<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	>

<channel>
	<title>KnowNone</title>
	<atom:link href="http://lanpanya.com/knownone/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://lanpanya.com/knownone</link>
	<description>An unknown who knows nothing</description>
	<pubDate>Mon, 04 Jan 2010 04:54:32 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.5.1</generator>
	<language>en</language>
			<item>
		<title>โพยวิธีค้น Google ให้ได้ผลตรงใจ</title>
		<link>http://lanpanya.com/knownone/2010/01/04/%e0%b9%82%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%99-google-%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://lanpanya.com/knownone/2010/01/04/%e0%b9%82%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%99-google-%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 04 Jan 2010 04:44:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>knownone</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไอที]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/knownone/?p=8</guid>
		<description><![CDATA[พื้น

 ทุกคำใน คำค้น (ข้อความที่จะให้ Google ค้น) มีผล Google จะพยายามหาหน้าที่มีคำใน query ทั้งหมดครบทุกคำ
ตัวใหญ่ตัวเล็กมีค่าเท่ากัน คำค้น OpenOffice กับ openoffice ให้ผลเหมือนกัน
เครื่องหมายวรรคตอนไม่มีผล เว้นกรณีพิเศษบางกรณีเช่น _ ระหว่างสองคำแบบ p_unt

แนว

 ง่ายเข้าไว้ ใช้คำน้อยที่สุด ใส่เฉพาะคีย์เวิร์ดสำคัญที่ต้องการค้นหา ไม่ต้องเขียนเป็นประโยค แทนที่จะค้น what is the maximum file size of openoffice base เขียนแค่ maximum size openoffice base ดีกว่า
เดาว่าหน้าที่ต้องการจะใช้คำว่าอะไร แทนที่จะสนใจว่าคุณต้องการหาคำอะไร สนใจว่าคนทำเว็บที่ต้องการเขาจะใช้คำว่าอะไร เช่น แทนที่จะค้น openoffice problem ใช้ openoffice bug จะดีกว่า
ใช้คำที่จำเพาะเจาะจง ถ้าจะหารูปไปใช้ในเอกสาร แทนที่จะค้น free picture ใช้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2>พื้น</h2>
<ol>
<li> ทุกคำใน คำค้น (ข้อความที่จะให้ Google ค้น) มีผล Google จะพยายามหาหน้าที่มีคำใน query ทั้งหมดครบทุกคำ</li>
<li>ตัวใหญ่ตัวเล็กมีค่าเท่ากัน คำค้น <a title="OpenOffice" href="http://www.google.com/search?q=OpenOffice">OpenOffice</a> กับ <a title="openoffice" href="http://www.google.com/search?q=openoffice">openoffice</a> ให้ผลเหมือนกัน</li>
<li>เครื่องหมายวรรคตอนไม่มีผล เว้นกรณีพิเศษบางกรณีเช่น _ ระหว่างสองคำแบบ p_unt</li>
</ol>
<h2>แนว</h2>
<ol>
<li> ง่ายเข้าไว้ ใช้คำน้อยที่สุด ใส่เฉพาะคีย์เวิร์ดสำคัญที่ต้องการค้นหา ไม่ต้องเขียนเป็นประโยค แทนที่จะค้น <a href="http://www.google.com/search?q=what+is+the+maximum+file+size+of+openoffice+base">what is the maximum file size of openoffice base</a> เขียนแค่ <a href="http://www.google.com/search?q=maximum+size+openoffice+base">maximum size openoffice base</a> ดีกว่า</li>
<li>เดาว่าหน้าที่ต้องการจะใช้คำว่าอะไร แทนที่จะสนใจว่าคุณต้องการหาคำอะไร สนใจว่าคนทำเว็บที่ต้องการเขาจะใช้คำว่าอะไร เช่น แทนที่จะค้น <a href="http://www.google.com/search?q=openoffice+problem">openoffice problem</a> ใช้ <a href="http://www.google.com/search?q=openoffice+bug">openoffice bug</a> จะดีกว่า</li>
<li>ใช้คำที่จำเพาะเจาะจง ถ้าจะหารูปไปใช้ในเอกสาร แทนที่จะค้น <a href="http://www.google.com/search?q=free+picture">free picture</a> ใช้ <a href="http://www.google.com/search?q=free+clipart">free clipart</a> จะดีกว่า</li>
</ol>
<h2>เก็ง</h2>
<ol>
<li> ต้องการค้นคำตามนี้เปะๆ ใส่เครื่องหมายคำพูดคู่ล้อมรอบเช่น <a href="http://www.google.com/search?q=">&#8220;open source software&#8221;</a> จะได้เฉพาะหน้าที่มีคำว่า open source software ตามนี้เท่านั้น ถ้า<a href="http://www.google.com/search?q=open+source+software">ไม่ใส่เครื่องหมายคำพูด</a> หน้าที่พบอาจจะมีคำ open, source และ software อยู่ตรงไหนในหน้าเหล่านั้นก็ได้ แต่หน้าที่มีคำในหน้าตรงตามที่เขียนในคำค้นจะอยู่ลำดับต้นๆ</li>
<li>ต้องการค้นคำตามนี้เปะๆ อีกวิธีหนึ่งคือเขียน <a href="http://www.google.com/search?q=open-source-software">open-source-software</a> แต่ผลจะต่างกันเล็กน้อย คำค้น <a href="http://www.google.com/search?q=">&#8220;open source&#8221;</a> จะพบหน้าที่มีคำว่า open source เปะเท่านั้น แต่คำค้น <a href="http://www.google.com/search?q=open-source">open-source</a> จะพบหน้าที่มีคำว่า opensource และ open-source เพิ่มขึ้นอีก เหมาะกับกรณีที่ไม่แน่ใจว่าคำๆนั้น สะกดเป็นสองคำ, ติดกัน, หรือมี hyphen</li>
<li>ค้นแล้วมีหน้าที่ไม่เกียวปนมาเยอะ ต้องการตัดหน้าที่มีคำบางคำออก เขียน - ไว้หน้าคำนั้น เช่นต้องการค้นเกี่ยวกับผลไม้ <a href="http://www.google.com/search?q=apple">apple</a> แต่จะได้ Mac และ iPhone เข้ามามาก จึงต้องเขียนเป็น <a href="http://www.google.com/search?q=apple+-mac+-iphone">apple -mac -iphone</a></li>
<li>ถ้าต้องการค้นเฉพาะบางเว็บไซต์ เพิ่ม site: ตามด้วยโดเมนของเว็บนั้น  เช่นถ้าค้น <a href="http://www.google.com/search?q=openoffice+release">openoffice release</a> จะได้ผลลัพธ์จากทุกๆ เว็บไซต์ ถ้าอยากได้เฉพาะที่ www.openoffice.org ให้เขียน <a href="http://www.google.com/search?q=openoffice+release+site%3Awww.openoffice.org">openoffice release site:www.openoffice.org</a> แต่หากต้องการผลลัพท์ที่เว็บใดก็ได้ที่ลงท้ายด้วย openoffice.org เช่น www.openoffice.org, download.openoffice.org, support.openoffice.org ให้เขียน <a href="http://www.google.com/search?q=openoffice+release+site%3Aopenoffice.org">openoffice release site:openoffice.org</a> เท่านั้น</li>
<li>ถ้าไม่ได้ต้องการหาหน้าเว็บ แต่ต้องการค้นหาไฟล์บางฟอร์แมตเช่น PDF, XLS, PPT, DOC ให้เขียน filetype: ตามด้วยชนิดของฟอร์แมตนั้นเช่น <a href="http://www.google.com/search?q=quotation-template+filetype%3Apdf">quotation-template filetype:pdf</a> หรือ <a href="http://www.google.com/search?q=invoice+filetype%3Axls">invoice filetype:xls</a></li>
</ol>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/knownone/2010/01/04/%e0%b9%82%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%99-google-%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ความถูกผิดสำหรับคนไทย</title>
		<link>http://lanpanya.com/knownone/2009/08/09/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/</link>
		<comments>http://lanpanya.com/knownone/2009/08/09/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 09 Aug 2009 11:07:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>knownone</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[นิสัยคนไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/knownone/?p=7</guid>
		<description><![CDATA[ผมเริ่มตั้งสมมุติฐานอย่างหนึ่งว่าคนไทยมองความถูกผิดในลักษณะที่แตกต่างจากชาวตะวันตก แน่นอนว่าจริงๆ แล้วมันจะต้องต่างกันอยู่แล้วเพราะความแตกต่างทางวัฒนธรรม แต่ประเด็นตรงนี้คือคนไทย (สำรวจจากตัวเองด้วย) มองความถูกผิดเป็นเรื่องสัมพัทธ์เอามากๆ ทำให้เกิดพฤติกรรมแปลกๆ หลายอย่าง อย่างสำนวนที่ว่า &#8220;เกลียดตัวกินไข่&#8221; &#8220;ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง&#8221; &#8220;เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม&#8221; &#8220;เดินตามผู้ใหญ่ หมาไม่กัด&#8221; หรือ นิทานที่แม่ปูสอนลูกปูให้เดินตรงๆ เป็นต้น
ต้องออกตัวบ่อยๆ ว่าที่เอาเรื่องพวกนี้มาคิดมาคุยกันทั้งที่เป็นเรื่องน่าเบื่อก็เพื่อที่จะทำความเข้าใจตัวเอง และปัญหาของทีมงานในบริษัท และการที่หัวข้อเป็นเรื่องนิสัยคนไทยเพราะว่ากำลังทำความเข้าใจปัญหาสากลของคนไทยที่ไม่ใช่ปัญหาสากลของชาวตะวันตก เพื่อใช้ในการปรับปรุงตัวเองและคนใกล้ตัว ไม่ใช่เป็นการมองว่าฝรั่งดีกว่าหรือแย่กว่าคนไทย แต่เพราะว่ามันไม่มีประโยชน์ที่จะพูดถึงข้อดีของคนไทย หรือข้อเสียของฝรั่ง ที่มีประโยชน์กว่าคือการเข้าใจข้อเสียของตนเอง และข้อดีของผู้อื่น
ความถูกผิดสำหรับคนไทยเป็นเรื่องสัมพัทธ์
ผมเข้าใจว่าเราทุกคนเข้าใจกันดีว่าอะไรถูกอะไรผิด มันไม่น่าแปลกใจว่าที่เห็นคนไม่มีจริยธรรมทำผิด เพราะเขาปฏิเสธจริยธรรมไปเลย แต่ที่น่าแปลกคือพวกเราที่เป็นคนดีตามสมควรกลับสามารถทำสิ่งที่ผิดได้อย่างหน้าตาเฉย แถมกลับรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่ทำอย่างนั้นเสียด้วย ลองนึกดูเหตุผลเลยเริ่มเข้าใจว่า ความถูกผิดในบางระดับ สำหรับคนไทยแล้วเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับบริบทหลายอย่าง
ถ้าไม่มีใครรู้ ความถูกผิดไม่สำคัญ
คนไทยไม่กลัวกฎหมาย แต่คนไทยกลัวตำรวจ บางทีทั้งๆ ที่ทำถูกกฎหมายก็ยังกลัวตำรวจอยู่ดีเพราะเป็นนิสัย พวกเรารู้ว่าที่ถูกควรจะข้ามสะพานลอยเสมอถ้ามีอยู่ใกล้ๆ แต่ถ้าหากว่าไม่มีใครรับรู้ว่าเราทำอะไร ก็ไม่จำเป็นต้องทำสิ่งที่ถูกก็ได้ เช่นถ้าไม่มีตำรวจ ก็แปลว่าวิ่งข้ามถนนได้ แต่หากวันไหนเดินไปกับลูก หรือแฟนที่เพิ่งคบกัน วันนั้นก็อาจจะต้องทำดีเป็นพิเศษด้วยการพาเขาข้ามสะพานลอย
อีกตัวอย่างที่น่ารักมากคือการฝ่าไฟแดงในเวลาที่ถนนว่าง ผมเคยเจอคนไทยที่บ่นว่าไม่เข้าใจว่าคนขับรถฝ่าไฟแดงกันได้ยังไง เพราะถึงแม้จะทำได้อย่างปลอดภัย อย่างไรมันก็ผิด กรณีนี้ทำให้ผมเข้าใจว่า คนไทยบางคนก็มีความรู้สึกว่าความถูกผิดเป็นเรื่องสากลอยู่เหมือนกัน แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นคนส่วนน้อยหรือเปล่า หลายคนที่ผมรู้จักจะไม่ขับรถฝ่าไฟแดงเวลาอยู่ในกรุงเทพฯ (เพราะจับจริง) แต่เวลาขับในต่างจังหวัดกลับทำเป็นมองไม่เห็นเวลาที่ไฟเพิ่งจะแดงไปได้ไม่นาน บางคนเรียกมันว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผมเริ่มตั้งสมมุติฐานอย่างหนึ่งว่าคนไทยมองความถูกผิดในลักษณะที่แตกต่างจากชาวตะวันตก แน่นอนว่าจริงๆ แล้วมันจะต้องต่างกันอยู่แล้วเพราะความแตกต่างทางวัฒนธรรม แต่ประเด็นตรงนี้คือคนไทย (สำรวจจากตัวเองด้วย) มองความถูกผิดเป็นเรื่องสัมพัทธ์เอามากๆ ทำให้เกิดพฤติกรรมแปลกๆ หลายอย่าง อย่างสำนวนที่ว่า &#8220;เกลียดตัวกินไข่&#8221; &#8220;ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง&#8221; &#8220;เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม&#8221; &#8220;เดินตามผู้ใหญ่ หมาไม่กัด&#8221; หรือ นิทานที่แม่ปูสอนลูกปูให้เดินตรงๆ เป็นต้น</p>
<p>ต้องออกตัวบ่อยๆ ว่าที่เอาเรื่องพวกนี้มาคิดมาคุยกันทั้งที่เป็นเรื่องน่าเบื่อก็เพื่อที่จะทำความเข้าใจตัวเอง และปัญหาของทีมงานในบริษัท และการที่หัวข้อเป็นเรื่องนิสัยคนไทยเพราะว่ากำลังทำความเข้าใจปัญหาสากลของคนไทยที่ไม่ใช่ปัญหาสากลของชาวตะวันตก เพื่อใช้ในการปรับปรุงตัวเองและคนใกล้ตัว ไม่ใช่เป็นการมองว่าฝรั่งดีกว่าหรือแย่กว่าคนไทย แต่เพราะว่ามันไม่มีประโยชน์ที่จะพูดถึงข้อดีของคนไทย หรือข้อเสียของฝรั่ง ที่มีประโยชน์กว่าคือการเข้าใจข้อเสียของตนเอง และข้อดีของผู้อื่น<span id="more-7"></span></p>
<h2>ความถูกผิดสำหรับคนไทยเป็นเรื่องสัมพัทธ์</h2>
<p>ผมเข้าใจว่าเราทุกคนเข้าใจกันดีว่าอะไรถูกอะไรผิด มันไม่น่าแปลกใจว่าที่เห็นคนไม่มีจริยธรรมทำผิด เพราะเขาปฏิเสธจริยธรรมไปเลย แต่ที่น่าแปลกคือพวกเราที่เป็นคนดีตามสมควรกลับสามารถทำสิ่งที่ผิดได้อย่างหน้าตาเฉย แถมกลับรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่ทำอย่างนั้นเสียด้วย ลองนึกดูเหตุผลเลยเริ่มเข้าใจว่า ความถูกผิดในบางระดับ สำหรับคนไทยแล้วเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับบริบทหลายอย่าง</p>
<h3>ถ้าไม่มีใครรู้ ความถูกผิดไม่สำคัญ</h3>
<p>คนไทยไม่กลัวกฎหมาย แต่คนไทยกลัวตำรวจ บางทีทั้งๆ ที่ทำถูกกฎหมายก็ยังกลัวตำรวจอยู่ดีเพราะเป็นนิสัย พวกเรารู้ว่าที่ถูกควรจะข้ามสะพานลอยเสมอถ้ามีอยู่ใกล้ๆ แต่ถ้าหากว่าไม่มีใครรับรู้ว่าเราทำอะไร ก็ไม่จำเป็นต้องทำสิ่งที่ถูกก็ได้ เช่นถ้าไม่มีตำรวจ ก็แปลว่าวิ่งข้ามถนนได้ แต่หากวันไหนเดินไปกับลูก หรือแฟนที่เพิ่งคบกัน วันนั้นก็อาจจะต้องทำดีเป็นพิเศษด้วยการพาเขาข้ามสะพานลอย</p>
<p>อีกตัวอย่างที่น่ารักมากคือการฝ่าไฟแดงในเวลาที่ถนนว่าง ผมเคยเจอคนไทยที่บ่นว่าไม่เข้าใจว่าคนขับรถฝ่าไฟแดงกันได้ยังไง เพราะถึงแม้จะทำได้อย่างปลอดภัย อย่างไรมันก็ผิด กรณีนี้ทำให้ผมเข้าใจว่า คนไทยบางคนก็มีความรู้สึกว่าความถูกผิดเป็นเรื่องสากลอยู่เหมือนกัน แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นคนส่วนน้อยหรือเปล่า หลายคนที่ผมรู้จักจะไม่ขับรถฝ่าไฟแดงเวลาอยู่ในกรุงเทพฯ (เพราะจับจริง) แต่เวลาขับในต่างจังหวัดกลับทำเป็นมองไม่เห็นเวลาที่ไฟเพิ่งจะแดงไปได้ไม่นาน บางคนเรียกมันว่า &#8220;ไฟชมพู&#8221; ซึ่งแปลว่ายังไปได้อยู่ตราบใดที่ยังไม่มีรถ พี่ชายผมเพิ่งซื้อ GPS ติดรถรุ่นใหม่มาพร้อมฟีเจอร์จะเตือนว่าไฟแดงไหนในกรุงเทพฯ ที่มีกล้องวงจรปิด แสดงว่าคนกรุงเทพฯ เองก็ชอบฝ่าไฟแดงเหมือนกัน ถ้าทำได้โดยไม่ถูกจับ</p>
<h3>พวกพ้อง ถูกเสมอ</h3>
<p>ความถูกผิดของพวกเรายังขึ้นกับว่า ประเด็นนั้นเป็นของคนใกล้ตัวหรือคนอื่น เช่น สมมุติว่าเราไปกินข้าว แล้วโต๊ะข้างๆ ส่งเสียงดัง เพื่อนของเราเดินไปต่อว่าจนทะเลาะกัน แล้วเพื่อนเราไปทำร้ายร่างกายเขาจนเกิดการต่อสู้ มีแนวโน้มมากที่เราจะเข้าข้างเพื่อนเรา โดยให้เหตุผลว่าโต๊ะนั้นส่งเสียงดังทำให้เกิดเรื่อง ทั้งที่ความจริงแล้วเพื่อนของเราต่างหากที่ไปทำร้ายร่างกายเขาก่อน ในทางตรงข้าม ถ้าเรานั่งอยู่อีกโต๊ะหนึ่ง เรื่องราวและเหตุผลก็จะกลายเป็นอีกแบบ เช่น กินข้าวอยู่ดีๆ อีกโต๊ะหนึ่งก็เดินมาทำร้ายโดยไม่พูดพล่ามทำเพลง</p>
<p>วิธีคิดแบบนี้เข้าใจว่าเกิดจากการที่เรามีรากฐานมาจากสังคมเกษตรที่มีความผูกพันกันอย่างเหนียวแน่น ได้ยินว่าเมื่อก่อน โจรจะไม่ปล้นคนในหมู่บ้านตัวเอง หนักกว่านั้นก็คือ คนในหมู่บ้านก็โอเคกับการที่มีโจรอยู่ในหมู่บ้าน  ทั้งผู้เฒ่าผู้แก่ก็จะคอยสั่งสอนว่า &#8220;จะไปปล้นบ้านไหนก็ไปเหอะ อย่ามาปล้นบ้านตัวเองก็แล้วกัน&#8221; กลายเป็นว่า บางอย่างจะผิดเมื่อทำกับพวกพ้อง แต่จะถูกหากทำกับคนอื่น วิธีคิดแบบนี้คงติดมาจนถึงสมัยนี้ ทำให้ความถูกผิดของเรามันกลายเป็นเรื่องสัมพัทธ์ไป</p>
<p>ตัวอย่างในยุคนี้ก็คือ ในบางพื้นที่ ประชาชนจะรักมาเฟียที่เข้ามาใช้อำนาจทางการเมืองผ่านการเลือกตั้ง แล้วทำประโยชน์ให้กับท้องที่ แม้จะรู้ว่าเขาทุจริตโกงกินเข้ากระเป๋าตัวเองมากเพียงใด แต่ตราบใดที่เขายังใส่ใจกับการดูแลสุขทุกข์ของประชาชนในท้องถิ่น ชาวบ้านก็จะเลือกเขากลับมาเสมอ แม้กระทั่งเมื่อมีคดีความตัดสินชัดเจนถึงความผิดของนักการเมืองคนนั้น ชาวบ้านก็ยังคงเลือกญาติพี่น้องเครือข่ายของเขาเข้ามาอยู่ดี และในความคิดของชาวบ้านตรงนั้นก็คิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องดีงาม ทำให้การตีความความถูกผิดของการคอรัปชันก็กลายเป็นเรื่องสัมพัทธ์ไปในเมืองไทย</p>
<h3>ประโยชน์ระยะสั้น สำคัญกว่า ประโยชน์ระยะยาว</h3>
<p>นิสัยคนไทยอย่างหนึ่งที่แม้แต่คนไทยด้วยกันก็ยังเบื่อ ก็คือความมักง่าย คนที่เคยทำงานกับฝรั่งก็คงจะรู้สึกอย่างหนึ่งว่าพวกนี้เรื่องมาก &#8220;มากๆ&#8221; บางทีเรื่องมากจนน่ารำคาญ แต่ก็เป็นเพราะเราไม่คุ้นกับการทำงานแบบนั้น ในขณะที่ฝรั่งเองก็จะงงกับการทำงานของคนไทยที่มักจะทำแบบง่ายๆ ไม่ใส่ใจเต็มที่ ทำจนเสร็จแล้วก็พอใจ เพื่อนฝรั่งของผมคนหนึ่งซึ่งรับไม่ได้กับการทำงานของช่างซ่อมรถของไทย เล่าให้ฟังว่า เขาเห็นกับตาว่าช่างขันน้อตเพียงแค่ 3 ตัว ทั้งๆ ที่มันมีอยู่ 4 รู แล้วก็ให้เหตุผลว่าเท่านี้ก็อยู่แล้ว เชื่อว่าคนไทยหลายๆ คนก็มีความคิดแบบนี้ติดอยู่แม้ว่าจะไม่หนักขนาดช่างคนนี้ก็ตาม เพราะบางครั้งเราก็เลือกที่จะทำให้งานมันเสร็จด้วยวิธีอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด และผลก็คืองานที่ออกมาก็ไม่สมบูรณ์แบบ 100% แล้วงานแบบนี้แหละที่วันหนึ่งมันจะเกิดปัญหาขึ้น เคยไหมที่ยิ่งรีบทำอะไรไปลวกๆ แล้วปรากฏว่าผลสุดท้ายเสียหายต้องเสียเวลามากขึ้นไปอีก</p>
<p>อีกตัวอย่างหนึ่งคือการโกหกเพื่อแก้ตัวไปเฉพาะหน้า เมื่อเราทำผิดแล้วถูกจับได้ มีแนวโน้มพอสมควรที่เราอาจจะโกหกหรือบิดเบือนความจริงเล็กน้อย เพื่อแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า โดยที่ไม่สนใจว่า หลังจากนี้แล้วจะแก้ปัญหาอย่างไร เช่นจะต้องโกหกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อปกปิดเรื่องนี้ เรียกว่า &#8220;ไปตายเอาดาบหน้า&#8221; พวกเราทุกคนรู้ว่าการโกหกเป็นเรื่องไม่ดี แต่ปรากฏว่า เมื่อคราวจำเป็น เรากลับอนุญาตให้ตัวเองโกหกได้ (และถ้าเล่าให้เพื่อนฟัง เขาก็จะถือเป็นเรื่องปรกติ) แสดงว่าความถูกผิดของการโกหกเป็นเรื่องสัมพัทธ์ ถ้ามีประโยชน์การโกหกก็เป็นเรื่องยอมรับได้ คงเพราะการพูดโกหกมักจะไม่มีผลร้ายในทันที (ถ้าไม่ถูกจับโกหกได้) แต่ในระยะยาวแล้ว สิ่งที่โกหกไปมักจะต้องแว้งกลับมากัดเราเสมอ</p>
<h3>ประโยชน์ส่วนตัว สำคัญกว่า ประโยชน์ส่วนรวม</h3>
<p>เคยเห็นนักวิชาการบอกว่า สังคมไทยไม่มีแนวคิดเรื่องจิตวิญญาณสาธารณะ เนื่องจากในอดีตเรามีแต่แนวคิดเรื่องชุมชน แนวคิดเรื่องประเทศเป็นสิ่งใหม่ซึ่งเพิ่งมีได้ไม่นาน ถ้าจะขยายต่อไปอีกก็คงจะพูดได้ว่า แนวคิดเรื่อง (รับผิดชอบ) โลกก็ยิ่งเป็นสิ่งที่เพิ่งได้ยินกันไม่กี่ปีนี้เอง ฉะนั้นกรอบความคิดใหม่ก็ต้องใช้เวลานานกว่าจะซึมซับไปทั่วสังคม</p>
<p>คนเมืองกล่าวหาคนชนบทว่ารับเงินจากนักเลือกตั้งที่หวังจะเข้าไปฉ้อโกง ในขณะที่ประชาชนทั่วไปต่างประณามข้าราชการที่รับสินบทเพื่อเอื้อประโยชน์ให้นักธุรกิจนำเงินจากภาษีของประชาชนไปเข้ากระเป๋า แต่ถ้าเพื่อนเรารอซื้อของอยู่กลางคิวที่ยาวมาก แล้วเราก็จะต้องไปเข้าคิวเดียวกัน เราจะเข้าไปท้ายคิวหรือไปต่อท้ายเพื่อนที่กวักมือเรียกอยู่ และถ้าเราตัดสินใจไปต่อท้าย เราจะทำเพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ถูก หรือเพราะว่าอายคนที่ต่อแถวอยู่หลังเพื่อนเรา ผมเชื่อว่าฝรั่งก็เห็นแก่ตัวไม่ต่างจากเรา แต่ในหัวเขามีแนวคิดเรื่องประเทศอีกอย่างที่เขาต้องดูแล ขณะที่ในความคิดของพวกเราหลายๆ คน กลับนึกไม่ออกว่าประเทศคืออะไร แถมเรายังทำลายชุมชนไปแล้ว และยังเกลียดวัฒนธรรมของตัวเองอีก เราจึงแทบไม่เหลือ &#8220;ส่วนรวม&#8221; อะไรให้ใส่ใจเท่าใด</p>
<h3>ผู้มีอิทธิพล ถูกเสมอ</h3>
<p>บ้านเรายังคงระบบอุปถัมภ์เอาไว้อย่างเข้มข้นแม้ว่าจะเลิกทาสไปตั้งนานแล้ว เข้าใจว่าคงต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปีกว่าความคิดแบบนี้จะค่อยๆ จางไป ผมทำความเข้าใจระบบอุปถัมภ์อย่างง่ายๆ ว่าเป็นสังคมที่มีความรู้สึกสองแบบ คือความรู้สึกว่าต้องพึ่งคนอื่นถึงจะอยู่ได้ กับความรู้สึกต้องการให้คนอื่นพึ่งมากๆ แล้วจะรู้สึกดี ความคิดลักษณะนี้ทำให้ความถูกผิดถูกบิดเบือนไปตามบทบาท ไม่สามารถดำรงอยู่ด้วยตัวเองได้ ถ้าเราอยู่ในบทบาทที่ต้องพึ่งใคร ความถูกผิดก็จะเอนไปทางคนนั้น ถ้าเรากำลังถูกพึ่ง เราก็รู้สึกว่าความถูกต้องจะต้องเอนมาข้างเรา</p>
<p>ฝรั่งมีคำพูดว่า &#8220;เจ้านายถูกเสมอ&#8221; เป็นคำตลกๆ เพื่อประชดเจ้านายที่ทำแบบนั้น แต่ในเมืองไทยเจ้านายเป็นแบบนั้นจริงๆ เพราะฝรั่งที่ปรกติมักจะเชื่อมั่นในความคิดตัวเองแต่ก็มักจะให้เกียรติรับฟังความคิดเห็นลูกน้องได้ดี ต่างกับเจ้านายคนไทยที่ไม่ค่อยมั่นใจความคิดตัวเอง แต่ก็ไม่สามารถทนลูกน้องที่คิดเห็นไม่เหมือนตัวเองได้ ผลก็คือลูกน้องคนไทยก็มักจะไม่กล้าแสดงความคิดเห็นแม้รู้ว่ากำลังจะเกิดปัญหาขึ้นก็ตาม เรื่องนี้ในบริษัทสมัยใหม่คงจะไม่เป็นกันแล้ว แต่ในองค์กรภาครัฐที่ยังใช้ระบบราชการอยู่ลักษณะนี้จะเห็นได้ชัดเป็นอย่างมาก ลองนึกถึงความคิดของข้าราชการที่ถูกกำหนดนโยบายบางอย่างที่ไม่เข้าท่า เห็นด้วยหรือไม่ นโยบายนั้นก็จะกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่ถูกใช้ในการทำงานของเขา จนกลายเป็นกรอบความคิดของเขาไป เวลาที่เราต้องติดต่อกับราชการในฐานะผู้บริโภคหรือผู้ขาย เราก็มักจะต้องพบกับเรื่องที่ไม่ถูกต้องเป็นประโยชน์เลยอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ไม่มีทางทำให้เจ้าหน้าที่คนนั้นเข้าใจได้เลย จนต้องถือเป็นหลักอย่างหนึ่งว่า ถ้าพูดกับคนไหนไม่รู้เรื่อง ก็ให้ไปพูดกับหัวหน้าเขาแทน</p>
<h3>สิ่งที่ทำกันมาก่อน ถูกแล้ว</h3>
<p>คงเพราะวัฒนธรรมของเราที่ให้ความสำคัญกับขนบธรรมเนียมประเพณี จนกลายเป็นแนวโน้มที่ทำให้เราชอบคิดว่าทำตามแบบเดิม ดีกว่าที่จะคิดอะไรใหม่ โดยที่ไม่ต้องพิจารณากันเลยว่าบริบทที่ทำให้เกิดวิธีปฏิบัติแบบเดิมนั้นเป็นอย่างไร และเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร บ้านเราถ้ามีใครเสนออะไรใหม่ที่เชื่อว่าดีกว่าของเก่า ก็มักจะต้องมีการคัดค้านกันอย่างหนัก โดยที่เมื่อดูเหตุผลที่ค้านกันแล้วก็จะพบสาระส่วนใหญ่เพียงเพราะรู้สึกปลอดภัยกับการทำอะไรแบบเก่า ทำให้ยากที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรในสังคมทั้งในระดับประเทศ และระดับองค์กร เพราะแนวโน้มก็คือ อะไรที่ต่างจากของเดิม &#8220;ผิด&#8221; โดยที่ไม่ต้องประเมิน</p>
<h3>สิ่งที่ทุกคนทำกัน ถูกต้อง</h3>
<p>สังคมตะวันตกดูจะชอบคนที่คิดอะไรแตกต่าง จนถือเป็นตัววัดอันหนึ่งในความสำเร็จของธุรกิจคือความสามารถในการสร้างความแตกต่างและนวัตกรรม ในบ้านเรา ถ้ามีใครเสนอหรือทำอะไรที่แตกต่างจากคนอื่นก็จะถูกเพ่งเล็งทันทีด้วยข้อหาต่างๆ ทั้งในกลุ่มเล็กๆ อย่างทีมงาน ไปจนถึงระดับประเทศ เหตุผลอันหนึ่งที่จะถูกตั้งขึ้นมาเสนอคือ &#8220;ไม่มีใครทำแบบนี้&#8221; ซึ่งถ้าพูดประโยคนี้แบบฝรั่งก็อาจจะหมายถึงความคิดสร้างสรรค์ หรือนวัตกรรม แต่ความหมายของคนไทยคือ &#8220;มันผิด&#8221;</p>
<h2>สรุป</h2>
<p>เท่าที่นึกดูเล่นๆ นี้ คนไทยมักจะไม่แคร์ถูกผิดถ้าไม่มีใครรู้ และมีแนวโน้มที่จะประเมินเอียงไปในทางว่าถูกต้อง หากเป็นเรื่องของพวกพ้อง ประโยชน์ในระยะสั้น ประโยชน์ส่วนตัว ผู้ที่ให้คุณให้โทษได้ เรื่องที่ทำกันมา หรือเรื่องที่ทุกคนทำ</p>
<h3>แนวทางแก้ไข</h3>
<p>ฝรั่งเองก็มีจำนวนมากที่เลิกเชื่อเรื่องความจริยธรรมไปแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่พอมองเห็นคือ สำหรับพวกเขา การประเมินว่าสิ่งใดมีประโยชน์ หรือมีโทษ มักจะเป็นเหตุเป็นผลมากกว่าเรา ก็แน่นอนเขามีความคิดที่ขึ้นอยู่กับเหตุผล แต่สำหรับความถูกผิดแล้ว มันไม่ควรจะต้องถูกพิจารณาเป็นสิ่งสัมพัทธ์เลย มันไม่สมเหตุสมผลเลยที่ความถูกผิดจะไปขึ้นอยู่กับสิ่งที่กล่าวไปข้างต้น แต่เราก็ทำกันอย่างนั้นกันจริงๆ ดูไปแล้วนิสัยข้อนี้สร้างปัญหาให้กับสังคมไทยมากๆ ความเข้าใจอาจจะช่วยทำให้พวกเราฝืนมันได้ในที่สุด</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/knownone/2009/08/09/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>การทำงานแบบคนไทยในมุมมองของชาวต่างชาติ</title>
		<link>http://lanpanya.com/knownone/2009/08/08/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://lanpanya.com/knownone/2009/08/08/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 08 Aug 2009 14:20:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>knownone</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[นิสัยคนไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/knownone/?p=6</guid>
		<description><![CDATA[ที่มา http://qa.buu.ac.th/form/common/QA2.ppt
ทัศนคติต่อการเปลี่ยนแปลง
คนไทยมักจะยึดติดกับความเคยชินแบบเดิมๆ เคยทำมาอย่างไรก็จะทำอยู่อย่างนั้น ไม่ค่อยมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลง และถ้าฝรั่งเอาวิธีใหม่ๆ เข้ามาทำให้พวกเขาต้องทำอะไรที่ต่างไปจากเดิม ก็จะถูกมองว่าเป็นการสร้างความรำคาญให้พวกเขา มักจะไม่ค่อยได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่หรือไม่ก็ถึงกับถูกต่อต้านก็มี
การโต้แย้ง
เมื่อมีการเจรจา คนไทยจะไม่กล้าโต้แย้งทั้งๆ ที่ตัวเองกำลังเสียเปรียบ ส่วนใหญ่มักจะปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นคนคุมเกม บางคนบอกว่ามีนิสัยอย่างนี้เรียกว่า &#8220;ขี้เกรงใจ&#8221; แต่สำหรับฝรั่งแล้ว นิสัยนี้จะทำให้คนไทยไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร
ไม่พูดสิ่งที่ควรพูด
เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของคนไทยคือ มักจะไม่ค่อยกล้าบอกความคิดของตัวเองออกมาทั้งๆ ที่คนไทยก็มีความคิดดีไม่ไม่แพ้ฝรั่งเลย แต่มักจะเก็บความสามารถไว้ ไม่บอกออกมาให้เจ้านนายได้รู้ และจะไม่กล้าตั้งคำถาม บางทีฝรั่งก็คิดว่าคนไทยรู้แล้วเลยไม่บอกเพราะเห็นว่าไม่ถามอะไร ทำให้ทำงานกันไปคนละเป้าหมาย หรือทำงานไม่สำเร็จ เพราะคนที่รับคำสั่งไม่รู้ว่าถูกสั่งให้ทำอะไร
ความรับผิดชอบ
1.ฝรั่งมองว่าคนไทยเรามักทำไม่ค่อยกำหนดระยะเวลาในการทำงานไว้ล่วงหน้า ทั้งๆทีงานบางชิ้นต้องทำให้เสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดยิ่งงานไหนให้เวลาในการทำงานนานก็จะยิ่งทิ้งไว้ทำตอนใกล้ๆ จะถึงกำหนดส่ง เลยทำงานออกมาแบบรีบๆ ไม่ได้ผลงานดีเท่าที่ ควร
2.ไม่ค่อยยอมผูกพันและรับผิดชอบเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าให้เซ็นชื่อรับผิดชอบงานที่ทำคนไทยจะกลัวขึ้นมาทันที เหมือนกับกลัวจะทำไม่ได้ หรือกลัวจะถูกหลอก
วิธีแก้ไขปัญหา
คนไทยไม่ค่อยมีแผนการรองรับเวลาเกิดปัญหา แต่จะรอให้เกิดก่อนแล้วค่อยหาทางแก้ไปแบบเฉพาะหน้า หลายครั้งที่ฝรั่งพบว่าคนไทยไม่รู้จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไรต้องรอให้เจ้านายสั่งลงมาก่อนแล้วค่อยทำตามถ้านายเจ้านายไม่อยู่ทุกคนก็จะประสาทเสียไปหมด
บอกแต่ข่าวดี
คนไทยมีความเคยชินในการแจ้งข่าวที่แปลกมาก คือ
1.จะไม่กล้าบอกผู้บังคับบัญชาชาวต่างชาติเมื่อเกิดปัญหาขึ้น จนกระทั่งบานปลายไปเกินแก้ไขได้จึงค่อยเข้ามาปรึกษา
2.จะเลือกบอกแต่สิ่งที่คิดว่าเจ้านายจะชอบ เช่น บอกแต่ข่าวดีๆ แทนที่จะเล่าไปตามความจริงหรือถ้าหากเจ้านายถามว่า จะทำงานเสร็จทันเวลาไหม ก็จะบอกว่าทัน (เพราะรู้ว่านายอยากได้ยินแบบนี้) แต่ก็ไม่เคยทำทันตามเวลาที่รับปากเลย
คำว่า &#8220;ไม่เป็นไร&#8221;
เป็นคำพูดที่ติดปากคนไทยทุกคน ทำให้เวลามีปัญหา ก็จะไม่มีใครรับผิดชอบ และจะไม่ค่อยหาตัวคนทำผิดด้วยเพราะเกรงใจกัน แต่จะใช้คำว่า &#8220;ไม่เป็นไร&#8221; มาแก้ปัญญหาแทน
ทักษะในการทำงาน
1.ไม่สามารถทำงานร่วมกันเป็นทีมได้ ถ้าทำงานเป็นทีมมักมีปัญหาเรื่องการกินแรงกันบางคนขยันแต่บางคนไม่ทำอะไรเลย บางทีก็มีการขัดแย้งกันเองในทีม หรือเกี่ยงงานกันจนผลงานไม่คืบหน้า
2.ไม่ค่อยมีทักษะในการทำงาน แม้จะผ่านการศึกษาในระดับสูงมาแล้ว และไม่ค่อยใช้ความพยายามอย่างเต็มทีเพื่อให้ได้ผลงานที่ดีที่สุด
3.พนักงานชาวไทยที่รู้จัก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>ที่มา <a title="การทำงานแบบคนไทยในมุมมองของชาวต่างชาติ" href="http://qa.buu.ac.th/form/common/QA2.ppt" target="_blank">http://qa.buu.ac.th/form/common/QA2.ppt</a></p></blockquote>
<h2>ทัศนคติต่อการเปลี่ยนแปลง</h2>
<p>คนไทยมักจะยึดติดกับความเคยชินแบบเดิมๆ เคยทำมาอย่างไรก็จะทำอยู่อย่างนั้น ไม่ค่อยมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลง และถ้าฝรั่งเอาวิธีใหม่ๆ เข้ามาทำให้พวกเขาต้องทำอะไรที่ต่างไปจากเดิม ก็จะถูกมองว่าเป็นการสร้างความรำคาญให้พวกเขา มักจะไม่ค่อยได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่หรือไม่ก็ถึงกับถูกต่อต้านก็มี<span id="more-6"></span></p>
<h2>การโต้แย้ง</h2>
<p>เมื่อมีการเจรจา คนไทยจะไม่กล้าโต้แย้งทั้งๆ ที่ตัวเองกำลังเสียเปรียบ ส่วนใหญ่มักจะปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นคนคุมเกม บางคนบอกว่ามีนิสัยอย่างนี้เรียกว่า &#8220;ขี้เกรงใจ&#8221; แต่สำหรับฝรั่งแล้ว นิสัยนี้จะทำให้คนไทยไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร</p>
<h2>ไม่พูดสิ่งที่ควรพูด</h2>
<p>เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของคนไทยคือ มักจะไม่ค่อยกล้าบอกความคิดของตัวเองออกมาทั้งๆ ที่คนไทยก็มีความคิดดีไม่ไม่แพ้ฝรั่งเลย แต่มักจะเก็บความสามารถไว้ ไม่บอกออกมาให้เจ้านนายได้รู้ และจะไม่กล้าตั้งคำถาม บางทีฝรั่งก็คิดว่าคนไทยรู้แล้วเลยไม่บอกเพราะเห็นว่าไม่ถามอะไร ทำให้ทำงานกันไปคนละเป้าหมาย หรือทำงานไม่สำเร็จ เพราะคนที่รับคำสั่งไม่รู้ว่าถูกสั่งให้ทำอะไร</p>
<h2>ความรับผิดชอบ</h2>
<p>1.ฝรั่งมองว่าคนไทยเรามักทำไม่ค่อยกำหนดระยะเวลาในการทำงานไว้ล่วงหน้า ทั้งๆทีงานบางชิ้นต้องทำให้เสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดยิ่งงานไหนให้เวลาในการทำงานนานก็จะยิ่งทิ้งไว้ทำตอนใกล้ๆ จะถึงกำหนดส่ง เลยทำงานออกมาแบบรีบๆ ไม่ได้ผลงานดีเท่าที่ ควร<br />
2.ไม่ค่อยยอมผูกพันและรับผิดชอบเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าให้เซ็นชื่อรับผิดชอบงานที่ทำคนไทยจะกลัวขึ้นมาทันที เหมือนกับกลัวจะทำไม่ได้ หรือกลัวจะถูกหลอก</p>
<h2>วิธีแก้ไขปัญหา</h2>
<p>คนไทยไม่ค่อยมีแผนการรองรับเวลาเกิดปัญหา แต่จะรอให้เกิดก่อนแล้วค่อยหาทางแก้ไปแบบเฉพาะหน้า หลายครั้งที่ฝรั่งพบว่าคนไทยไม่รู้จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไรต้องรอให้เจ้านายสั่งลงมาก่อนแล้วค่อยทำตามถ้านายเจ้านายไม่อยู่ทุกคนก็จะประสาทเสียไปหมด</p>
<h2>บอกแต่ข่าวดี</h2>
<p>คนไทยมีความเคยชินในการแจ้งข่าวที่แปลกมาก คือ<br />
1.จะไม่กล้าบอกผู้บังคับบัญชาชาวต่างชาติเมื่อเกิดปัญหาขึ้น จนกระทั่งบานปลายไปเกินแก้ไขได้จึงค่อยเข้ามาปรึกษา<br />
2.จะเลือกบอกแต่สิ่งที่คิดว่าเจ้านายจะชอบ เช่น บอกแต่ข่าวดีๆ แทนที่จะเล่าไปตามความจริงหรือถ้าหากเจ้านายถามว่า จะทำงานเสร็จทันเวลาไหม ก็จะบอกว่าทัน (เพราะรู้ว่านายอยากได้ยินแบบนี้) แต่ก็ไม่เคยทำทันตามเวลาที่รับปากเลย</p>
<h2>คำว่า &#8220;ไม่เป็นไร&#8221;</h2>
<p>เป็นคำพูดที่ติดปากคนไทยทุกคน ทำให้เวลามีปัญหา ก็จะไม่มีใครรับผิดชอบ และจะไม่ค่อยหาตัวคนทำผิดด้วยเพราะเกรงใจกัน แต่จะใช้คำว่า &#8220;ไม่เป็นไร&#8221; มาแก้ปัญญหาแทน</p>
<h2>ทักษะในการทำงาน</h2>
<p>1.ไม่สามารถทำงานร่วมกันเป็นทีมได้ ถ้าทำงานเป็นทีมมักมีปัญหาเรื่องการกินแรงกันบางคนขยันแต่บางคนไม่ทำอะไรเลย บางทีก็มีการขัดแย้งกันเองในทีม หรือเกี่ยงงานกันจนผลงานไม่คืบหน้า<br />
2.ไม่ค่อยมีทักษะในการทำงาน แม้จะผ่านการศึกษาในระดับสูงมาแล้ว และไม่ค่อยใช้ความพยายามอย่างเต็มทีเพื่อให้ได้ผลงานที่ดีที่สุด<br />
3.พนักงานชาวไทยที่รู้จัก ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้สึกกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้เรื่องราวความเคลื่อนไหวของโลกเท่าไรนัก แล้ไม่ค่อยชอบหาความรู้เพิ่มเติมแม้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับงานก็ตาม</p>
<h2>ความซื่อสัตย์</h2>
<p>พนักงานคนไทยควรจะมีความซื่อสัตย์และตรงไปตรงมามากกว่านี้ หลายครั้งที่ชอบโกหกในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น มาสาย ขาดงานโดยอ้างว่าป่วย ออกไปข้างนอกในเวลางาน</p>
<h2>ระบบพวกพ้อง</h2>
<p>คนไทยมักจะนำเพื่อนฝูงมาเกี่ยวข้องกับธุรกิจเสมอ ผมไม่เคยชอบวิธีนี้เลย ตัวอย่างเช่น การจัดซื้อข้าวของภายในสำนักงาน พวกเขามักจะแนะนำเพื่อนๆ มาก่อนโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ที่บริษัทควรจะได้รับ นี่เป็นประสบการณ์จริงที่ประสบมา การให้ความช่วยเหลือเพื่อนไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การที่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของบริษัทเลยเป็นอะไรที่แย่มาก และเมื่อพบว่าเพื่อนพนักงานด้วยกันทุจริต คนไทยก็จะช่วยกันปกป้อง และทำให้ไม่รู้ไม่เห็นจนกว่าผู้บริหารจะตรวจสอบได้เอง</p>
<h2>แยกไม่ออกระหว่างเรื่องงาน และเรื่องส่วนตัว</h2>
<p>คนไทยมักจะไม่รู้ว่าอะไรว่าอะไรคือเรื่องงาน และอะไรที่เรียกว่าเรื่องส่วนตัว พวกเขาชอบเอาทั้งสองอย่างนี้มาปนกันจนทำให้ระบบการทำงานเสียไปหมด ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งขององค์กร<br />
1.ชอบสอดรู้สอดเห็น โดยเฉพาะเรื่องส่วนตัวของเพื่อนร่วมงาน<br />
2.มักจะคุยกันเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับงานมากเกินไป บางครั้งทำให้บานปลายและนำไปสู่ข่าวลือ และการนินทากันภายในสำนักงาน<br />
3.มักจะลาออกจากบริษัทโดยไม่ยอมแจ้งล่วงหน้าตามข้อตกลง แต่กลับคาดหวังว่าจะได้รับผลประโยชน์เต็มที่<br />
4.ไม่ยอมรับความผิดชอบที่มีมากขึ้นในช่วงวิกฤติ<br />
5.ต้องการเงินมากขึ้นแต่กลับไม่ค่อยสร้างคุณค่างานอะไรเพิ่มขึ้นเลย</p>
<blockquote><p>ความคิดเห็นที่ <a title="pantip.com" href="http://www.pantip.com/cafe/silom/topic/B8142628/B8142628.html" target="_blank">pantip.com</a><br />
ความคิดเห็นแย้งของ <a href="http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=wbj&amp;month=06-2008&amp;date=04&amp;group=11&amp;gblog=10" target="_blank">wbj</a></p></blockquote>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/knownone/2009/08/08/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ซานติก้าผับ - ไม่เป็นไร วัวหายไม่ต้องล้อมคอก</title>
		<link>http://lanpanya.com/knownone/2009/01/02/%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b8%a7/</link>
		<comments>http://lanpanya.com/knownone/2009/01/02/%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b8%a7/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 02 Jan 2009 07:09:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>knownone</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[นิสัยคนไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/knownone/?p=5</guid>
		<description><![CDATA[จะเขียนเรื่องนิสัยคนไทยแล้วก็พยายามรวบรวมความคิดอยู่พักหนึ่ง พอดีมีเรื่องไฟไหม้ซานติก้าผับ วันที่ 31 ธันวาคม 2551 จึงได้โอกาสพูดเรื่องนิสัยแรก งานนี้ตายไปประมาณ 60 คนทันที บาดเจ็บอีกหลายร้อย เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่เกิดขึ้นตอนกำลังเค้าดาวพอดี เพราะไหม้จากพลุเค้าดาวนั่นแหละ ผมรู้จากข่าววันรุ่งขึ้นเพราะหลับไปตั้งแต่สองทุ่มแล้ว
ผมวิเคราะห์ว่าคนไทยมีนิสัย ซึ่งเป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อหนึ่งคือ &#8220;ไม่เป็นไร&#8221;
ข้อดี) สมมุติว่าทำเงินหาย หาไม่เจอจริงๆ ก็ &#8220;ไม่เป็นไร&#8221; จะได้ดำเนินชีวิตต่อได้ หรือ มีคนมาแซงคิวเรา คนไทยก็ว่า &#8220;ไม่เป็นไร&#8221; เขาคงมาตอนเราไม่เห็น ถ้าเป็นอะไรที่ไม่ทำให้เสียหน้า (เช่นขับรถปาดหน้า) คนไทยจะคิด &#8220;ไม่เป็นไร&#8221; ได้ง่ายมาก
ข้อเสีย

มีปัญหาเห็นๆ อยู่ไม่แก้ เพราะ &#8220;ไม่เป็นไร&#8221; หรอก &#8220;ช่างมัน&#8221; &#8220;ไว้ก่อน&#8221; นึกถึงเรื่องที่คนข้ามสะพานไม้แล้วเหยียบตะปู เจ็บแต่ก็ไม่คิดจะทำอะไรกับตะปูนั้น มีคนบอกว่าคนไทยไม่มีจิตวิญญาณสาธารณะ จะสนใจแต่คนรอบตัวกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น ถ้าตะปูนั้นอยู่หน้าบ้านคงถูกจัดการแน่นอน
ปัญหาเล็กๆ ในข้อแรกนั้น เมื่อไม่แก้ก็จะนำไปสู่ปัญหาใหญ่ เป็นวิธีคิดที่ตรงข้ามกับ safety first และกฎของเมอร์ฟี่ อย่างสิ้นเชิง ฉะนั้น ถึงแม้เราจะรู้ว่าจะสร้างสถานบันเทิง ต้องมีระเบียบความปลอดภัยอย่างไรบ้าง แต่ก็ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>จะเขียนเรื่องนิสัยคนไทยแล้วก็พยายามรวบรวมความคิดอยู่พักหนึ่ง พอดีมีเรื่องไฟไหม้ซานติก้าผับ วันที่ 31 ธันวาคม 2551 จึงได้โอกาสพูดเรื่องนิสัยแรก งานนี้ตายไปประมาณ 60 คนทันที บาดเจ็บอีกหลายร้อย เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่เกิดขึ้นตอนกำลังเค้าดาวพอดี เพราะไหม้จากพลุเค้าดาวนั่นแหละ ผมรู้จากข่าววันรุ่งขึ้นเพราะหลับไปตั้งแต่สองทุ่มแล้ว</p>
<p>ผมวิเคราะห์ว่าคนไทยมีนิสัย ซึ่งเป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อหนึ่งคือ &#8220;ไม่เป็นไร&#8221;<span id="more-5"></span></p>
<p>ข้อดี) สมมุติว่าทำเงินหาย หาไม่เจอจริงๆ ก็ &#8220;ไม่เป็นไร&#8221; จะได้ดำเนินชีวิตต่อได้ หรือ มีคนมาแซงคิวเรา คนไทยก็ว่า &#8220;ไม่เป็นไร&#8221; เขาคงมาตอนเราไม่เห็น ถ้าเป็นอะไรที่ไม่ทำให้เสียหน้า (เช่นขับรถปาดหน้า) คนไทยจะคิด &#8220;ไม่เป็นไร&#8221; ได้ง่ายมาก</p>
<p>ข้อเสีย</p>
<ol>
<li>มีปัญหาเห็นๆ อยู่ไม่แก้ เพราะ &#8220;ไม่เป็นไร&#8221; หรอก &#8220;ช่างมัน&#8221; &#8220;ไว้ก่อน&#8221; นึกถึงเรื่องที่คนข้ามสะพานไม้แล้วเหยียบตะปู เจ็บแต่ก็ไม่คิดจะทำอะไรกับตะปูนั้น มีคนบอกว่าคนไทยไม่มีจิตวิญญาณสาธารณะ จะสนใจแต่คนรอบตัวกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น ถ้าตะปูนั้นอยู่หน้าบ้านคงถูกจัดการแน่นอน</li>
<li>ปัญหาเล็กๆ ในข้อแรกนั้น เมื่อไม่แก้ก็จะนำไปสู่ปัญหาใหญ่ เป็นวิธีคิดที่ตรงข้ามกับ safety first และกฎของเมอร์ฟี่ อย่างสิ้นเชิง ฉะนั้น ถึงแม้เราจะรู้ว่าจะสร้างสถานบันเทิง ต้องมีระเบียบความปลอดภัยอย่างไรบ้าง แต่ก็ &#8220;ไม่เป็นไร&#8221; คงไม่โดนหรอก</li>
<li>เมื่อปัญหาเกิดเป็นปัญหาจริงๆ ก็ยังจะไม่แก้อีก ผมว่า &#8220;วัวหายล้อมคอก&#8221; เป็นวิธีคิดที่ดี เพราะเราคงคิดวิธีที่วัวจะหายได้ไม่หมดตั้งแต่แรก แต่เมื่อพบวิธีหนึ่งแล้วก็ล้อมเสีย ผ่านไปเรื่อยๆ วัวก็จะหายน้อยลง แต่ปัญหาของคนไทยคือ วัวหายแล้ว ก็ &#8220;ไม่เป็นไร&#8221; หรอก คงจะไม่เกิดอีกหรอก แทนที่จะรีบแก้ทันที ปัญหาอย่างซานติก้าเคยเกิดมาแล้ว แต่ราชการก็ไม่เคยเข้มงวดในเรื่องการป้องกันไฟไหม้ในสถานบันเทิงเลย เห็นสนใจอายุคนเข้าผับมากกว่า ผมว่างานนี้คนที่ต้องรับผิดชอบนอกจากเจ้าของแล้วก็คือ กทม. ด้วย</li>
</ol>
<p>ความไม่เป็นไรอยู่ในนิสัยของพวกเราทุกคน รวมทั้งผมด้วย (ไม่งั้นคงอธิบายออกมาไม่ได้) คนส่วนน้อยที่พ้นจากปัญหานี้ไปได้ก็จะประสบความสุขความเจริญมากกว่าคนที่เหลือจนเป็นที่แปลกใจ ประเด็นหนึ่งคือคนไทยไม่เข้าใจกฎของเมอร์ฟี่นะ ที่ว่าอะไรที่มันจะเสียได้มันจะเสีย หรือที่พูดตลกๆ ว่า วันไหนที่ไม่เอาร่มออกไปฝนจะตก หรือ ฆ้อนจะตกใส่หัวแม่โป้งเท้าเสมอ</p>
<p>คนไทยมองกฎของเมอร์ฟี่เป็นเรื่องตลกเสมอ ไม่ได้นำไปใช้เหมือนฝรั่ง ซึ่งใช้คำพูดนี้เตือนใจว่าจะต้องระวังช่องโหว่ในทุกอย่างให้ดีที่สุด จนพวกเรามองว่าน่ารำคาญ ผมสังเกตว่าคำขวัญแบบนี้ของไทยไม่มี เพราะมันไม่อยู่ในวิธีคิดของเราเลย เราไม่เคยมองว่าตะปูที่สะพานจะต้องโดนเหยียบแน่ๆ หรือ เครื่องคอมที่รวนอยู่มันจะต้องเสียในวันที่เราต้องการไฟล์สำคัญจากมัน ถ้าเราเลิก &#8220;ไม่เป็นไร&#8221; และหันมาคิดแบบ &#8220;กฎของเมอร์ฟี่&#8221; แทน แบบ &#8220;safety first&#8221; แบบ &#8220;วัวหายล้อมคอกก็ยังดี&#8221; ชีวิตคงมีเรื่องให้เสียหายเจ็บปวดน้อยลง</p>
<p>ฝืนความเป็นไทยกันเถอะครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/knownone/2009/01/02/%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>Software Freedom Day 2008</title>
		<link>http://lanpanya.com/knownone/2008/10/19/software-freedom-day-2008/</link>
		<comments>http://lanpanya.com/knownone/2008/10/19/software-freedom-day-2008/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 18 Oct 2008 18:05:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>knownone</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[โอเพนซอร์ส]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/knownone/?p=4</guid>
		<description><![CDATA[
สามปีแล้วที่บริษัทเราร่วมจัดงาน software freedom day โดยสองปีที่ผ่านมาจะจัดเป็นบูตภายในตึกคอมศรีราชา (ด้วยความเอื้อเฟื้อสถานที่โดยตึกคอมศรีราชา) ปีนี้เกิดอยากเกะกะด้วยอารมณ์แบบม็อบนิยมเลยไม่จัดบูต แต่ใช้เดินรณรงค์ แจกแผ่น โบรชัวร์ และพูดคุยอธิบายความหมายของซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สแทน เป็นรูปแบบตามจิตวิญญาณดั่งเดิมของ software freedom day โดยตระเวณกันภายใน ม.บูรพา และตึกคอมพัทยา เหตุเกิดขึ้นในวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา มีรูปที่ถ่ายเก็บกันไว้เป็นหลักฐาน

]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignright" style="float: right;" src="http://farm4.static.flickr.com/3137/2874733962_909641b5a6.jpg?v=0" alt="" /></p>
<p>สามปีแล้วที่บริษัทเราร่วมจัดงาน <a href="http://www.softwarefreedomday.org/">software freedom day</a> โดยสองปีที่ผ่านมาจะจัดเป็นบูตภายในตึกคอมศรีราชา (ด้วยความเอื้อเฟื้อสถานที่โดยตึกคอมศรีราชา) ปีนี้เกิดอยากเกะกะด้วยอารมณ์แบบม็อบนิยมเลยไม่จัดบูต แต่ใช้เดินรณรงค์ แจกแผ่น โบรชัวร์ และพูดคุยอธิบายความหมายของซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สแทน เป็นรูปแบบตามจิตวิญญาณดั่งเดิมของ software freedom day โดยตระเวณกันภายใน ม.บูรพา และตึกคอมพัทยา เหตุเกิดขึ้นในวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา มี<a href="http://www.flickr.com/photos/dewclub/sets/72157607400833078/">รูปที่ถ่ายเก็บกันไว้เป็นหลักฐาน</a></p>
<p><img src="http://farm4.static.flickr.com/3143/2874728316_fb6bdc031d.jpg?v=0" alt="" width="333" height="500" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/knownone/2008/10/19/software-freedom-day-2008/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>นิสัยคนไทย</title>
		<link>http://lanpanya.com/knownone/2008/10/18/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/</link>
		<comments>http://lanpanya.com/knownone/2008/10/18/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 18 Oct 2008 15:42:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>knownone</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[นิสัยคนไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/knownone/?p=3</guid>
		<description><![CDATA[ที่เกิดนึกจะเขียนบล็อกขึ้นมาทั้งๆ ที่ไม่เคยคิดมาก่อนเลยคืออย่างนี้ครับ ในช่วงสามปีที่ผ่านมาผมเริ่มบริษัทที่ปรึกษาเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ศรีราชา ทำหน้าที่ช่วยเหลือองค์กรในการเปลี่ยนไปใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส บริษัทมีเว็บหลายเว็บ แต่ผมไม่เคยคิดจะเขียนบล็อกเพราะมีความรู้สึกว่าไม่มีเวลาเขียนหนังสือ เพราะเขียนช้า จนกระทั่งพักหลังๆ สังเกตตัวเองว่ามีเรื่องบางเรื่องที่ชอบเล่าหรือบ่นให้พวกน้องๆ ในบริษัทฟัง ไปๆ มาๆ เลยกลายเป็นความหมกหมุ่นที่ทำให้สนใจในปัญหานี้ เพราะตัวผมเองก็มีปัญหานี้ น้องๆ ก็มีกัน ดูคนทั่วไปก็มี แล้วก็เป็นปัญหาในการทำงานมาก เรียกได้ว่าเป็นปัญหาเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ในที่ทำงานของผมเลย
ปัญหาที่ว่าคือเรื่อง &#8220;นิสัยคนไทย&#8221; ซึ่งแปลว่าปัญหาแบบนี้เป็นปัญหาเฉพาะในที่ทำงานหรือบ้านเมืองคนไทย ไม่ใช่ปัญหาสากลทั่วไป ที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาไม่ใช่ว่าฝรั่งมันดีกว่าเรา หรือว่ามันไม่มีปัญหานะครับ แต่ว่าปรกติปัญหาสากลเราก็มักจะมีทางแก้ที่มีการเรียนรู้มาเป็นอย่างดี ปัญหาลักษณะนิสัยของฝรั่งก็มักจะมีหนทางแก้หรือไม่ก็แค่ทำความเข้าใจ แต่ปัญหาจาก &#8220;ความเป็นไทย&#8221; โดยเฉพาะในที่ทำงานดูจะเป็นอะไรที่ &#8220;ตามมีตามเกิด&#8221; องค์กรที่จัดการเรื่องนี้ได้ดีก็จะมาจากประสบการณ์ หรือเกิดจาก &#8220;ตัวบุคคล&#8221; ของผู้บริหารที่เข้าใจนิสัยคนไทย มากกว่าที่จะมีหลักการให้เลียนแบบได้
เชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่น่าถกเถียง เลยขอยกขึ้นมาจั่วหัวไว้ก่อน ลองค้นดูในเน็ตพอจะมีข้อมูลให้อ้างอิงได้บ้างตามที่ลอกมาไว้ข้างล่าง

ระบบอุปถัมภ์เป็นแกนหลักของสังคมไทย


ยึดตัวบุคคล

 ขาดหลักการ
 ขาดอุดมการ


ไม่แบ่งแยกกันระหว่าง Public + Private

 ขาดจิตรสำนึกต่อส่วนรวม (Public Mind / Spirit)
 ขาดความดีงามของสาธารณะ (Public Good)
 ขาดผลประโยชน์ต่อส่วนรวม (Public Interest)
 ขาดการรับผิดชอบต่อส่วนรวม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ที่เกิดนึกจะเขียนบล็อกขึ้นมาทั้งๆ ที่ไม่เคยคิดมาก่อนเลยคืออย่างนี้ครับ ในช่วงสามปีที่ผ่านมาผมเริ่มบริษัทที่ปรึกษาเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ศรีราชา ทำหน้าที่ช่วยเหลือองค์กรในการเปลี่ยนไปใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส บริษัทมีเว็บหลายเว็บ แต่ผมไม่เคยคิดจะเขียนบล็อกเพราะมีความรู้สึกว่าไม่มีเวลาเขียนหนังสือ เพราะเขียนช้า จนกระทั่งพักหลังๆ สังเกตตัวเองว่ามีเรื่องบางเรื่องที่ชอบเล่าหรือบ่นให้พวกน้องๆ ในบริษัทฟัง ไปๆ มาๆ เลยกลายเป็นความหมกหมุ่นที่ทำให้สนใจในปัญหานี้ เพราะตัวผมเองก็มีปัญหานี้ น้องๆ ก็มีกัน ดูคนทั่วไปก็มี แล้วก็เป็นปัญหาในการทำงานมาก เรียกได้ว่าเป็นปัญหาเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ในที่ทำงานของผมเลย</p>
<p>ปัญหาที่ว่าคือเรื่อง &#8220;นิสัยคนไทย&#8221; ซึ่งแปลว่าปัญหาแบบนี้เป็นปัญหาเฉพาะในที่ทำงานหรือบ้านเมืองคนไทย ไม่ใช่ปัญหาสากลทั่วไป ที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาไม่ใช่ว่าฝรั่งมันดีกว่าเรา หรือว่ามันไม่มีปัญหานะครับ แต่ว่าปรกติปัญหาสากลเราก็มักจะมีทางแก้ที่มีการเรียนรู้มาเป็นอย่างดี ปัญหาลักษณะนิสัยของฝรั่งก็มักจะมีหนทางแก้หรือไม่ก็แค่ทำความเข้าใจ แต่ปัญหาจาก &#8220;ความเป็นไทย&#8221; โดยเฉพาะในที่ทำงานดูจะเป็นอะไรที่ &#8220;ตามมีตามเกิด&#8221; องค์กรที่จัดการเรื่องนี้ได้ดีก็จะมาจากประสบการณ์ หรือเกิดจาก &#8220;ตัวบุคคล&#8221; ของผู้บริหารที่เข้าใจนิสัยคนไทย มากกว่าที่จะมีหลักการให้เลียนแบบได้</p>
<p>เชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่น่าถกเถียง เลยขอยกขึ้นมาจั่วหัวไว้ก่อน ลองค้นดูในเน็ตพอจะมีข้อมูลให้อ้างอิงได้บ้างตามที่ลอกมาไว้ข้างล่าง<span id="more-3"></span></p>
<blockquote>
<h4>ระบบอุปถัมภ์เป็นแกนหลักของสังคมไทย</h4>
<blockquote>
<ol>
<li>ยึดตัวบุคคล
<ol>
<li> ขาดหลักการ</li>
<li> ขาดอุดมการ</li>
</ol>
</li>
<li>ไม่แบ่งแยกกันระหว่าง Public + Private
<ol>
<li> ขาดจิตรสำนึกต่อส่วนรวม (Public Mind / Spirit)</li>
<li> ขาดความดีงามของสาธารณะ (Public Good)</li>
<li> ขาดผลประโยชน์ต่อส่วนรวม (Public Interest)</li>
<li> ขาดการรับผิดชอบต่อส่วนรวม (Public Responsibility)</li>
<li> ขาดการตรวจสอบสาธารณะ (Public Accountability)</li>
</ol>
</li>
<li>ขาดความเสมอภาค (Social Equity)</li>
<li>ขาดความยุติธรรม (Social Justice)</li>
<li>ลักษณะของคนไทยชอบเล่นพรรคเล่นพวก / ไม่สามัคคี</li>
<li>สามัคคีเฉพาะกลุ่ม  ไม่สามัคคีในภาพรวม</li>
<li>ประจบสอพลอ</li>
</ol>
</blockquote>
<h4>ศาสตราจารย์  Ruth Benedict ได้ทำการศึกษาวิจัยญี่ปุ่นก่อนแล้วเลยมาศึกษาสังคมไทยทำการแต่งหนังสือ “ Thai Culture and Behavior ” พบว่า</h4>
<blockquote>
<ol>
<li>คนไทยเฉย ,เฉื่อยชา</li>
<li>คนไทยรักสนุก ,รักสบาย ,และคนไทยใจเย็น</li>
<li>คนไทยไม่ทำอะไรรุนแรง</li>
<li>คนไทยผู้ชายมักจะเป็นผู้นำ คือจะมีสมรรถนะทางสังคมไม่เท่ากัน</li>
</ol>
</blockquote>
<h4>ทีมงานศาสตราจารย์  Sharp และคณะ Professor Herbert Phillips จากมหาวิทยาลัย Cornell ได้เข้ามาวิจัยชนบทไทยพบว่า พฤติกรรมของคนไทยเป็นเช่นนี้</h4>
<blockquote>
<ol>
<li>คมไทยชอบมีปฎิสัมพันธ์สูง (Take Pleasure in Social Interaction)</li>
<li>สังคมราบเรียบ (Social Harmony)</li>
<li>คนไทยไม่ชอบขัดแย้ง ,ไม่ชอบการเผชิญหน้า (Avoid Face – to -Face  Conflict)</li>
<li>คนไทยใช้เครื่องสำอางทางสังคม (Social Cosmetic)</li>
<li>คนไทยเป็นอิสระทางจิต (Psychic Independent)</li>
<li>คนไทยเป็นปัจเจกบุคลสูง (High Individual)</li>
<li>คนไทยมีความเกรงใจ  ไม่ทำการฉีกหน้าคนอื่น</li>
<li>คนไทยไม่ชอบผูกพันในระยะยาว  ชอบงานเฉพาะกิจ</li>
<li>คนไทยรักสนุก  ทำให้อารมณ์ดี</li>
<li>คนไทยไม่ชอบการวางแผน  ชอบเป็นนักปฏิบัติ</li>
<li>คนไทยชอบแก้ปัญหา  ไม่ชอบป้องกันปัญหา</li>
</ol>
</blockquote>
<h4>John F Embree  เขียนบทความชื่อ “Thailand The Loosely Structured Social System”</h4>
<ol>
<li>คนไทยยืดหยุ่นสูงมาก (Flexibility)</li>
<li>คนไทยเข้าใจกฎระเบียบ กติกา แต่ไม่ปฏิบัติตาม  ชอบละเมิดและผู้ละเมิดก็ไม่ถูกสังคมลงโทษ</li>
<li>คมไทยชอบตามใจตนเองสูง  ขาดระเบียบวินัย (Individualism)</li>
<li>คนไทยเป็นคนเกรงใจ  รักสงบ</li>
<li>คนไทยไม่ชอบผูกพันระยะยาว ชอบทำงานเฉพาะกิจ  และไม่ชอบทำงานกลุ่ม</li>
</ol>
</blockquote>
<blockquote><p>แต่คนไทยก็อยู่ได้และมีจุดเด่นคือ</p>
<ol>
<li>สามารถอยู่รอดได้ โดยไม่เป็นเมืองขึ้นใคร (Survival)</li>
<li>รวมกันเป็นกลุ่มก้อน ,ผสมกัน , มีบูรณาการสูง (High Social Integration)</li>
</ol>
</blockquote>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/knownone/2008/10/18/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
	</channel>
</rss>
