<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="WordPress/2.5.1" -->
<rss version="0.92">
<channel>
	<title>หมอเจ๊เล่าเรื่อง</title>
	<link>http://lanpanya.com/jita</link>
	<description>Just another ลานปัญญา weblog</description>
	<lastBuildDate>Sat, 18 Aug 2012 14:32:44 +0000</lastBuildDate>
	<docs>http://backend.userland.com/rss092</docs>
	<language>en</language>
	
	<item>
		<title>ผักชนิดนี้&#8230;ช่วยให้ถ่ายสบาย&#8230;หลับง่าย</title>
		<description>เดี๋ยวนี้ติดลมบน ฝึกตัวเองให้อยู่ห่างเครื่องคอมพิวเตอร์ซะบ้าง เปลี่ยนผ่านเวลาที่ว่างเว้นนี้เข้าไปเที่ยวหมู่บ้านบ่อยขึ้น เผื่อว่าแก่ตัวกว่านี้ สายตาจะฝ้าฟาง มิอาจมานั่งจ้องมองดูแสงสว่างจากจอคอมฯได้นาน

ครั้งล่าสุดก็ไปเห็นพืชชนิดหนึ่งขึ้นเต็มไปหมด ยอดชูไสวล้อหยาดน้ำค้าง ทีแรกนึกว่าเป็นพืชตระกูลถั่ว ด้วยว่าใบและความสูงของต้นที่เห็นขึ้นเป็นดงหนาตรงหน้าคล้ายต้นถั่วลิสง

ค้นไปค้นมาจึงรู้ว่ามันเป็นพืชไทยๆ ที่มากประโยชน์ ช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น เป็นยาไทยๆที่ไม่เหมาะกับคนที่เป็นโรคไตเสื่อม

ตรงที่เห็นมันขึ้นเป็นดงหนาเป็นผืนดินว่างริมทาง อยู่ร่วมกับหญ้า ที่ไหนมีหนาแน่น ที่นั้นไม่ใคร่มีหญ้า ไม่ได้เห็นดอกสีเหลืองของมัน ฝักสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน สีน้ำตาลแกมเขียวจึงไม่เห็นหน้าตาไปด้วย

ตอนไปเห็นนั้นฝนเยอะ มีคนบอกว่าเมล็ดมันทำให้เกิดการเพิ่มจำนวน  ส่วนที่ทำให้นอนหลับคือเมล็ดของมัน

ต้นใช้แก้ไข้ได้ ขับพยาธิได้  แก้ไอ แก้เสมหะได้ และแก้โรคที่วันนี้แทบจะไม่เจอแล้วในเมืองไทย คือ  คุดทะราด ได้

ทุกส่วนของมันมีฤทธิ์เป็นยาระบาย

มันเป็นต้นไม้ที่มีหลายชื่อเหมือนกัน ชุมเห็ดไทย ชุมเห็ดควาย ชุมเห็ดนา ชุมเห็ดเล็ก ลับมึนน้อย พรมดาน หญ้าลึมกลืน

วิธีปรุงเป็นยา ก็ใช้วิธีกลั่นน้ำมาใช้คล้ายชงกาแฟ  คั่วเมล็ดให้เกรียมแล้วทำให้เป็นผง นำมาชงกับน้ำร้อนดื่มหอมชุ่มชื่นปากคอ

ปริมาณที่นำมาคั่วเพื่อกลั่นเอาน้ำ อยู่ในสัดส่วน 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 ลิตร เคี่ยวให้งวดเหลือ 800 มิลลิลิตร แล้วกรองนำน้ำมาดื่ม 3 เวลาหลังอาหาร ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/471</link>
			</item>
	<item>
		<title>สารพิษตัวนี้อยู่ใกล้ตัวมากๆ</title>
		<description>เมื่อเดือนที่แล้วมีข่าวในหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ ชวนชิมเมนูหน่อไม้ในงานมหกรรมชุมทางอาชีพที่ศูนย์การค้าแฟชั่นไอร์แลนด์ อ่านข่าวแล้วเสียววาบในใจ เพราะว่างานมหกรรมแบบนี้คนจะเยอะ เมนูเด่น เมนูดังจะเป็นเมนูฮอตฮิตติดลมเรียกลูกค้าดีนัก

เมนูเด็ดนี้เรียกแขกตรงที่เกริ่นนำว่า ใช้หน่อไม้พันธุ์ใหม่ๆดิบๆมาปรุงขึ้น  แต่หน่อไม้มีสารต้องห้ามที่ให้โทษถ้าไม่ปรุงให้ดี ลิ้นบอกรสชาติสารตัวนี้ไม่ได้ รู้อีกทีโน่นเลย มีอาการ สารนี้เป็นไกลโคไซม์ที่เคยไว้เล่าไปแล้ว ต้องห้ามตรงคุณสมบัติที่ธรรมชาติมอบพิษไว้ให้ป้องกันตัว

เจ้าสารต้องห้ามนี้เคยทำเรื่องไว้หลายรูปแบบให้คนเสียสุขภาพ ร้ายแรงถึงตายไปเลยก็มี จะไม่ให้เสียววาบแทนคนอยากชิมเมนูเด่นนี้ได้ยังไง  มีเรื่องน่าสนใจเหล่านี้อยู่ จึงเก็บมาเล่าสู่กันฟังค่ะ :

ปี ๒๕๔๘ มีเรื่องฮือฮาเกิดขึ้นว่าความนิยมบริโภคสัตว์น้ำ ทำให้มีคนคิดรวยลัดโรยยาเบื่อในทะเลสาปสงขลา เพื่อให้ได้สัตว์น้ำมาขายง่ายขึ้น มากขึ้น ถิ่นแดนที่เกิดเรื่องนี้มากอยู่ที่ ต.ปากรอ อ.ระโนด ต.แหลมโพธิ์ อ.หาดใหญ่ และ ต.เกาะยอ อ.เมืองสงขลา การวางยาเบื่อก็ใช้วิธีล้อมอวนเป็นวงกลม ๒๐ เมตร แกว่งสารยาเบื่อลงไปราว ๑๐ นาที ปลาจะหนีตายมาติดอวน ได้ปลาก็นำมาล้างยาเบื่อออกทันที ปลาตัวไหนล้างช้า ยาเบื่อจะซึมเข้าในเนื้อทำให้เน่าเสีย  มียาเบื่อตกค้างทำให้เกิดภาวะน้ำทะเลมีพิษส่งผลต่อสัตว์น้ำวัยอ่อน เจ้ายาเบื่อตัวนี้ เรียกว่า "โซเดียมไซยาไนด์ NaCN"  เรื่องนี้แก้ได้แค่ไหนไม่รู้ความคืบหน้า

ปี ๒๕๔๙ สำนักงานมาตรฐานสินค้าการเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/469</link>
			</item>
	<item>
		<title>เขาว่าต้นนี้ฤทธิ์แก้ปวดแรง</title>
		<description>ช่วงไหนที่ไม่ได้เดินทางออกไปซ่า หมกตัวอยู่แต่ในบ้านจะรู้สึกพิกล  วันไหนเบื่อเดินหลังบ้านก็จะพาตัวออกไปเที่ยวหมู่บ้าน ในวันหนึ่งไปเหยียบนากุ้งร้างที่เคยเยือนก็เห็นพืชต้นเล็กๆ ดอกสีม่วงอยู่ประปรายริมทางเดิน ไม่ได้คิดว่ามันจะมีคุณสมบัติพิเศษที่น่าสนใจ แต่พอทำความรู้จักมัน  อ้าว มีอะไรน่าสนใจอยู่มาก จึงนำมาเล่าสู่กันฟัง

ใบของมันเป็นหยักๆคล้ายต้นสาบเสือ ลำต้นของมันมีขนบางๆ ใบก็มีขนบางๆ ขนต้องโคลสอัพจึงจะเห็น ขนาดต้นเล็กและเตี้ยเรี่ยดิน เล็กกว่าสาบเสือหลายเท่า   ดอกสีม่วงของมันเป็นกระจุก รองดอกเป็นตุ้มสีเขียว  รูปข้างล่างได้มาจากในเน็ต

เห็นแล้ว คุ้นตา มองเลยคุณค่ามันไป  มันเป็นพืชคลุมดินได้ด้วย ดูเหมือนจะเป็นพืชตระกูลเดียวกับทานตะวัน มันข่มการเติบโตของหญ้าบางชนิดได้ ฟังว่าเป็นหญ้านกสีชมพู หญ้ารังนก



ที่ทึ่งก็คือ มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่ามันมีฤทธิ์ทางยา  ชาวเขาเผ่าอีก้อ มูเซอ แม้ว จีนฮ่อ ใช้เป็นยากันมานาน

รากและใบ มีฤทธิ์แก้ปวดท้อง อาหารไม่ย่อย อาหารเป็นพิษ โรคกระเพาะอาหาร  แก้ไข้ ปวดศีรษะ  ตำพอกห้ามเลือดได้  แก้อักเสบจากพิษสัตว์ได้ (งู ตะขาบ แมลงป่อง)

ต้มทั้งต้นนำน้ำมาดื่ม ลดไข้ ขับประจำเดือน ขับลม ขับเสมหะ แก้บิดได้

น้ำคั้นจากใบ ช่วยแก้อาเจียน ตำพอกแก้คันได้

สารสกัดจากต้น ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/467</link>
			</item>
	<item>
		<title>ไข่&#8230;ยา&#8230;ไข่เน่า</title>
		<description>เมื่อต้นเดือนนี้ มีข่าวฮือฮาเกี่ยวกับไข่ๆในหน้าหนังสือพิมพ์ เป็นเรื่องคิดนอกกรอบของเจ้ากระทรวงฯที่ชวนชาวบ้านให้หันมาดูแลตัวเองเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับหนึ่งในปัจจัย ๔  ข่าวที่ว่านี้คือเรื่องของการให้งบประมาณมาซื้อไข่แจกชาวบ้าน โดยมีข้อแม้ว่าให้นำยาเก่าที่ค้างในบ้านมาแลก เวลาที่ให้เริ่มงานกำหนดช่วงระหว่าง ๒-๖ กรกฎาคม และติดตามผลในวันที่ ๙ ก.ค.

การติดตามพบว่า ๓ อันดับแรกของยายอดฮิตที่อยู่ในครัวเรือนเป็นยารักษาโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และยาลดไขมันในเลือดคิดราคาเทียบเป็นเงินแล้ว เหมือนประชาชนคืนเงินให้รัฐมาไม่ต่ำกว่า ๔๐ ล้านบาท นี่ไม่นับราคายาตัวอื่นๆอย่างเช่น ยาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวดลดไข้ และอื่นๆอีก ๑๗ ล้านบาท

ยาทั้งหมดนี้ไม่ได้เอามาใช้ต่อหรอก จะนำไปเผาทิ้งที่โรงงานแถบอยุธยา อุแม่เจ้า รวมๆแล้วราคาเงินที่หายไปกลายเป็นยาเก่าๆยอดนี้นำมารวมกัน สร้างเครื่องมือแพทย์ช่วยคนได้หลายชิ้นเลย เสียดายเงินที่เผาทิ้งจริงๆ

งานนี้ยังมีต่อ ขยายผลดำเนินการในกทม.และภูมิภาคระหว่างวันที่ ๒๓-๒๖ กค.นี้ต่อไป ให้งบจังหวัดละแสนบาท โครงการนี้เมื่อแล้วเสร็จ ก็จะรู้กันว่า ประชาชีชาวไทยใช้ยาเปลืองกับยาอะไร เปลี่ยนเงินสดเป็นเงินกงเต๊กไปเท่าไรต่อครัวเรือน

วันนี้ก็ได้ข่าวของเด็กจำนวนเกินร้อยท้องเสียเฉียบพลันในโรงเรียนที่เชียงใหม่ เกิดภายหลังกินไข่ จำได้ว่าเคยเขียนเล่าเรื่องสิ่งมีชีวิตก่อโรคทางเดินอาหารไว้ แต่ไม่ได้เล่าว่าจะดูแลตัวเองได้ยังไงให้ไม่เผลอหยิบเชื้อพวกนี้เข้าปาก  ข่าวนี้ทำให้นึกขึ้นได้ว่า ถ้าพอมีความรู้พอให้ใช้ตรวจไข่ก็พอจะพาตัวหลีกห่างโรคที่เกิดจากไข่ได้พอสมควร

ที่จริงไข่ที่ก่อปัญหาโรคทางเดินอาหาร จะมีคุณสมบัติหลัก ๓ อย่าง หนึ่งคือ อายุเกินกิน อีกหนึ่ง คือ ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/466</link>
			</item>
	<item>
		<title>ต้นไม้แห่งความหลัง</title>
		<description>แต่ก่อนเมื่อยังเป็นเด็ก ต้นไม้นี้มีอยู่ให้หักเล่นทั่วไปรอบตัว วันนี้เดินท่อมๆหาไปไกลเป็นกิโล ก็หาไม่มีสักต้น หายไปไหนหมดแล้ว

กลิ่นของมันเหม็นเขียว ใบของมันมีขนนุ่มนิ่ม ยอดใบสีน้ำตาลอ่อน แผ่ใบแอ่นรับแดด  ต้นแก่เวลาหักมีความแข็ง บางครั้งแรงเด็กหักไม่ขาด  ก้านต้นมีรูโปร่งๆ มีเส้นใย

มีฤทธิ์ที่น่าสะดุดใจ เวลามีแผลเลือดซึม เด็ดใบมาขยี้ให้ช้ำโปะบนแผล เดี๋ยวๆเลือดที่ซึมหยุดไปเลย

ดอกของมันมีสีขาวหรือขาวแกมม่วงหรือม่วงอ่อนๆ กลีบดอกเป็นฝอย ทรงดอกคล้ายดอกดาวเรือง แต่ขนาดจิ๋วกว่ามากมาย  ดอกดกในช่วงที่มีอากาศแห้งแล้ง

ต้นสูงเลยหัวเด็ก ไม่คยเห็นว่าเกินเมตร เพิ่งรู้ว่าแต่ละส่วนของมันมีสรรพคุณทางยาด้วย ใบมีสารเคมีสำคัญ กรดอะนิสิก ไอโซซากูรานิติน โอโดราติน ยูพาทอล คูมาริน พีนีน เนบโธควิโนน ลิโมนีน ลูพิออล ฟาโวน คาไดอิรแคมเฟอร์
สารสำคัญเหล่านี้ไปออกฤทธิ์ที่ผนังเส้นเลือดทำให้เส้นเลือดหดตัว กระตุ้นสารที่ทำให้เลือดแข็งตัวได้เร็วขึ้น ทำให้ห้ามเลือดได้มิน่าจึงใช้เป็นยารักษาแผลสด สมานแผล ถอนพิษได้

ดอกแก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้ไข้ได้ ต้นดูดหนอง แก้ปวดท้อง ท้องขึ้น ท้องเฟ้อได้

ยอดอ่อนๆของใบสาบเสือ ลวกจิ้มส้มตำหรือน้ำพริกรับประทานแบบผักสวนครัวได้

มันมีความน่าสนใจอีกอย่าง คือ ใบใช้จัดการปลวกได้ ต้น-ใบแช่น้ำเน่าไว้ 2-3 สัปดาห์น้ำจะใสขึ้นๆ ดอกใช้เลี้ยงผึ้งเพื่อผลิตน้ำผึ้งอินทรีย์ได้

สารเคมีที่มีในตัวมัน ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/464</link>
			</item>
	<item>
		<title>รู้จักสาร &#8220;ไกลโคไซด์&#8221;</title>
		<description>กลัยโคไซด์เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่เกิดจาก aglycone (หรือ genin)  จับกับส่วนที่เป็นน้ำตาล (glycone part) ละลายน้ำได้ดี  แบ่งเป็นกลุ่มตามสูตรโครงสร้างของ aglycone

กลุ่มแรก   มีฤทธิ์ต่อระบบกล้ามเนื้อหัวใจและระบบการไหลเวียนของโลหิต (Cardiac Glycosides) เช่น ใบยี่โถ รำเพย บานบุรีเหลือง ชวนชม

กลุ่มที่ 2   มีฤทธิฺเป็นยาระบาย ยาฆ่าเชื้อ และสีย้อมผ้า (Antraquinone Glycosides)  เช่น ใบมะขามแขก ใบขี้เหล็ก ใบชุมเห็ดเทศ ใบว่านหางจระเข้ ฝักคูน

กลุ่มที่ 3  มีคุณสมบัติเกิดฟอง เมื่อเขย่ากับน้ำ (Saponin Glycosides) เช่น ลูกประคำดีควาย

กลุ่มที่ 4  หลังถูกย่อยด้วยน้ำย่อยจะให้สารจำพวกไซยาไนด์ (Cyanogenetic Glycosides) เนื่องจากมีส่วนของ Aglycone เช่น
Cyanogenetic Nitrate อยู่  รากมันสำปะหลัง สะตอ  ผักหนาม ผักเสี้ยนผี ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/462</link>
			</item>
	<item>
		<title>รู้จักสารพิษตามธรรมชาติในพืช</title>
		<description>ในยุคที่โรคจากพฤติกรรมกำลังระบาด  ความสามารถในการเลือกจะเป็นเกราะป้องกันและนำพาไปพบสุขภาพแข็งแรง  ความรู้นี้สำคัญขึ้นเรื่อยๆ  แต่จะเป็นความรู้ที่ไม่เป็นประโยชน์ ถ้าฟังแล้วคิดเหมือนเดิม ทำเหมือนเดิม

ในธงโภชนาการได้แยกพืชอาหารไว้เป็น 3 หมวด หมวดแรกเป็นพืชที่ให้สารอาหารพวกแป้ง ข้าวเป็นพืชหลักในกลุ่มนี้ รองลงมาเป็นพืชหัว  พืชหมวดนี้บางตัวให้น้ำมันด้วย หมวด 2 เป็นผัก ทั้งใบและผลที่นำมาทำกับข้าวได้  ฟัก แฟง แตง ถั่วสด เป็นพืชในหมวดนี้ด้วย หมวด 3 เป็นผลไม้ที่เนื้อรับประทานได้ มีทั้งรสหวาน รสเปรี้ยว

คุณสมบัติของสารเคมีพืชปรากฏ  ค่านิยมของสังคมก็เทข้างไปควาน-หา-รวบรวม-มาเพื่อการบริโภค บ้างใช้ป้องกันป่วย บ้างใช้ชะลอโรค บ้างใช้รักษาโรค  ส่วนใหญ่รู้จักคุณสมบัติต้านมะเร็ง ลดน้ำตาล ขับปัสสาวะ แต่ไม่ใคร่รู้จักคุณสมบัติด้านพิษ



เคยมีเรื่องเล่าว่า เด็กคนหนึ่งเด็ดใบมันสำปะหลังดิบกินไม่กี่ใบแล้วตาย  ชาวบ้านหลายคนเผามันสำปะหลังกินแล้วเมา อาเจียน หน่อไม้ปี๊บกินแล้วตาย กินถั่วแล้วร่างกายเกร็น  กินเห็ดแล้วเมา ตาย  กินผักบางชนิดแล้วปัสสาวะไม่ออก  คัน แพ้ เกิดลมพิษ เหล่านี้คือเรื่องราวเกี่ยวกับสารพิษธรรมชาติ

มันสำปะหลังสด มีสารเคมีธรรมชาติที่ผ่านเข้าร่างกายแล้วกลายเป็นไซยาไนด์  เรียกว่า "ไกลโคไซม์"  ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/460</link>
			</item>
	<item>
		<title>สุข เก่ง ดี</title>
		<description>เมื่อการวัดความฉลาด วัดที่ความสามารถในการทำงานของสมอง แล้วเรียกมันว่า การวัดเชาว์ปัญญา หรือรู้จักกันในชื่อฝรั่งว่า IQ  คนระดับชาวบ้าน มักจะเข้าใจว่า เป็นเรื่องของความเก่งของเด็ก จึงมักจะมีคำกล่าวชมลูกของตัวเองให้เพื่อนฟัง หรือฟังแล้วชมลูกเพื่อนบ้านว่า "ไอคิวดี...ไอคิวสูง"

ในระดับชาวบ้าน ความเก่ง กับ ไอคิว จึงถูกใช้เป็นคำสื่อความหมายแทนกัน

กับคำว่า "เก่ง" ได้ยินกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ออกมาบอกสังคมว่า เป็นส่วนหนึ่งของ "EQ ความฉลาดทางอารมณ์"  โดยหมายถึงเรื่องความสามารถเป็นหลักเหมือนกัน แต่เป็นแง่มุมหนึ่งของความสามารถ

"เก่ง"  เป็น ความสามารถของการรู้จักตนเอง การมีแรงจูงใจ สามารถตัดสินใจ แก้ปัญหาและแสดงออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ การมีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น

การรู้จักตนเอง หมายรวม รู้ศักยภาพตนเอง  สร้างขวัญและกำลังใจให้ตนเองได้  มีความมานะไปสู่เป้าหมาย

สามารถตัดสินใจและแก้ปัญหา หมายรวม  รับรู้และเข้าใจปัญหา  มีขั้นตอนในการแก้ปัญหา  มีความยืดหยุ่น

การมีสัมพันธภาพกับผู้อื่น หมายรวม สร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น  กล้าแแสดงออกอย่างเหมาะสม  แสดงความเห็นที่ขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์

ยังมีอีก 2 คำที่บรรจุอยู่ในความสามารถทางอารมณ์ คือ สุข และ ดี

"สุข" เป็น ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/458</link>
			</item>
	<item>
		<title>สิ่งแวดล้อมบั่นทอน IQ</title>
		<description>การทำงานของสมองมีความอัตโนมัติมากๆ ส่วนใหญ่คนที่วัด IQ มักจะบอกว่าไม่ได้วัดด้านความคิดสร้างสรรค์   ทักษะต่างๆด้านการทำงาน  ทักษะชีวิตประจำวัน ฯลฯ  ตรงนี้ในส่วนตัวไม่เชื่อว่าไม่มีส่วนเหล่านี้เข้าไปปน เพราะเห็น ความเป็นองค์รวมของคำว่า "ปัญญา"

เวลาวัดก็นำความสามารถนี้ไปแปลความเทียบเด็กทั่วโลก  ในแต่ละวัยส่วนใหญ่ก็วัดเทียบการใช้อวัยวะ การรับรู้ การสื่อสาร และการคำนวณ เป็นความสามารถหลักที่วัดกันไป

ที่จริงความสามารถของเด็กมีฐานรากสำคัญอยู่ 2 ฐาน ฐานหนึ่งคือ "ยีน" อีกฐานหนึ่ง คือ สิ่งแวดล้อม

ยีนมีส่วนอยู่ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งสร้างได้ วันนี้วิทยาศาสตร์เจริญ เรื่องของ "ยีน" ก็เริ่มสร้างได้

ในส่วนที่สร้างได้  "อาหารกายและอาหารใจ" คือสิ่งแวดล้อมสำคัญต่อการสร้าง "ปัญญา" ให้เด็ก


ส่วนที่เติมความสามารถให้เด็กมีสมองของตนเท่าอายุจริงหรือแก่แดด เหล่านี้ คือ สิ่งแวดล้อมที่ป้อนอาหารกาย อาหารใจให้แก่เด็ก จะเติมความสามารถให้เด็ก ก็ต้องแกะรอยแก้สิ่งเหล่านี้ให้มาก :

การเลี้ยงดู ความรัก ความอบอุ่น เวลาที่พ่อแม่หรือคนที่เด็กรักมีให้ลูกหลานหรือเด็ก

อาหารครบห้าหมู่โดยเฉพาะ ปลา ถั่วเหลือง วิตามิน บี ธาตุเหล็ก ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/457</link>
			</item>
	<item>
		<title>ทำอะไรได้เพื่อเติม &#8220;ปัญญาเด็ก&#8221; ก็ทำไป</title>
		<description>อ่านประกาศฉุกเฉินของน้องเบิร์ดแล้ว ถอนหายใจเฮือก ก็เรื่องของ IQ เป็นเรื่องของปัญญา เวลาพูดถึง "ปัญญา" ในกลุ่มของผู้ใหญ่ก็มีเรื่องถกเถียงกันไม่จบ บ้างใช้อ้างถึง "ความคิด" บ้างใช้อ้างถึง "การรู้" บ้างใช้กับ "ผลการตัดสินใจที่ได้รับการยอมรับ" ฯลฯ

กว่าที่ผู้ใหญ่จะมี "ปัญญา" ชีวิตก็ได้ผ่านอะไรมามากมาย กว่าจะปิ๊งได้ปัญญา อารมณ์ก็ผ่านมรสุมมาหลายลูก

ส่วนตัวนั้นไม่สามารถวัด IQ แม้จะเป็นหมอก็วัดไม่เป็น จึงไม่ใคร่ใช้คำว่า IQ คุยกับพ่อแม่ ครู

รู้จักคำนี้ก็แต่ว่า เป็นมาตรวัด "ความฉลาด"   ความฉลาดนี้หมายถึง "ความสามารถในการทำงานของสมอง" ที่ใช้กันอยู่มาจาก การหามาตรเทียบการทำงานของสมองมาไว้มาตรหนึ่งเพื่อใช้ประโยชน์

มาตรนี้ได้จากการรวบรวมความสามารถของเด็กที่อายุหนึ่งๆ ว่าโดยส่วนใหญ่แล้วลงมือทำอะไรเองได้บ้าง แล้วเรียกความสามารถนี้ว่า "อายุสมอง"

ความสามารถที่ว่านี้เป็นผลรวมของหลายอย่างๆ เป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ผัสสะทั้ง 5 กับสมองประมวลร่วมกันออกมา เวลาประมวลผลมีทักษะที่ต้องนำไปใช้หลายด้าน ทั้งด้านการคิดวิเคราะห์ วิชาการ ความจำ อ่าน เขียน คำนวณ การใช้ภาษา  ความเร็วของการตอบสนอง ความเร็วของการคำนวณ

เวลาวัดก็นำความสามารถจริงไปเทียบกับมาตรวัดที่พูดถึงนี้ คำนวณออกมาเป็นตัวเลข เทียบสูตร เทียบอายุสมองกับอายุจริงตามปีปฏิทิน

มาตรวัดที่มีใช้กันอยู่เป็นตัวเลขจากฝรั่งทำไว้ ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/456</link>
			</item>
</channel>
</rss>
