๆ ใครจามฮัดเช้ย ก็ถือเสียว่าคือความคิดถึงจากพวกเรา </span></p>
<p><span style="font-size: medium; color: #993300;">อิอิ</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/mimography/archives/142/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>อาการแบบนี้&#8230;มันคืออะไร</title>
		<link>http://lanpanya.com/mimography/archives/140</link>
		<comments>http://lanpanya.com/mimography/archives/140#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 14 Jul 2009 14:37:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mimography</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม่ได้จัดหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/mimography/?p=140</guid>
		<description><![CDATA[จากผลการตรวจสุขภาพประจำปี ที่คุณหมอระบุว่าน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ และคุณหมอแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักตัวขึ้นอีก 5 กิโลกรัม  นั้น มิมได้ปฏิบัติตามที่คุณหมอแนะนำ  แต่ปรากฏว่าการพยายามที่จะกินให้เยอะ กินให้ครบทุกมื้อนั้น มันกลับทำให้มิมรู้สึกแย่ลงไปอีก
 
อธิบายคร่าวๆ ว่า มิมพยายามกินให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และกินให้ครบทุกมื้อ เช้ากลางวัน และเย็น และยังดื่มนมทุกมื้อด้วย  แต่ผลปรากฏว่าหลังอาหารของทุกมื้อมิมจะรู้สึกเวียนหัว และอยากอาเจียร   เมื่อวานนี้ หลังจากกินอาหารมื้อเย็นเสร็จไม่ทันได้ครึ่งชั่วโมง  ก็รู้สึกตาลาย เวียนหัว ปวดหัวขึ้นมาเฉยๆ ทั้งที่ก่อนกินอาหารไม่ได้รู้สึกอะไร จากนั้นก็อาเจียรออกมาจนหมด อาเจียรเอาอาหารออกมาจนหมดแล้วมีน้ำเขียวๆ ออกมาอีก รู้สึกขมคอไปหมด    น้ำตาไหลเลย  รู้สึกหมดแรง ตาลาย จนต้องนั่งอยู่ในห้องน้ำเป็นชั่วโมงเพราะลุกไม่ขึ้น
 
ตื่นมาตอนเช้า&#8230;อาการปวดหัวหายไป  พอกินอาหารมื้อเช้าก็รู้สึกพะอืดพะอมอีก จนกินได้นิดเดียว  อาการอย่างนี้เป็นติดต่อกันมาสามวันแล้ว  ใครทราบไหมค่ะว่าอาการแบบนี้มันเป็นอะไรค่ะ (ใครอย่าบอกนะค่ะว่าแพ้ท้อง อิอิ)
 
เมื่อเย็นนี้มิมกินข้าวไปนิดเดียว เพราะกลัวจะอ้วกอีก  แต่ที่สุดแล้วก็รู้สึกปวดหัว ตาลายเหมือนเดิม แต่วันนี้ไม่อ้วก แต่รู้สึกเวียนหัวเท่านั้นเอง&#8230;
 
คุณหมอเจ๊&#8230;คุณหมอจอมป่วน รบกวนช่วยวิเคราะห์อาการเบื้องต้นให้มิมหน่อยค่ะ  ...หรือว่ามีใครเคยมีอาการแบบนี้ไหมค่ะ&#8230;ช่วยแนะนำด้วยค่ะ
 
ขอบคุณค่ะ&#8230;.
 
 
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-size: medium;">จากผลการตรวจสุขภาพประจำปี ที่คุณหมอระบุว่าน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ และคุณหมอแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักตัวขึ้นอีก 5 กิโลกรัม  นั้น มิมได้ปฏิบัติตามที่คุณหมอแนะนำ  แต่ปรากฏว่าการพยายามที่จะกินให้เยอะ กินให้ครบทุกมื้อนั้น มันกลับทำให้มิมรู้สึกแย่ลงไปอีก<span id="more-140"></span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: medium;">อธิบายคร่าวๆ ว่า มิมพยายามกินให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และกินให้ครบทุกมื้อ เช้ากลางวัน และเย็น และยังดื่มนมทุกมื้อด้วย  แต่ผลปรากฏว่าหลังอาหารของทุกมื้อมิมจะรู้สึกเวียนหัว และอยากอาเจียร   เมื่อวานนี้ หลังจากกินอาหารมื้อเย็นเสร็จไม่ทันได้ครึ่งชั่วโมง  ก็รู้สึกตาลาย เวียนหัว ปวดหัวขึ้นมาเฉยๆ ทั้งที่ก่อนกินอาหารไม่ได้รู้สึกอะไร จากนั้นก็อาเจียรออกมาจนหมด อาเจียรเอาอาหารออกมาจนหมดแล้วมีน้ำเขียวๆ ออกมาอีก รู้สึกขมคอไปหมด    น้ำตาไหลเลย  รู้สึกหมดแรง ตาลาย จนต้องนั่งอยู่ในห้องน้ำเป็นชั่วโมงเพราะลุกไม่ขึ้น</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: medium;">ตื่นมาตอนเช้า&#8230;อาการปวดหัวหายไป  พอกินอาหารมื้อเช้าก็รู้สึกพะอืดพะอมอีก จนกินได้นิดเดียว  อาการอย่างนี้เป็นติดต่อกันมาสามวันแล้ว  ใครทราบไหมค่ะว่าอาการแบบนี้มันเป็นอะไรค่ะ (ใครอย่าบอกนะค่ะว่าแพ้ท้อง อิอิ)</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: medium;">เมื่อเย็นนี้มิมกินข้าวไปนิดเดียว เพราะกลัวจะอ้วกอีก  แต่ที่สุดแล้วก็รู้สึกปวดหัว ตาลายเหมือนเดิม แต่วันนี้ไม่อ้วก แต่รู้สึกเวียนหัวเท่านั้นเอง&#8230;</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: medium;">คุณหมอเจ๊&#8230;คุณหมอจอมป่วน รบกวนช่วยวิเคราะห์อาการเบื้องต้นให้มิมหน่อยค่ะ  .</span><span style="font-size: medium;">..หรือว่ามีใครเคยมีอาการแบบนี้ไหมค่ะ&#8230;ช่วยแนะนำด้วยค่ะ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: medium;">ขอบคุณค่ะ&#8230;.</span></p>
<p> </p>
<p> </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/mimography/archives/140/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เดินสายแจกเจ้าเป็นไผ๑&#8230;(1)</title>
		<link>http://lanpanya.com/mimography/archives/139</link>
		<comments>http://lanpanya.com/mimography/archives/139#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 21 Jun 2009 08:08:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mimography</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม่ได้จัดหมวดหมู่]]></category>

		<category><![CDATA[เครือข่ายลานปัญญา]]></category>

		<category><![CDATA[เจ้าเป็นไผ๑]]></category>

		<category><![CDATA[เฮฮาศาสตร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/mimography/?p=139</guid>
		<description><![CDATA[สืบเนื่องมาจากมีหนังสือเจ้าเป็นไผอยู่ในมือตั้ง 15 เล่ม มิมจอง 5 เล่ม และได้ฟรีอีก 10 เล่ม  ก็เลยมานึกว่าจะแจกญาติที่ไหนบ้าง  ให้พี่สิงห์ป่าสักไปแล้วหนึ่งเล่ม ก็เหลือตั้ง 14 เล่ม  &#8230;.เอาหล่ะ ต่อไปก็คงเป็นการเดินสายแจกหนังสือแล้วซิ &#8230;
อิอิอิ&#8230;&#8230;..

 วันก่อนได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยม ผศ.สุณี  บุญพิทักษ์ ที่มหาลัยราชภัฏกำแพงเพชร เข้าไปเยี่ยมท่านพร้อมด้วยหนังสือเจ้าเป็นไผ๑  อาจารย์ดีใจมากที่ได้มีโอกาสได้พูดคุยกัน ก่อนหน้านี้ได้โทรศัพท์คุยกับอาจารย์หลายครั้ง แต่ไม่มีโอกาสได้เข้าไปเยี่ยมท่านเลย 
 ผศ.สุณี ท่านเล่าสารทุกข์ให้ฟังว่า ท่านเพิ่งไปผ่าตัดเนื้องอกในลำไส้มา  คุณหมอบอกว่าเนื้องอกที่เกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นจากอาการเครียด  และสาเหตุของความเครียดก็เนื่องมาจากวิทยานิพนธ์ ปริญญาเอกที่อาจารย์กำลังทำอยู่   อาจารย์บอกว่า น้องมิมไม่ควรจะเครียดมากๆ เดี๋ยวจะเกิดโรคภัยไข้เจ็บแบบอาจารย์   อาจารย์จับมือ และพูดไถ่ถามด้วยความเป็นห่วงเป็นใย
 
มีเรื่องประทับใจในการพูดคุย อาจารย์ได้เล่าให้ฟังว่า สิ่งที่ท่านทำเล็กๆ น้อยๆ ทำให้ท่านมีความสุข คือการนำขวดน้ำที่กินน้ำหมดแล้ว โยนใส่โปรงหลังรถ  จนใครๆ ว่ารถอาจารย์เป็นรถขนขยะ  แต่เมื่อถามว่าอาจารย์เก็บขวดน้ำไว้ทำอะไร  อาจารย์ก็บอกว่า เวลาขับรถไปในเมือง ในตลาด ถ้าเห็นคนเก็บขยะ  อาจารย์จะจอดและเอาขวดน้ำทั้งหมดที่มีให้กับคนเก็บขยะไป  อาจารย์บอกว่า คนเก็บขยะยิ้มดีใจ และประหลาดใจในสิ่งที่อาจารย์ทำ  &#8230;&#8230;แค่นี้อาจารย์ก็มีความสุขได้แล้ว
 
 หลังจากพูดคุยกันได้พักหนึ่ง  อาจารย์ก็เริ่มสนใจหนังสือที่มิมนำติดมือไปด้วย  อาจารย์หยิบขึ้นมาดู [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-size: medium; color: #993300;">สืบเนื่องมาจากมีหนังสือเจ้าเป็นไผอยู่ในมือตั้ง 15 เล่ม มิมจอง 5 เล่ม และได้ฟรีอีก 10 เล่ม  ก็เลยมานึกว่าจะแจกญาติที่ไหนบ้าง  ให้พี่สิงห์ป่าสักไปแล้วหนึ่งเล่ม ก็เหลือตั้ง 14 เล่ม  &#8230;.เอาหล่ะ ต่อไปก็คงเป็นการเดินสายแจกหนังสือแล้วซิ &#8230;</span></p>
<p><span style="font-size: medium; color: #993300;">อิอิอิ&#8230;&#8230;..</span></p>
<p><span id="more-139"></span></p>
<p> <span style="font-size: medium; color: #993300;">วันก่อนได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยม ผศ.สุณี  บุญพิทักษ์ ที่มหาลัยราชภัฏกำแพงเพชร เข้าไปเยี่ยมท่านพร้อมด้วยหนังสือเจ้าเป็นไผ๑  อาจารย์ดีใจมากที่ได้มีโอกาสได้พูดคุยกัน ก่อนหน้านี้ได้โทรศัพท์คุยกับอาจารย์หลายครั้ง แต่ไม่มีโอกาสได้เข้าไปเยี่ยมท่านเลย </span></p>
<p> <span style="font-size: medium; color: #993300;">ผศ.สุณี ท่านเล่าสารทุกข์ให้ฟังว่า ท่านเพิ่งไปผ่าตัดเนื้องอกในลำไส้มา  คุณหมอบอกว่าเนื้องอกที่เกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นจากอาการเครียด  และสาเหตุของความเครียดก็เนื่องมาจากวิทยานิพนธ์ ปริญญาเอกที่อาจารย์กำลังทำอยู่   อาจารย์บอกว่า น้องมิมไม่ควรจะเครียดมากๆ เดี๋ยวจะเกิดโรคภัยไข้เจ็บแบบอาจารย์   อาจารย์จับมือ และพูดไถ่ถามด้วยความเป็นห่วงเป็นใย</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: medium; color: #993300;">มีเรื่องประทับใจในการพูดคุย อาจารย์ได้เล่าให้ฟังว่า สิ่งที่ท่านทำเล็กๆ น้อยๆ ทำให้ท่านมีความสุข คือการนำขวดน้ำที่กินน้ำหมดแล้ว โยนใส่โปรงหลังรถ  จนใครๆ ว่ารถอาจารย์เป็นรถขนขยะ  แต่เมื่อถามว่าอาจารย์เก็บขวดน้ำไว้ทำอะไร  อาจารย์ก็บอกว่า เวลาขับรถไปในเมือง ในตลาด ถ้าเห็นคนเก็บขยะ  อาจารย์จะจอดและเอาขวดน้ำทั้งหมดที่มีให้กับคนเก็บขยะไป  อาจารย์บอกว่า คนเก็บขยะยิ้มดีใจ และประหลาดใจในสิ่งที่อาจารย์ทำ  &#8230;&#8230;แค่นี้อาจารย์ก็มีความสุขได้แล้ว</span></p>
<p> </p>
<p> <span style="font-size: medium; color: #993300;">หลังจากพูดคุยกันได้พักหนึ่ง  อาจารย์ก็เริ่มสนใจหนังสือที่มิมนำติดมือไปด้วย  อาจารย์หยิบขึ้นมาดู ถามว่าหนังสืออะไร ชื่อหน้าสนใจ&#8230;&#8230;..มิมก็ได้เล่าความเป็นมาเป็นไป  จนอาจารย์พอเข้าใจ&#8230;</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: medium; color: #993300;">ตอนที่อาจารย์เปิดไปที่หน้า 32 รู้สึกเขินๆ เล็กน้อย  อาจารย์อ่านไปยิ้มไป  อาจารย์ฝากชื่นชมมาถึงชาวเฮทุกท่านด้วยค่ะ ที่ทำให้เกิดหนังสือเล่มเล็กๆ น่าอ่านเล่มนี้  </span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: medium; color: #993300;">อาจารย์สัญญาว่า จะอ่านให้ได้ในคืนนี้&#8230;ยิ่งทำให้มิมหัวใจพองโต เพราะเท่าที่ทราบมา อาจารย์ไม่มีเวลาว่างเลย กลางวันทำงานประจำ กลางคืนก็ต้องทำงานที่เรียน ป.เอก กว่าจะได้นอนก็ดึกดื่น  แต่วันนี้อาจารย์บอกว่าจะอ่าน หนังสือ เจ้าเป็นไผ๑ ของพวกเราชาวเฮ&#8230;&#8230;เห็นไหมค่ะว่าน่าปลื้มใจแค่ไหน</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: medium; color: #993300;">พูดคุยกันได้ราวชั่วโมงกว่าๆ ก็กอดร่ำลากัน  ขณะที่ลงลิฟท์มามิมยังอมยิ้มอยู่เลย </span></p>
<p><span style="font-size: medium; color: #993300;">อิอิอิ&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..</span></p>
<p> </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/mimography/archives/139/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ที่หลบภัย</title>
		<link>http://lanpanya.com/mimography/archives/138</link>
		<comments>http://lanpanya.com/mimography/archives/138#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 27 May 2009 14:40:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mimography</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม่ได้จัดหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/mimography/?p=138</guid>
		<description><![CDATA[ 
ในยามที่เราพบเจอกับปัญหาหรืออุปสรรค
ไม่ว่าจะหนักหรือเบา&#8230;..แค่ไหน
คิดว่าคงมีสักสถานที่หนึ่งที่เรานึกถึง
ซึ่งผู้เขียนเรียกสถานที่แห่งนั้นว่า  &#8221; ที่หลบภัย&#8221;
 
มีสถานที่  &#8220;หลบภัย&#8221;  อยู่สองแห่ง ที่ผู้เขียนมักจะนึกถึงเมื่อยามเจอกับปัญหารอบกาย
ที่รุมเร้า เอาไว้ไปพักกาย พักใจ ..ให้หัวใจบรรเทาจากความปวดร้าวทั้งปวงที่ผ่านเข้ามา
 
ที่หลบภัยแห่งแรก&#8230;
เป็นสถานที่แรกที่จะนึกถึง 
เพราะที่นั้นมีความรัก ความห่วงใยของชายหญิงชราคู่หนึ่ง ดวงตาสองคู่นั้น 
ที่มองผู้ไปหลบภัยอย่างอบอุ่น ปลอบโยน  มีอ้อมกอดที่อบอุ่น พร้อมให้ผู้หลบภัย 
อิงแอบ ซบไหล่เนิ่นนานเท่าใดก็ได้ตามต้องการ
 
แม้จะไม่มีคำพูดใดของเจ้าของสถานที่ เอื้อยเอ่ยต่อผู้ไปหลบภัยก็ตาม แต่ในแววตาคู่นั้น
มีคำหมื่นร้อยพันอันอ่อนโยน คอยปลอบผู้มาเยือนอยู่ตลอดเวลา  จึงระลึกอยู่ในความ
ทรงจำอยู่เสมอว่า ไม่มีที่ใด ที่เราจะอบอุ่นเท่า การมาเยือน ที่หลบภัยแห่งนี้&#8230;..
 
ที่หลบภัยแห่งที่สอง  
เป็นสถานที่หนึ่งที่ต้องการหลบหลีกความวุ่นวาย 
หลบเร้น หนีหายไปจากสังคมภายนอกที่สันสนวุ่นวาย  หรือในยามที่ไม่ต้องการพบปะ 
พูดคุยกับใคร  แม้กระทั่งกับคนในครอบครัว  
ยามนั้น สถานที่แห่งนี้จะเป็นที่หลบภัยอันเงียบสงบ 
พักความเหนื่อยล้าของทั้งกายและใจได้อย่างดี  ที่แห่งนี้เงียบ สงบ เย็น สบาย 
นั่งปล่อยความคิดคำนึงอยู่ริมแม่น้ำสะแกกรังอันไหลเอื่อย ทอดยาว  
แม่น้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตของคนแถบนั้น  และยังหล่อเลี้ยงใจของผู้เขียนให้ชุ่มช่ำ
ทุกคราวที่ไปเยือน&#8230;
 
การเดินทางไปที่หลบภัยแห่งที่สอง  ทำให้ผู้เขียนได้อยู่กับตัวเองเพียงลำพังมากขึ้น
ในช่วงระยะเวลาของการเดินทางกว่าสองชั่วโมงเศษๆ  
มือจับพวงมาลัย สายตามองถนนที่มีแต่รถราวุ่นวาย  ใจสงบนิ่ง มีสมาธิ
อย่างน้อยๆ ก็สองชั่วโมงของการเดินทางที่ทำให้จิตใจที่วุ่นวายได้สงบลงชั่วขณะหนึ่ง
 
และวันนี้&#8230;.ผู้เขียนได้เดินทางไปสถานที่หลบภัยแห่งที่สอง  
ปล่อยความทุกข์ ความเจ็บปวด ความขมขื่น&#8230;&#8230;&#8230;.
ให้ไหลไปกับแม่น้ำสะแกกรัง แม่น้ำแห่งชีวิต 
แม้ไม่ทั้งหมด แต่ก็บรรเทาเบาบางลงไปได้มากทีเดียว&#8230;
 
 
ขอบคุณ ที่หลบภัยทั้งสองแห่ง  
ที่เป็นที่พักหลบภัยชั่วคราวของผู้เขียนตลอดมา
 
 
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p> </p>
<p><span style="font-size: medium;">ในยามที่เราพบเจอกับปัญหาหรืออุปสรรค</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">ไม่ว่าจะหนักหรือเบา&#8230;..แค่ไหน</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">คิดว่าคงมีสักสถานที่หนึ่งที่เรานึกถึง</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">ซึ่งผู้เขียนเรียกสถานที่แห่งนั้นว่า <span style="color: #993300;"> <strong>&#8221; ที่หลบภัย&#8221;</strong></span></span></p>
<p> <span id="more-138"></span></p>
<p><span style="font-size: medium;">มีสถานที่  <span style="color: #993300;"><strong>&#8220;หลบภัย&#8221;</strong></span>  อยู่สองแห่ง ที่ผู้เขียนมักจะนึกถึงเมื่อยามเจอกับปัญหารอบกาย</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">ที่รุมเร้า </span><span style="font-size: medium;">เอาไว้ไปพักกาย พักใจ ..ให้หัวใจบรรเทาจากความปวดร้าวทั้งปวงที่ผ่านเข้ามา</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: medium;"><span style="color: #993300;"><span style="text-decoration: underline;"><span style="font-size: large;">ที่หลบภัยแห่งแรก</span></span>&#8230;</span></span></p>
<p><span style="font-size: medium;">เป็นสถานที่แรกที่จะนึกถึง<span style="color: #993300;"><strong> </strong></span></span></p>
<p><span style="color: #000000;"><span style="font-size: medium;">เพราะที่นั้นมีความรัก ความห่วงใย</span><span style="font-size: medium;">ของชายหญิงชราคู่หนึ่ง ดวงตาสองคู่นั้น </span></span></p>
<p><span style="color: #000000;"><span style="font-size: medium;">ที่มองผู้ไปหลบภัยอย่างอบอุ่น ปลอบโยน  </span><span style="font-size: medium;">มีอ้อมกอดที่อบอุ่น พร้อมให้ผู้หลบภัย </span></span></p>
<p><span style="font-size: medium; color: #000000;">อิงแอบ ซบไหล่เนิ่นนานเท่าใดก็ได้ตามต้องการ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: medium;">แม้จะไม่มีคำพูดใดของเจ้าของสถานที่ เอื้อยเอ่ยต่อผู้ไปหลบภัยก็ตาม แต่ในแววตาคู่นั้น</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">มีคำหมื่นร้อยพันอันอ่อนโยน คอยปลอบผู้มาเยือนอยู่ตลอดเวลา  จึงระลึกอยู่ในความ</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">ทรงจำอยู่เสมอว่า ไม่มีที่ใด ที่เราจะอบอุ่นเท่า การมาเยือน ที่หลบภัยแห่งนี้&#8230;..</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: medium;"><span style="font-size: large; color: #993300;"><span style="text-decoration: underline;">ที่หลบภัยแห่งที่สอง  </span></span></span></p>
<p><span style="font-size: medium;">เป็นสถานที่หนึ่งที่ต้องการหลบหลีกความวุ่นวาย </span></p>
<p><span style="font-size: medium;">หลบเร้น หนีหาย</span><span style="font-size: medium;">ไปจากสังคมภายนอกที่สันสนวุ่นวาย  หรือในยามที่ไม่ต้องการพบปะ </span></p>
<p><span style="font-size: medium;">พูดคุยกับใคร  </span><span style="font-size: medium;">แม้กระทั่งกับคนในครอบครัว  </span></p>
<p><span style="font-size: medium;">ยามนั้น สถานที่แห่งนี้จะเป็นที่หลบภัยอันเงียบสงบ </span></p>
<p><span style="font-size: medium;">พักความเหนื่อยล้าของทั้งกายและใจได้อย่างดี  ที่แห่งนี้เงียบ สงบ เย็น สบาย </span></p>
<p><span style="font-size: medium;">นั่งปล่อยความคิดคำนึงอยู่ริมแม่น้ำสะแกกรังอันไหลเอื่อย ทอดยาว  </span></p>
<p><span style="font-size: medium;">แม่น้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตของคน</span><span style="font-size: medium;">แถบนั้น  และยังหล่อเลี้ยงใจของผู้เขียนให้ชุ่มช่ำ</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">ทุกคราวที่ไปเยือน&#8230;</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: medium;">การเดินทางไปที่หลบภัยแห่งที่สอง  ทำให้ผู้เขียนได้อยู่กับตัวเองเพียงลำพังมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">ในช่วงระยะเวลาของการเดินทางกว่าสองชั่วโมงเศษๆ  </span></p>
<p><span style="font-size: medium;">มือจับพวงมาลัย สายตามองถนนที่มีแต่รถราวุ่นวาย  ใจสงบนิ่ง มีสมาธิ</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">อย่างน้อยๆ ก็สองชั่วโมงของการเดินทางที่ทำให้จิตใจที่วุ่นวายได้สงบลงชั่วขณะหนึ่ง</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: medium;">และวันนี้&#8230;.ผู้เขียนได้เดินทางไปสถานที่หลบภัยแห่งที่สอง  </span></p>
<p><span style="font-size: medium;">ปล่อยความทุกข์ ความเจ็บปวด </span><span style="font-size: medium;">ความขมขื่น&#8230;&#8230;&#8230;.</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">ให้ไหลไปกับแม่น้ำสะแกกรัง แม่น้ำแห่งชีวิต </span></p>
<p><span style="font-size: medium;">แม้ไม่ทั้งหมด แต่ก็บรรเทาเบาบางลงไปได้มากทีเดียว&#8230;</span></p>
<p> </p>
<p> </p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: large; color: #993300;"><strong>ขอบคุณ ที่หลบภัยทั้งสองแห่ง  </strong></span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="font-size: large; color: #993300;"><strong>ที่เป็นที่พักหลบภัยชั่วคราวของผู้เขียนตลอดมา</strong></span></p>
<p> </p>
<p> </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/mimography/archives/138/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เรา&#8230;</title>
		<link>http://lanpanya.com/mimography/archives/137</link>
		<comments>http://lanpanya.com/mimography/archives/137#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 08 May 2009 15:47:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mimography</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม่ได้จัดหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/mimography/?p=137</guid>
		<description><![CDATA[&#8230;ถ้าความรักที่มีให้มันห่วยแตก ไม่สนองตอบเท่าที่ต้องการก็ขอโทษด้วย
ที่ทำให้รู้สึกเช่นนั้น คนมันห่วย อย่างไรมันก็คงไม่ดีเท่าที่ต้องการ
ถ้าจะทำให้รู้สึกดีขึ้นก็ขอให้คิดเสียว่าเป็นความโชคร้ายที่มีไอ้คนเฮงซวยคนนี้
อยากให้ดีใจและเต๊ะมันออกไปจากชีวิตได้
ก่อนที่มันจะสร้างความลำบากและทำร้ายจิตใจไปอีก
 
อย่างไรก็ตาม ถ้าความดีพอจะมีอยู่บ้าง ว่างๆ ก็ลองทบทวนคำพูด
ที่ได้พูดไว้กับคนห่วยแตกคนนี้ด้วย
กราบอโหสิให้ด้วยก็แล้วกัน เผื่อคนคนนี้จะได้ลงนรกอย่างสบายใจ&#8230;
&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..
 
สิ่งที่ต้องการสื่อสารกับเจ้าของข้อความข้างบน&#8230;&#8230;.
 
สิ่งดีๆ ความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีให้กันมาตลอด มันเป็นสิ่งที่งดงามในหัวใจเสมอมา
แม้ในขณะนี้ที่เราห่างกันไปบ้าง จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่  
อยากให้เข้าใจว่าสิ่งนั้นมันจะยังอยู่ในใจตลอดไป  
 
บางครั้งบางคราวคนเราก็ต้องการอยู่เพียงลำพัง โดยที่ไม่ต้องการให้ใครมาสงสาร
แต่เมื่อมีความรู้สึกที่ดีต่อกัน จึงเปิดใจ รับความรู้สึกของอีกคนเข้ามา
ทั้งที่เคยบอกกับตัวเองเสมอ ว่าไม่ต้องการเอาชีวิตไปผูกติดกับใครอีก
และแล้วความรู้สึกดีๆ ที่เรามีให้กัน 
มันกลายเป็นสิ่งที่ทำร้ายจิตใจระหว่างเราสองคนอย่างร้ายกาจ&#8230;.
จากความสุข&#8230;มันกลายเป็นทุกข์  จากความผูกพัน&#8230; มันกลายเป็นเหินห่าง
จากใส่ใจ&#8230;มันกลายเป็นละเลย  จากความห่วงหา&#8230;.มันกลายเป็นเย็นชา
 
แม้เธอจะบอกเสมอว่าให้เราสองคนพยายามปรับ  
แต่ในที่สุดความรู้สึกเช่นเดิมมันก็ไม่หวนคืนกลับมาได้อีก
เพราะในขณะนี้ฉันบอบซ้ำเกินกว่าจะปรับอะไรได้
ขอให้เธอเข้าใจ&#8230;ในสิ่งที่ฉันกำลังเผชิญ
 
ขอโทษที่ทำให้ข้อความข้างบนหลุดออกมาจากเธอ  ผู้ที่แสนดีกับฉันมาโดยตลอด
ขอโทษที่ทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นใจจิตใจของเธอ
ขอโทษที่รบกวนและให้ดูแลมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
ขอโทษที่ได้เอ่ยคำที่ทำร้ายจิตใจของเธอ ในขณะที่ใจฉันเองก็บอบช้ำ
และ&#8230;&#8230;.
ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้
ขอบคุณสำหรับความห่วงใย ใส่ใจดูแล
ขอบคุณสำหรับความรักที่มอบให้อย่างมากมาย
ขอบคุณสำหรับคำปลอยโยนเวลาที่ต้องการใครสักคน
ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ&#8230;&#8230;
จะขอบคุณอีกกี่ครั้งก็ไม่สามารถตอบแทนสิ่งที่เธอทำเพื่อฉันได้
 
จะจดจำสิ่งดีๆ ไว้ในใจตลอดไป 
และอยากบอกในวันนี้ ในวันที่อาจสายเกินไปว่า  จะมีเธออยู่ในใจฉันตลอดไป&#8230;
และจะรักเธอไปจนกว่าหัวใจของฉันจะไม่สามารถรักใครได้อีก
 
เราสองคนคงไม่ถึงกับเป็นเส้นขนานที่ไม่มีวันมาบรรจบกัน
ได้จริงไหม??
 
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-size: medium; color: #0000ff;">&#8230;ถ้าความรักที่มีให้มันห่วยแตก ไม่สนองตอบเท่าที่ต้องการก็ขอโทษด้วย</span></p>
<p><span style="font-size: medium; color: #0000ff;">ที่ทำให้รู้สึกเช่นนั้น คนมันห่วย อย่างไรมันก็คงไม่ดีเท่าที่ต้องการ</span></p>
<p><span style="font-size: medium; color: #0000ff;">ถ้าจะทำให้รู้สึกดีขึ้นก็ขอให้คิดเสียว่าเป็นความโชคร้ายที่มีไอ้คนเฮงซวยคนนี้</span></p>
<p><span style="font-size: medium; color: #0000ff;">อยากให้ดีใจและเต๊ะมันออกไปจากชีวิตได้</span></p>
<p><span style="font-size: medium; color: #0000ff;">ก่อนที่มันจะสร้างความลำบากและทำร้ายจิตใจไปอีก<span id="more-137"></span></span></p>
<p><span style="font-size: medium; color: #0000ff;"> </span></p>
<p><span style="font-size: medium; color: #0000ff;">อย่างไรก็ตาม ถ้าความดีพอจะมีอยู่บ้าง ว่างๆ ก็ลองทบทวนคำพูด</span></p>
<p><span style="font-size: medium; color: #0000ff;">ที่ได้พูดไว้กับคนห่วยแตกคนนี้ด้วย</span></p>
<p><span style="font-size: medium; color: #0000ff;">กราบอโหสิให้ด้วยก็แล้วกัน เผื่อคนคนนี้จะได้ลงนรกอย่างสบายใจ&#8230;</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-size: medium; color: #0000ff;">&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: large; color: #ff0000;">สิ่งที่ต้องการสื่อสารกับเจ้าของข้อความข้างบน&#8230;&#8230;.</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: medium;">สิ่งดีๆ ความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีให้กันมาตลอด มันเป็นสิ่งที่งดงามในหัวใจเสมอมา</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">แม้ในขณะนี้ที่เราห่างกันไปบ้าง จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่  </span></p>
<p><span style="font-size: medium;">อยากให้เข้าใจว่าสิ่งนั้นมันจะยัง</span><span style="font-size: medium;">อยู่ในใจตลอดไป  </span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: medium;">บางครั้งบางคราวคนเราก็ต้องการอยู่เพียงลำพัง โดยที่ไม่ต้องการให้ใครมาสงสาร</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">แต่เมื่อมีความรู้สึกที่ดีต่อกัน จึงเปิดใจ รับความรู้สึกของอีกคนเข้ามา</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">ทั้งที่เคยบอกกับตัวเองเสมอ ว่าไม่ต้องการเอาชีวิตไปผูกติดกับใครอีก</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">และแล้วความรู้สึกดีๆ ที่เรามีให้กัน </span></p>
<p><span style="font-size: medium;">มันกลายเป็นสิ่งที่ทำร้ายจิตใจระหว่างเราสองคน</span><span style="font-size: medium;">อย่างร้ายกาจ&#8230;.</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">จากความสุข&#8230;มันกลายเป็นทุกข์  จากความผูกพัน&#8230; มันกลายเป็นเหินห่าง</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">จากใส่ใจ&#8230;มันกลายเป็นละเลย  จากความห่วงหา&#8230;.มันกลายเป็นเย็นชา</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: medium;">แม้เธอจะบอกเสมอว่าให้เราสองคนพยายามปรับ  </span></p>
<p><span style="font-size: medium;">แต่ในที่สุดความรู้สึกเช่นเดิมมันก็ไม่หวนคืนกลับมาได้อีก</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">เพราะในขณะนี้ฉันบอบซ้ำเกินกว่าจะปรับอะไรได้</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">ขอให้เธอเข้าใจ&#8230;ในสิ่งที่ฉันกำลังเผชิญ</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: medium;">ขอโทษที่ทำให้ข้อความข้างบนหลุดออกมาจากเธอ  ผู้ที่แสนดีกับฉันมาโดยตลอด</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">ขอโทษที่ทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นใจจิตใจของเธอ</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">ขอโทษที่รบกวนและให้ดูแลมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">ขอโทษที่ได้เอ่ยคำที่ทำร้ายจิตใจของเธอ ในขณะที่ใจฉันเองก็บอบช้ำ</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">และ&#8230;&#8230;.</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">ขอบคุณสำหรับความห่วงใย ใส่ใจดูแล</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">ขอบคุณสำหรับความรักที่มอบให้อย่างมากมาย</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">ขอบคุณสำหรับคำปลอยโยนเวลาที่ต้องการใครสักคน</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ&#8230;&#8230;</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">จะขอบคุณอีกกี่ครั้งก็ไม่สามารถตอบแทนสิ่งที่เธอทำเพื่อฉันได้</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: medium;">จะจดจำสิ่งดีๆ ไว้ในใจตลอดไป </span></p>
<p><span style="font-size: medium;">และอยากบอกในวันนี้ ในวันที่อาจสายเกินไปว่า  จะมีเธออยู่ในใจฉันตลอดไป&#8230;</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">และจะรักเธอไปจนกว่าหัวใจของฉันจะไม่สามารถรักใครได้อีก</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: large;">เราสองคนคงไม่ถึงกับเป็นเส้นขนานที่ไม่มีวันมาบรรจบกัน</span></p>
<p><span style="font-size: large;">ได้จริงไหม??</span></p>
<p> </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/mimography/archives/137/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>กับการตัดสินใจครั้งนี้&#8230;</title>
		<link>http://lanpanya.com/mimography/archives/132</link>
		<comments>http://lanpanya.com/mimography/archives/132#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 04 May 2009 06:55:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>mimography</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม่ได้จัดหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/mimography/?p=132</guid>
		<description><![CDATA[ 
วันนี้โล่งใจไปอีกเปราะหนึ่ง ที่ได้ตัดสินใจในสิ่งที่ค้างคาใจมานานนับปี  
ก่อนหน้านี้หวาดกลัวที่จะเผชิญกับผลของการตัดสินใจที่มันจะตามมา
กลัว ไม่กล้า ขี้ขลาด  ยอมรับว่าตัวเองเป็นแบบนั้นจริงๆจึงต้องจมอยู่กับปัญหานี้มาเนิ่นนาน
นานเสียจนปัญหาดังกล่าวสะสม   ถ้าหากเป็นแผล ก็คงจะอักเสบเป็นหนอง กลายเป็น
แผลเรื้อรัง ลุกลามอาจเป็นเนื้อร้ายได้ในที่สุด 
 
 
แต่วันนี้ได้ตัดสินใจไปแล้ว  จึงต้องบอกกับตัวเองว่าต้องกล้าเผชิญกับมันให้ได้ 
แม้วันนี้จะยังหวาดกลัว แต่คิดว่าต้องมีสักวันแหละน่าที่ความกลัวจะเบาบางลง
แต่ที่เสียใจและรู้สึกเป็นบาปติดตัวของตัวเองไปตลอดนั่นก็คือ น้ำตาของผู้ใหญ่สองท่าน
ที่เรารักมาก  น้ำตาที่เราไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้เห็น  เราก็ได้เห็น เพราะเราเป็นต้นเหตุ
นี่แหละ&#8230;..ที่ทำให้เสียใจมากกับการตัดสินใจครั้งนี้
 
 
แต่เมื่อปัญหาทุกอย่างได้คลี่คลาย  มันก็ดีแล้ว  ต่อไปมันจะได้ไม่ค้างคาใจอีก
คงจดจำมันให้เป็นบทเรียนของชีวิต มองไปข้างหน้าสลับมองย้อนกลับมาข้างหลัง
สิ่งไหนที่เคยทำแล้วเป็นปัญหาก็หยุดมอง แล้วหาวิธีใหม่จัดการมันซะ ดีไม่ดีอย่างไรมัน
ก็จะกลายเป็นบทเรียนบทต่อไปของชีวิต&#8230;.ให้เราได้คิด ได้หาทางแก้ไขต่อไป
เพราะปัญหามันคงอยู่กับชีวิตของคนเราไปตลอดชีวิตนั่นแหละ  
มันอยู่ที่ว่าเราจะอยู่กับปัญหาได้อย่างสมดุลอย่างไร แค่ไหน&#8230;&#8230;.
 
 
 
จำคำของพี่สาวคนหนึ่งที่พร่ำบอกอยู่เสมอว่า&#8230;..
 
 
&#8230;.นักรบต้องเพียรฝึกฝน บ่มเพาะตนเอง
&#8230;.ต้องผ่านความเจ็บปวด ความหวาดกลัว ความเดียวดาย
&#8230;.และต้องผ่านความเปราะบางที่จะรับรู้ถึงความรู้สึกของตัวเองและสรรพสิ่ง
&#8230;..จึงจะเป็นนักรบที่แท้จริง&#8230;..
 
ขอบคุณพี่สาวที่ทำให้ทุกวันของชีวิตเต็มไปด้วยความหวังและเป็นแรงบันดาลใจให้น้อง
ต่อสู้กับปัญหาที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่เดียวดาย&#8230;.
 
 
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p> </p>
<p><span style="font-size: medium;">วันนี้โล่งใจไปอีกเปราะหนึ่ง ที่ได้ตัดสินใจในสิ่งที่ค้างคาใจมานานนับปี  </span></p>
<p><span style="font-size: medium;">ก่อนหน้านี้หวาดกลัวที่จะเผชิญกับผลของการตัดสินใจที่มันจะตามมา</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">กลัว ไม่กล้า ขี้ขลาด  ยอมรับว่าตัวเองเป็นแบบนั้นจริงๆจึงต้องจมอยู่กับปัญหานี้มาเนิ่นนาน</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">นานเสียจนปัญหาดังกล่าวสะสม   ถ้าหากเป็นแผล ก็คงจะอักเสบเป็นหนอง กลายเป็น</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">แผลเรื้อรัง ลุกลามอาจเป็นเนื้อร้ายได้ในที่สุด <span id="more-132"></span></span></p>
<p> <img src="http://lanpanya.com/mimography/files/2009/05/24925.jpg" alt="" /><a title="252977430_5f04cef543" href="http://lanpanya.com/mimography/files/2009/05/252977430_5f04cef543.jpg"></a></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: medium;">แต่วันนี้ได้ตัดสินใจไปแล้ว  จึงต้องบอกกับตัวเองว่าต้องกล้าเผชิญกับมันให้ได้ </span></p>
<p><span style="font-size: medium;">แม้วันนี้จะยังหวาดกลัว แต่คิดว่าต้องมีสักวันแหละน่าที่ความกลัวจะเบาบางลง</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">แต่ที่เสียใจและรู้สึกเป็นบาปติดตัวของตัวเองไปตลอดนั่นก็คือ น้ำตาของผู้ใหญ่สองท่าน</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">ที่เรารักมาก  น้ำตาที่เราไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้เห็น  เราก็ได้เห็น เพราะเราเป็นต้นเหตุ</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">นี่แหละ&#8230;..ที่ทำให้เสียใจมากกับการตัดสินใจครั้งนี้</span></p>
<p> </p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: medium;">แต่เมื่อปัญหาทุกอย่างได้คลี่คลาย  มันก็ดีแล้ว  ต่อไปมันจะได้ไม่ค้างคาใจอีก</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">คงจดจำมันให้เป็นบทเรียนของชีวิต มองไปข้างหน้าสลับมองย้อนกลับมาข้างหลัง</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">สิ่งไหนที่เคยทำแล้วเป็นปัญหาก็หยุดมอง แล้วหาวิธีใหม่จัดการมันซะ ดีไม่ดีอย่างไรมัน</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">ก็จะกลายเป็นบทเรียนบทต่อไปของชีวิต&#8230;.ให้เราได้คิด ได้หาทางแก้ไขต่อไป</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">เพราะปัญหามันคงอยู่กับชีวิตของคนเราไปตลอดชีวิตนั่นแหละ  </span></p>
<p><span style="font-size: medium;">มันอยู่ที่ว่าเราจะอยู่กับปัญหาได้อย่างสมดุลอย่างไร แค่ไหน&#8230;&#8230;.</span></p>
<p> </p>
<p> <img src="http://lanpanya.com/mimography/files/2009/03/252977430_5f04cef543.jpg" alt="" /></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: medium;">จำคำของพี่สาวคนหนึ่งที่พร่ำบอกอยู่เสมอว่า&#8230;..</span></p>
<p> </p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: medium; color: #ff00ff;">&#8230;.นักรบต้องเพียรฝึกฝน บ่มเพาะตนเอง</span></p>
<p><span style="font-size: medium; color: #ff00ff;">&#8230;.ต้องผ่านความเจ็บปวด ความหวาดกลัว ความเดียวดาย</span></p>
<p><span style="font-size: medium; color: #ff00ff;">&#8230;.และต้องผ่านความเปราะบางที่จะรับรู้ถึงความรู้สึกของตัวเองและสรรพสิ่ง</span></p>
<p><span style="font-size: medium;"><span style="color: #ff00ff;">&#8230;..จึงจะเป็นนักรบที่แท้จริง&#8230;.</span>.</span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size: medium;">ขอบคุณพี่สาวที่ทำให้ทุกวันของชีวิตเต็มไปด้วยความหวังและเป็นแรงบันดาลใจให้น้อง</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">ต่อสู้กับปัญหาที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่เดียวดาย&#8230;.</span></p>
<p> </p>
<p> </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/mimography/archives/132/feed</wfw:commentRss>
		</item>
	</channel>
</rss>
