<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="WordPress/2.5.1" -->
<rss version="0.92">
<channel>
	<title>หมอเจ๊เล่าเรื่อง</title>
	<link>http://lanpanya.com/jita</link>
	<description>Just another ลานปัญญา weblog</description>
	<lastBuildDate>Mon, 15 Mar 2010 17:50:47 +0000</lastBuildDate>
	<docs>http://backend.userland.com/rss092</docs>
	<language>en</language>
	
	<item>
		<title>2 มาตรฐานไม่เอานะจ๊ะ</title>
		<description>วันนี้เวลานี้ บ้านเมืองปั่นป่วนเหมือนกาลเวลาย้อนไปสู่ยุคสงคราวมกลางเมืองที่ผ่านมาแล้วหลายครั้งตั้งแต่สงครามประวัติศาสตร์

สงครามยังไม่เกิด แต่มีการล่อเอาเถิดสงครามเกิดเมื่อไรก็ได้

วันนี้ไปทำงาน มีหนังสือราชการสั่งเตรียมความพร้อม หลายคนในฝ่ายต่างก็เข้าใจไปว่าเรื่องราวร้ายๆไม่สามารถเกิดใกล้ตัว

แต่จากประสบการณ์ตั้งแต่เกิดภัยสึนามิและหลายมุมที่ได้พบข่าวสารมาก่อนจากบรรดาชาวบ้านธรรมดา สัญชาตญาณกลับบอกว่าการคิดไปว่าเรื่องราวร้ายๆจะเกิดไม่ได้ใกล้ตัวเป็นเรื่องประมาทของใจ

แวบหนึ่งที่เห็นจุดที่บอกระบุในหนังสือแจ้งนั้น ตัดสินใจฉับพลันชวนลูกน้องประชุม

วิเคราะห์เรื่องราวหลายเรื่องหลายมุมร่วมกันย้อนอดีตสมมติเหตุการณ์เพื่อจัดระดับสถานการณ์เตรียมรับมือเหตุการณ์

วิเคราะห์กันไปหลากหลายสถาน ประมวลสถานการณ์และความเกี่ยวข้อง

บอกลูกน้องไปตรงๆ ปรึกษางานคราวนี้ขอให้เป็นตัวของตัวเอง

คิดออกนอกกรอบที่เคยมอบหมายไว้ให้ มีเหตุการณ์ลักษณะใดอย่างใดสามารถเกิดขึ้นใกล้ตัวได้บ้างให้ช่วยกันตรึกตรอง

ชวนมาคิดมาหาคำตอบเพราะมองเห็นแต่ภาพว่าการตามข่าวที่เห็นอยู่นั้นคนตามดูคิดว่าตัวเองไม่เกี่ยวและอยู่นอกวง

แล้วเมื่อต้องเกี่ยวจะขาดซึ่งความพร้อม เมื่อถึงวันจะพากันเข้าตาจน ทำงานไม่หมด รับงานไม่ไหว ลงมือช้าไป งานบานปลาย

กำลังคนที่เรามีเป็นน้ำน้อยเมื่อเทียบงานทั้งในพื้นที่รั้วร.พ.และนอกรั้ว  ชวนให้มองให้เห็น

ลงมือคุยแล้วก็กำหนดวัตถุประสงค์วันนี้ขอเพียงแ้ก้จุดอ่อนการประสานงานภายในฝ่ายได้แล้วเรื่องอื่นไว้ว่ากันอีกภายหลัง แค่นี้พอใจแล้ว

บรรยากาศดีๆของวันนี้เกิดขึ้นเมื่อหลายคนเริ่มรู้สึกว่าเรื่องที่เห็นในข่าวถ้าเกิดขึ้นที่นี่มีเรื่องราวลงมือทำภายใต้งานมอบหมายและงานอาสา

ได้ข้อสรุปมาเป็นเรื่อง "เฝ้าระวัง"

ทำความเห็นให้ตรงกันว่า "เฝ้า" เฝ้าอะไร  "ระวัง" ระวังอะไร

บอกกล่าวให้เห็นประเด็นต่างเพื่อให้เห็นข้างว่าเลือกข้างให้อะไร

ในฐานะคนทำงานสร้างสุขให้กับสาธารณะ มีเรื่อง "พึงละ"  "ตั้งสติ" อะไร

เลือกข้างได้หรือไม่ เลือกแล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อองค์กร

หนึ่งเรื่องที่บอกคือเรื่องความเป็นสากลของเครื่องหมายกากบาทสีแดงหรือเขียวที่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปเพราะการเลือกข้าง

กลางจางหายไป กลายเป็นสีต่างๆแทนแถมด้วยแบ่งพวก

คนเป็นกลางไม่ระบายสีใจตามใครก็ถูกเบียดเบียนทั้งๆที่ปรารถนาดีพาตัวเข้าไปช่วย

ขอพรรคพวกไปตรงๆว่าไม่ว่าใจใครสีอะไร เมื่อลงมือทำหน้าที่ขอให้ใช้ "สติ" ดูแลการงาน แล้วทำหน้าที่ "เป็นกลาง" ให้กับทุกๆสีด้วย

รับรู้ว่ามีหลายคนกระอักกระอ่วนกับการพูดตรงๆในวันนี้ แต่ถือว่าจำเป็นต้องพูดแล้วหละ

สถานการณ์ที่เคยผ่านมาก่อนของแต่ละคนได้ถูกนำมาถอดบทเรียนก่อนสรุปทำอะไรนับจากวันนี้ในหลายรูปแบบ

สถานการณ์หนึ่งๆมีเรื่องแตกต่างของการทำหน้าที่ ระดับความเข้มข้นของงาน และการจัดงานในทีม

ทบทวนด้วยกันเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเกิด แล้วร่วมรับรู้ใครไปช่วยใคร ใครรับหน้าที่ทำอะไรก่อนเกิดเรื่องราวก็จะไม่ล่าช้าเมื่อเหตุเกิดขึ้นจริง

บอกกับพรรคพวกว่าอยากได้ผลของการคุยเป็นระดับเตือนภัยไว้ใช้เรียกหาสื่อสารกัน เมื่อสื่อสารถึงกันทีมงานจะได้เข้าใจแล้วลงมือทำงานแบบไม่ต้องสั่ง ทำได้อย่างนี้ในสถานการณ์รีบด่วนเมื่อมาช่วยกันเตรียมงานก็ลงมือทำงานกันได้เร็ว

ถือว่าวันนี้การคุยกันมีคุณภาพ ทุกคนรับรู้บทบาทและเข้าใจระดับเตือนภัย มีข้อตกลงมอบหมายงานสื่อสาร ใครแจ้งข่าวใคร ใครรับไม้แจ้งต่อ พื้นที่ทำงานใครลงไปทำงานตรงไหนกันบ้าง

สบายใจขึ้นระดับหนึ่งที่ได้เห็นการรับรู้ของทุกคน

สบายใจที่มุมมองต่อการติดตามสถานการณ์ของพรรคพวกเปลี่ยนไปจากการตามลุ้นแบบเชียร์มวยกลายเป็นตามเรียนรู้เพื่อนำมาใช้ลงมือทำหน้าที่ช่วยคนที่ตัวเองมีบทบาทเกี่ยวข้องให้เกิดความปลอดภัย  ทั้งต่อผู้ได้รับความช่วยเหลือและตัวเองด้วย

บันทึกนี้ขอสรุประดับเตือนภัยที่หน่วยเล็กๆของฉันตกลงกันทำขึ้นใช้ภายในหน่วย อีกทั้งใช้ประสานทีมภายนอกเพื่อทำงานร่วมกันเอาไว้ใช้งานต่อไป ใครเห็นประโยชน์และจะนำไปใช้บ้างก็ยินดีนักค่ะ

ระดับที่ ๑ ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/274</link>
			</item>
	<item>
		<title>น้ำตาลไม่หวาน</title>
		<description>เมื่อเย็นวานกลับมาถึงบ้าน ก็ได้พบหน้าเจ้าลูกชายกำลังง่วนทำอะไรอยู่หลังบ้าน ถามไปว่าคุณสามีไปไหน ก็ได้คำตอบว่า ไปงานศพที่หมู่บ้านไกลเมืองออกไป

จัดการเตรียมการเรื่องอาหารเย็นไปได้สักครู่ก็มีเสียงชวนดังขึ้นมาว่า "แม่ไปช๊อปปิ๊งกัน"  เมื่อได้ยินฉันก็ออกปากว่า "เออดีนะ แม่อยากดูหนังอยู่เชียว"

เมื่อเหลียวดูเวลาอยู่ ก็มีเสียงบอกเล่าลอยมาเข้าหูว่า "วันนี้ค่าตั๋วหนังแพง จะดูหนังให้เลือกไปดูวันพุธ เพราะโรงหนังจะลดราคาตั๋วลงมาครึ่งหนึ่ง"  อืม แปลได้เลยว่า่ลูกกำลังบอกฉันว่าวันนี้อย่าดูเลยหนังนะ เข้าใจสิ่งที่เขาต้องการบอกจึงไม่โต้แย้งอะไรบอกเขาไปว่า "เอานะ เดี๋ยวแม่ขอกินข้าวก่อน" สรุปแล้วก่อนออกจากบ้าน เลิกความตั้งใจจะดูหนังได้ เลื่อนออกไปกันก่อน

เข้าไปเดินบริเวณห้างใหญ่ที่มีความหมายชื่อแปลว่าดอกบัวแล้ว ในใจไม่ได้มีรายการของสินค้าอะไรที่ตั้งใจซื้อ ก็เลยเดินดูสินค้าตามลูกชายไปเรื่อย แล้วตาก็เตะใจให้เอ๊ะกับสินค้าที่ใช้ชื่อ "น้ำตาลไม่หวาน low sugar" ที่เห็นตรงหน้า

หยิบจับติดมือขึ้นมาดู พลิกอ่านที่ฉลาก จึงเข้าใจทำไมใช้คำ "ไม่หวาน"

ไม่หวานที่สื่อความในชื่อ เขาเทียบเปอร์เซ็นต์น้ำตาลจริงแท้ที่อยู่ในรูปเดิมๆค่ะ

น้ำตาลไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลเกร็ดแบบน้ำตาลทรายฟอกขาวและไม่ฟอกขาว หรือจะเป็นน้ำตาลธรรมชาติหรือน้ำตาลก้อนแบบใช้เติมกาแฟ ที่มีอยู่เดิมเป็นน้ำตาลจริงแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม แต่เจ้าสินค้าใหม่เป็นน้ำตาลที่มีน้ำตาลจริงแท้ลดไปเหลือไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ จำนวนของส่วนที่ลดหายไปมีสารที่เรียกชื่อว่า "แอสพาเทม" เข้ามาแทนที่ค่ะ

สินค้าหลายชนิดที่ระบุว่าไม่มีน้ำตาล ก็ใช้สารเคมีตัวนี้แหละค่ะ

วันนี้เพิ่งได้รู้เรื่องใหม่ที่ความรู้ทำให้สะดุ้ง ตระหวัดนึกอดีตเห็นภาพน้องครูอึ่งชอบเคี้ยวอะไรๆหลังอาหารค่ะ

รู้แล้วนึกภาพแล้วไม่ช้า รีบนำมาบอกต่อเพื่อเตือนใจให้อ่านฉลากอาหารก่อนบริโภคอะไรที่โฆษณาว่าไม่หวานกันค่ะ

เจ้าสารตัวนี้เป็นสารที่มีฟอร์มาลินอยู่ในตัว โดยสลายตัวให้ฟอร์มัลดีไฮด์และกรดฟอร์มิกที่อุณหภูมิ ๓๐ องศาเซนติเกรด

ฟอร์มาลินหรือฟอร์มัลดีไฮด์คือสารตัวเดียวกันนะคะ ที่ร.พ.ฉันเขาใช้ดองเนื้อคนไม่ให้เน่า

เรื่องนี้เตือนภัยไว้ให้สังคมรู้โดย รศ.สุชาตา ชินะจิตร ผู้ช่วยผอก.สกว.ค่ะ </description>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/327</link>
			</item>
	<item>
		<title>ระวังหลงทางกับฉลากอย.เน้อ</title>
		<description>วันนี้นำบทความมาให้อ่าน เพื่อให้ช่วยกันสร้างนิสัยทั้งของตนเองและเด็กๆให้เข้าใจตรงความจริงที่เป็นอยู่ค่ะ

"ข่าวการร้องเรียนของพ่อแม่ต่อหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2548 ว่าลูกไปซื้อของจากร้านขายขนม แต่เมื่อเปิดออกมามันเป็นอะไรที่กินไม่ได้และอันตรายด้วย ข่าวที่ว่ามีรูปการ์ตูนมีแต่ภาษาจีนคนขายก็คิดว่าเป็นขนม ดีว่าแม่เอะใจลองชิมจึงรู้ว่ามันไม่ใช่เพราะแตะนิดเดียวก็ลิ้นชา ตามข่าวสืบต่อไปว่ามันเป็นผงที่ให้ความร้อนเมื่อละลายน้ำ" 

เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจว่าไม่มีใครอ่านตัวอักษรเหล่านั้น โดยเฉพาะผู้นำมาขายก็อ้างได้ว่าอ่านภาษาจีนไม่ออก

คำถามก็คือ ผลิตภัณฑ์แบบนี้เข้ามาได้อย่างไร ทางไหน จึงมาวางขายเหมือนขนมเด็กได้

เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องสุดวิสัยที่พ่อแม่จะดูแลลูก แต่ไม่ควรละความพยายามที่จะสอนต่อไปให้เด็กรู้จักอ่านฉลากจนเป็น
นิสัย

การสอนเรื่องความปลอดภัยในโรงเรียนก็ใช้วิธีแทรกซึมให้ฝึกได้จากการอ่านแทนที่จะอ่านจากตำราเรียนเพียง
อย่างเดียว

หาป้ายฉลากมาให้เด็กได้หัดอ่านด้วย เด็กก็จะได้เรียนรู้จากชีวิตจริง สภาพจริง แล้วก็ใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงด้วย

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ต้องแก้ความเข้าใจผิด คือ เด็กเข้าใจว่าถ้ามีป้าย อย. แปลว่ากินได้ ปลอดภัย

ในความเป็นจริงฉลาก อย. มีหลายประเภท  เพราะมีหลายผลิตภัณฑ์เพื่อการอุปโภคบริโภค


ในความเป็นจริงหน้าตาและรายละเีอียดของฉลากผลิตภัณฑ์ก็มีความหลากหลาย เรื่องรายละเอียดก่อนเข้าตลาดก็มีหน่วยราชการเข้ามาเกี่ยวข้องตามกฏหมายถึง ๔ กระทรวงทีเดียว ไม่น่าเชื่อเลย

ชวนไปอ่านเรื่องฉลากผลิตภัณฑ์เพื่อช่วยกันนำไปใช้และสอนเด็กต่อให้ช่างสังเกต  ชวนไปอ่านเรื่องฉลากอาหารใหม่เพื่อประกอบความเข้าใจด้วยค่ะ

ให้เกิดความเข้าใจที่ถูกกว่าว่า " เห็นฉลาก อย. แล้วไม่ใช่เรื่องกินได้ทุกอย่างไป" ได้นิสัยเตือนใจตัวให้อ่านฉลากก่อนลงมือใช้งาน ซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดกรณีที่ไม่คาดคิดมาก่อนได้ค่ะ </description>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/326</link>
			</item>
	<item>
		<title>ไมโครเวฟกับไข่</title>
		<description>ไม่น่าเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อกับภาพที่ได้เห็นผ่านวิดิโอคลิปชุดนี้  ฉันเห็นว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวอยู่ทุกวันที่อาจไม่ระวัง อีกทั้งเผลอเรอและเลินเล่อ จึงนำมาฝากกันค่ะ

ไมโครเวฟระเบิดเพราะไข่  </description>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/325</link>
			</item>
	<item>
		<title>ยำถั่วพูของครูบา</title>
		<description>วันนี้ไปชวนเหล่าแม่ครัวของร.พ.คุยเรื่องขั้นตอนคุณภาพในการผลิตอาหารตามแนวทางสากล แล้วก็เลยได้คุยเรื่องการสอนคนไข้ตามสโลแกนของคนสวยแต่เจ็บที่มีอักษรตัวแรกนำหน้าชื่อว่า "ส"  สโลแกนนี้ในยุคทองของเธอหลายท่านคงเคยได้ยินกรอกหูอยู่ทุกๆวัน  คุยแล้วก็นึกแวบถึงการกินมังสวิรัติของพ่อครูบาและพี่บู๊ดไปด้วย อืม อาหารมังสวิรัตินี่เข้าแก๊ปกับสโลแกนนี้ได้อย่างลงตัวเลยเชียว

นึกถึงแล้วก็เอ๊ะ สโลแกนนี้จะช่วยอะไรพี่ท่านทั้งสองได้อีกหรือเปล่า  วันก่อนนี้ตั้งใจจะนำเรื่องเมนูยำถั่วพูของพ่อครูบามาแยกแยะดูหน่อย วันนี้็ใช้โอกาสคุยเรื่องนี้ยกมาใช้เรียนรู้ประโยชน์ของสโลแกนนี้ดูหน่อยซะเลยดีกว่า

พ่อครูบาบรรยายว่าสูตรยำถั่วพูที่ปรุงขึ้นนั้นใส่ถั่วพู กุ้งลวก งาดำคั่ว ไข่ต้ม หอมซอย ตะลิงปลิง พริกสด ใบสะระแหน่ ใบชะพลูเป็นส่วนผสม ใช้น้ำปลาเป็นเครื่องปรุงรส
จะชวนให้ตามมาเรียนรู้วิธีใช้สโลแกนและวิธีแปลงสโลแกนนำไปใช้ ลืมบอกเล่าเก้้าสิบกันไปว่าสโลแกนนี้นำหลักการวิเคราะห์อาหารของนักโภชนาการมาประยุกต์ใช้อย่างง่ายๆไว้ค่ะ
มาดูวิธีของนักโภชนาการกันค่ะ เวลาที่เขาจะปรุงอะไรให้ได้แคลอรี่อย่างไร เขาใช้การตวงส่วนผสมค่ะ เวลานำวิธีของเขามาประยุกต์ใช้ต่อตามหลักสโลแกนดังกล่าวก็ใช้วิธีเขี่ยๆวัตถุดิบมารวมๆกันให้มองเห็นภาพของหมวดอาหารก่อนถูกนำมาผสมกันค่ะ
เมื่อใช้หลักนี้ไปเขี่ยๆยำถั่วพูตามภาพจะได้ส่วนของผัก ไข่ และกุ้ง เขี่ยเแล้วก็มองเห็นหมวดอาหารหลักๆ 3 หมวดด้วยกันเนอะค่ะ
การเขี่ยด้วยตาแล้วมองๆจนเห็นหมวดอาหารที่ต้องการแล้วตักกับข้าวเป็นสัญชาตญาณติดตัวของผู้คนอยู่โดยอัตโนมัติ  สำหรับคนกินมังสวิรัติ โชคดีกว่าที่ไม่ต้องเขี่ย แค่ไม่ปนกุ้งลงไปผสม ก็มองเห็นหมวดอาหารง่ายแล้วเนอะค่ะ
ทีนี้มาดูเวลา่กินข้าว  ส่วนใหญ่จะตักข้าวใส่จานก่อน ตักกับข้าวราดลงบนข้าวทีหลัง เป็นกันอย่างนี้ส่วนใหญ่เช่นเดียวกันไม่ว่าจะกินมังหรือไม่มัง
ทีนี้มาดูเคล็ดลับที่ฉันแนะนำให้ใช้ว่าให้กินพืชหนักกว่าสัตว์  เมนูนี้ของพ่อครูเข้าเค้าเป๊ะกับความหมายพืชมากกว่าสัตว์ที่แนะนำไว้ แล้วยิ่งตักกับราดข้าวยิ่งเข้าเค้าหนักพืชแน่ๆอยู่แล้ว   ยิ่งใครกินข้าวมากกว่ากับยิ่งไม่พูดถึงทำตรงเคล็ดลับที่บอกได้ร้อยปูเซ็งเต็ม
อ้าวแล้วมีอะไรอีกยังงั้นหรือจึงนำเรื่องสโลแกนมาเล่า มีอีกค่ะมีอีก ไม่งั้นก็คงไม่นำมาเล่าสู่กันฟังค่ะ เรื่องที่มีอยู่คือ สำหรับคนที่หนักกินพืช(รวมข้าว)นั้น ยังมีเรื่องต้องระวังกับอาหารหมวดข้าว แป้งกันต่่อ
ใช่แล้วฉันกำลังบอกว่า เคล็ดลับเรื่อง "กินพืชหนักกว่าสัตว์" นั้นยังมีเรื่องต่อ ในประเด็นของเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องของกรดยูริกนะคะ
วันนี้นำมาเพิ่มให้เพื่อปรับต่อ แล้วจะได้ไม่ต้องลุ้นกับผลตรวจสุขภาพเรื่องเลือดหวานขึ้นกัน คนที่เลือดไม่หวานอยู่แล้วยิ่งดีใหญ่พาตัวห่างออกมาได้อีกไกลเลยค่ะ
สโลแกนที่ว่าคือคำนี้ ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/306</link>
			</item>
	<item>
		<title>ชา กาแฟ ช็อกโกแลต ไอติม&#8230;เกี่ยวกับอะไรกรดยูริกบ้าง</title>
		<description>การเติบโตขึ้นมาอย่างมากมายของโลกวิทยาศาสตร์ให้ความรู้ที่ทำให้คนหลายคนเติบโตทางความคิด แต่มันก็ทำให้ความมีจริตที่เคยคิดบวกต่อธรรมชาติของชีวิตหายหดไป

ตัวอย่างเรื่องหนึ่งที่สังเกตเห็นของผู้คนที่ใช้ชีวิตในสังคมเมืองคือคนรุ่นเก่าไม่สามารถทำให้คนรุ่นหลังอีกทั้งเด็กๆรุ่นเล็กชอบกินผัก ผลไม้ได้เหมือนกับตน  ฉันเห็นว่านี่คือการสะสมและบั่นทอนความแข็งแรงของพลังแห่งสังคมที่ซ่อนอยู่ในอีกรูปหนึ่ง และอยากให้ช่วยกันเพิ่มความแข็งแรงให้

ที่จริงในภาคโรงเรียนก็มีการสอนสั่งเติมความรู้ให้ แต่ในภาคปฏิบัติแม่แบบของเด็กทำให้เห็นเจนตามีน้อย  แม่แบบก็ไหลตามสังคมบริโภคจนตัวจมถีบตัวขึ้นได้อย่างยากเย็น  ก็มีแต่เติมความรู้ให้ไปในยามที่ต้องการนำไปใช้เท่านั้นเอง
ในยุคที่ผู้คนเปลี่ยนคอของตนเป็นจีน-ฝรั่ง-แขก-ตามแบบคนกรุง การเสพเครื่องดื่มสำคัญอย่างเช่น ชา กาแฟ โกโก้  เครื่องดื่มสำเร็จรูปชูกำลัง ตามกระแสโฆษณาเป็นที่แพร่หลาย กลิ่นหอมของเหล่าต้นไม้ที่นำชิ้นส่วนมาผลิตนั้นยวนใจให้ละวางไม่ลง  ก็มีเรื่องที่ควรรู้ในส่วนตัวของมันส่งผลอะไรกับสุขภาพบ้าง
เครื่องดื่มที่เอ่ยชื่อไปล้วนมีคาเฟอีนอยู่ในตัวมัน กาแฟว่ามีมากในชาที่ดื่มก็มีไม่น้อย เพียงแต่รูปของการปรุงการดื่มลงพุงนั้นทำให้คาเฟอีนในชาเหลือน้อยกว่ากาแฟ
สีชามิใช่ตัวบอกว่าเข้มมีคาเฟอีนมาก ยี่ห้อที่มีคาเฟอีนมากมี ชาเชียว ชาดำ ชาอูหลง
กาแฟยี่ห้อไหนก็ล้้วนมีคาเฟอีนอยู่มากไม่ต่างกัน ความต่างกลับอยู่ที่กระบวนการคั่วเม็ดก่อนนำมาปรุง  ชนิดที่เวลาคั่วสั้นๆนั้นมีคาเฟอีนมากกว่าที่คั่วนานๆ
เทียบระหว่างกาแฟ ชา โกโก้ เครื่องดื่มอย่างหลังมีคาเฟอีนน้อยที่สุด
เครื่องดื่มชูกำลังไม่มีชนิดไหนที่ไม่มีคาเฟอีนผสมอยู่  ที่น่าห่วงคือน้ำอัดลมก็ผสมคาเฟอีนลงไปไว้ด้วย
เมื่อเข้าสู่ร่างกาย อวัยวะที่จัดการให้คาเฟอีนออกฤทธิ์ได้คือ ตับ 
คาเฟอีนที่ดื่มกินจะคงเหลือแค่ครึ่งเดียวในร่างกาย เวลาที่คงอยู่มีความยาวนานราว 4 ชั่วโมง อีกครึ่งถูกขับทิ้ง แต่ถ้ามีภาระที่ร่างกายต้องดูแลเพิ่ม เช่นตั้งครรภ์ หรือว่าได้ยาฮอร์โมนเพศ คาเฟอีนกลับอยู่ในร่างกายนานเป็นเกือบครึ่งวัน ส่วนคนเป็นโรคตับ คาเฟอีนยิ่งอยู่นานเป็นหลายวันเกือบเท่าๆเกลือแกง
ที่ดื่มกาแฟแล้วเป็นสุข มีเหตุให้เชื่อว่าน่าจะ่มีการหลั่งซีโรโทนินออกมาในร่างกาย (ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่เชื่อได้)  ที่แน่ๆคือคาเฟอีน มีฤทธิ์เหมือนกับยาขยายหลอดลม ยาขยายหลอดเลือด และยาขับปัสสาวะ และฤทธิ์นี้ชา โกโก้มีอยู่มากกว่ากาแฟ
คนจีนดื่มชาจีนเวลาที่บริโภคอาหารเนื้อสัตว์มันๆ มีเหตุผลเนื่องมาจากฤทธิ์ของคาเฟอีนช่วยย่อยไขมันให้ดูดซึมง่าย
คาเฟอีนนั้นให้พิษถ้าหากบริโภคจำนวนมาก ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/318</link>
			</item>
	<item>
		<title>สืบเนื่องจากอ่อมแซบ</title>
		<description>บันทึกนี้ขอเอื้อมไปหยิบเมนูยำสมุนไพรที่ลานสวนป่านำเสนอไว้มาแยกแยะดูในแง่ของอาหารเฉพาะโรคดูกันหน่อย เมนูนี้น่าสนใจกับความเป็นอาหารสุขภาพ มองว่าเป็นเมนูที่ชวนให้ใครที่อยากได้ฤทธิ์อะไรที่เชื่อว่าตัวเองกินขาดกินไม่พอทำกินกันไปได้ ด้วยว่าวัตถุดิบสามารถหาได้จากผักพื้นบ้านหลายอย่าง

สิ่งที่จะแยกแยะก็คงจะเป็นเครื่องปรุงรสกับผักบางตัวที่อยากจะชี้ชวนให้เล็งมุมเพิ่มในการเลือก จะได้แลกเปลี่ยนกับเมนูอาหารชนิดอื่นๆแบบมีทางเลือกได้มากขึ้น อีกทั้งเพื่อเตือนให้ยั้งมือเวลาจะหยิบตักใส่ปากหรือเลือกเปลี่ยนชนิดให้แลกกันได้ลงตัวเหมาะกับตนค่ะ

การยั้งมือในที่นี้มีความหมายอยู่ที่ "ลดตักมาใส่ปากให้น้อยลง มิใช่ยุติการตักมากิน" นะคะ

ลองมาแยกที่เครื่องปรุงรสกันก่อนว่ามีอะไรลบๆที่พึงระวังบ้างไหม เป็นลบในแง่ของโรคสำคัญที่พบบ่อยๆเกี่ยวข้องอยู่ก็แล้วกัน : 

เปรี้ยว (มะนาว   น้ำมะขามเปียก) : แหล่งให้รสเปรี้ยว 2 แหล่งนี้โอค่ะ...สำหรับคนเป็นเบาหวานที่ไม่มีปัญหาของไต ตา 

แต่ถ้ามีปัญหาของไตเสื่อม ตาเสื่อม งดมะขามเปียก หาน้ำผลไม้สดรสเปรี้ยวอย่างอื่นมาใช้แทนซะดีๆ

เค็ม (ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ เกลือ 1-2 ช้อนโต๊ะ) : แหล่งให้รสเค็มนี้ ถ้า้ปรับแยกไว้ให้เติมแบบน้ำจิ้มแทนการใส่คลุกลงไปจะเอื้อโอกาสแห่งความปลอดภัยต่อสุขภาพมากขึ้น มีใครที่ติดรสชาดเค็มจัดก็จะได้คอยดูแลกัน ใครที่ดูแลตัวเองได้เวลากินก็จะปลอดภัยมากขึ้น

ถ้าคลุกปนลงไปในยำทั้งหมดตามปริมาณนี้  เกลือเกินมากกว่าที่กำหนดให้มากมายหลายเท่าเลยเชียว

หวาน (น้ำตาล 1-2 ช้อนชา) :  ถ้าทำได้แบบเดียวกับเครื่องปรุงรสเค็ม  ก็เหมาะสำหรับการดูแลคนเป็นเบาหวานและว่าที่เบาหวาน ตรงที่ไม่เผลอไปทำให้เกิดน้ำตาลในเลือดเกินให้เสียใจที่ไปเบียดเบียนกันโดยไม่ได้เจตนา ถึงแม้ว่าปริมาณที่กำหนดไว้นี้ไม่ได้มากไปกว่าที่ควรแล้วก็ตาม

มัน (ถั่วลิสงคั่ว 1-2 ช้อนโต๊ะ) : แยกออกจะดีเช่นเดียวกันตรงที่เอื้อโอกาสให้คนเบาหวานที่มีตา ไตแล้ว คนอ้วน ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/311</link>
			</item>
	<item>
		<title>อีกมุมของผััก-ผลไม้ที่คนเป็นโรคไต-หัวใจ-ความดันโลหิตสูงควรรู้จักไว้</title>
		<description>เมื่อพูดถึงเรื่องของเกลือ 2 ตัว ก็ได้เล่าแหล่งที่มีโซเดียมให้ได้รู้กันแล้ว  เพื่อให้สามารถเลือกผัก ผลไม้ กินให้ปลอดภัยมากขึ้น เพื่อใช้คุณค่าของ "พืช" ให้เหมาะกับการสร้างพลัง  บันทึกนี้จึงนำเรื่องของพืชที่มีโปตัสเซียมในตัวสูงมาเล่าสู่กันฟัง  ตามมาอ่านกันได้เลยค่ะเพื่อจะได้เลือกไปใช้ในสูตรอาหารต่างๆได้เหมาะสมกับสุขภาพของตน

ผักที่มีโปแตสเซียมต่ำถึงปานกลาง (100-250 มิลลิกรัม) ใน 100 กรัม :
แตงกวา   แตงร้าน
มะระ  มะเขือ มะเขือเทศ
ฟักเขียว บวบ น้ำเต้า
หัวผักกาดขาว   หอมใหญ่  แห้ว   กระหล่ำปลีดิบ
หน่อไม้ไผ่ตง  ถั่วงอก
พริกหวาน  ถั่วฝักยาว  ถั่วแขก
ผักกาดขาวปลี ผักกาดกรอบ
ผลไม้ที่มีโปแตสเซียมต่ำ (100-200 มิลลิกรัม) :
แอบเปิ้ล องุ่น เชอรี่ ลูกพลัม สตรอเบอรี่  น้ำองุ่น น้ำแอบเปิ้ล
สับปะรด แตงโม  เงาะ  มังคุด
ลองกอง พุทรา ชมพู่
ผักที่มีโปแตสเซียมสูง (250-450 มิลลิกรัม) :
เห็ด
หน่อไม้ฝรั่ง
บลอคโคลี่  ดอกกะหล่ำ  แขนงกะหล่ำ  ใบผักคะน้า
มันเทศ ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/204</link>
			</item>
	<item>
		<title>รวบยอดไว้หน่อย&#8230;.กินยังไงให้ห่างไกลเก๊าท์</title>
		<description>เล่าเรื่องของความเค็มมาก็หลายบันทึก มานั่งนึกเริ่มเรื่องอย่างไรจึงเล่าลึกไปถึงเรื่องเค็มได้ อ้อ พัวพันมาจากทำยังไงจะลดกรดยูริกที่สูงในเลือดลงได้แล้วโยงสู่เรื่องราวเฉพาะตัวของพ่อครูบานี่เอง

ขอชวนย้อนไปเยี่ยมๆมองๆ ๑๒ เซียนกันอีกครั้ง  อ้าวจำไม่ได้ซะแล้วหรือค่ะว่าเคยรู้จัก ๑๒ เซียน กันแล้ว ลืมแล้วไม่เป็นไรกลับไปเยี่ยมทบทวนความจำของท่านใหม่ได้  วันนี้จะชวนท่านไปทำความรู้จักกับพวกเขากันอีกครั้งเพื่อให้จำเขาได้ค่ะ 
รู้จักเขาแล้วท่านก็ควรที่จะจำพวกเขาได้ จำได้แล้วก็ขอชวนให้ท่านนึกถึงเหตุการณ์ว่าำพวกเขาเข้ามาสัมพันธ์กับตัวท่านได้อย่างไรเพื่อความเข้าใจที่ท่านจะลงมือจัดการความสัมพันธ์ระหว่างกันให้เกิดความลงตัวไงละคะ  ลงตัวแล้วสุขภาพดีๆที่ท่านต้องการก็จะมาหาได้ในเร็วพลันค่ะ
มีเรื่องยากของคนที่ใช้ชีวิตแบบสังคมเมืองในเรื่องของอาหาร หลายๆครั้งผู้คนก็เลี่ยงอาหารที่สร้างปัญหาให้ตัวเองซึ่งสังคมจัดให้ไม่ได้ แต่ละคนจึงพึงมีหลักในการจัดการความสัมพันธ์กับ ๑๒ เซียนให้มั่นเพื่อสุขภาพของตัวเองอย่างเข้าใจ 

ด้วยเป็นคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตแบบสังคมเมืองเรื่องอาหาร เวลาทำงานทำให้ไม่มีเวลาในเรื่องของการเตรียมอาหารด้วยตนเองได้บ่อยครั้งนัก บันทึกนี้ฉันจึงได้ลองใช้เคล็ดลับดูแลสุขภาพตนให้ไม่หม่นหมองศรีดูทีรึ เริ่มต้นจากธงโภชนาการที่มีเรื่องดีๆ ผสมผสานความรู้ที่ฉันมีประยุกต์สู่การนำไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างง่ายๆ  ลองแล้วพบว่าพฤติกรรมการกินที่ใช้หลักธงโภชนาการนั้นป้องกันการเพิ่มขึ้นของกรดยูริกในเลือดได้แต่ยังไม่สามารถป้องกันได้หมด ต้องจัดการปรับเรื่องการดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอพร้อมไปด้วยกับการงดเติมอาหารที่ให้กรดยูริกสูงได้เข้าไปในร่างกายจึงสามารถป้องกันได้มากที่สุด พบเคล็ดแล้วจึงได้นำมาบอกเล่าสู่กันฟังยังไงละคะ


ถือโอกาสสรุปเป็นเคล็ดลับไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันเพื่อลดอาการโรค ป้องกันโรคเก๊าท์ โรคไตที่เกิดจากกรดยูริกแบบตัดเสื้อฟรีไซส์ไว้ให้อ่านกันอีกครั้งนะคะ ไม่หวงกันหากว่าใครจะนำไปใช้กับตัวเองด้วย

หนึ่ง   แต่ละมื้อให้หนักพืชมากกว่าเนื้อสัตว์
สอง   ลดรสชาดจากน้ำตาล เกลือ ใส่ให้น้อยๆ (น้ำตาลไม่เกิน 4 ช้อนชาต่อวัน เกลือไม่เกิน 1 ช้อนชาต่อวัน หรือโซเดียมไม่เกิน 2 กรัมต่อวัน)
สาม   แต่ละวันให้บริโภคไขมันให้น้อยที่สุด น้อยกว่าแป้งและโปรตีนหลายๆเท่า
สี่       ดื่มน้ำให้เพียงพอ ( 30 เท่าของน้ำหนักตัว ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/293</link>
			</item>
	<item>
		<title>อยู่ห้องแอร์ ใช้พัดลม&#8230;กับเรื่องกินเค็ม</title>
		<description>ทุกๆวันที่ดำรงอยู่ได้ตามรู้และแปลกใจกับบางขณะของธรรมชาติในตัวเองที่ไม่เหมือนใคร  ไม่รู้ว่าท่านเคยลองตามรู้และเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นบ้างไหม  ถ้าไม่เคยก็ขอชวนให้ลองดูค่ะ 


มีเรื่องในบางเช้าที่ฉันรู้สึกตัวว่ามีเหงื่อรินไหลทั้งๆที่อากาศไม่ร้อน เคยเอะใจถามลูกน้องว่าร้อนไหม แล้วเอ๋อกับคำตอบที่พบว่าตัวเองแปลกกว่าใครในวันนั้นๆให้บ่อยไป

การเล่าเรื่องแก้มลิงใ้ห้ข้อสะกิดใจกับเรื่องเหงื่อแล้วก็เกิดคำถาม จึงมา้ใคร่ครวญและสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นเชื่อมโยงไปถึงเรื่องของอาหารที่ได้กินในช่วงไม่กี่วันนี้  พบว่าในบางเช้าที่ร้อนจนเหงื่อชุ่มเป็นเวลาที่ตามหลังมื้ออาหารที่ไปกินจากนอกบ้านของวันก่อนหน้าทุกทีไป 
นึกได้เรื่องของเหงื่อว่ามีความไม่ชอบในสังคมเข้ามาเกี่ยว ผันเปลี่ยนค่านิยมจนบัดเดี๋ยวนี้ใครปล่อยให้มีเหงื่อคนนั้นเชย
ไปทวนตำราที่เคยเรียนซะหน่อย ได้ความมาว่าเหงื่อที่ชุ่มตัวของนักกีฬาขับเกลือแกงได้มากถึง 5 กรัมต่อวันได้เลย เหงื่อยังแถมหน้าที่นำโปตัสเซียมที่สามารถทำให้หัวใจเต้นจังหวะช่าช่าช่าออกมาทิ้งได้ด้วยในจำนวนถึง 20 กรัมต่อวัน ความรู้นี้มีความหมายให้สนใจแล้วเอ๊ะ อืม ดูเหมือนจะลืมไปเลยว่าเหงื่อมันก็มีรสเค็มด้วยเหมือนกัน 

งั้นการปล่อยให้เหงื่อออกชุ่มๆในแต่ละวันแต่ละเวลา ก็เป็นกลไกของการลดเค็มที่ีธรรมชาติให้มา่ในตัวที่ดีเนอะ ไม่ต้องทำอะไรยุ่งยากแค่ปล่อยให้มันมีก็โอแล้วสำหรับความสบายๆภายในที่ได้แลกคืนมา

ชักน่าสนใจแล้วซิ  หันมาสังเกตคนสมัยนี้ เอ๊ะเวลามีเหงื่อจะร้องหา พัดลม-แอร์มีไหมอยู่ร่ำไป หรือไม่ก็บ่น ร้อนๆๆๆๆๆ บ่นแล้วก็พาตัวออกไปเที่ยวห้างเดินห้างให้เย็น เหงื่อแห้งแล้วแทนที่จะกลับบ้านก็เฉไฉร่ำไรหาความสบายต่อ  คนเดี๋ยวนี้เลยไม่มีเหงื่อเพราะคุ้นชินกับการไม่ยอมให้เหงื่อมาเป็นเพื่อนเอาซะเลยนี่ี 

เมื่อไม่ยอมให้มีเหงื่อ กลไกธรรมชาติในตัวก็บิดเบี้ยวไป กลายเป็นดองเค็มเนื้อในร่างกายแบบดองปลาเค็มไปเลยนะนี่  นึกภาพออกแล้ว เข้าใจแล้วๆ  อือ การปรับพฤติกรรมตามสมัยทำให้เกิดพิษภัยหลายอย่างเลยเชียว ไม่น่าเชื่อเลย


รักสบายแล้วป่วยกายและจะตามมาด้วยป่วยใจได้นี่สมควรใคร่ครวญใหม่ซะแล้วนะท่านนะ  ฉันดีใจกับตัวเองที่ไม่พัฒนาตามสมัย ไม่มีแอร์ ไม่มีพัดลมก็สามารถดำรงตนอยู่ได้สบายๆ ไม่รู้ตัวเลยว่าโชคดีที่ความเชยได้ช่วยเอาไว้มากมาย

บ่อยครั้งเมื่อนั่งทำงานในบ้าน บางวันทำงานสบายแบบเบิร์ดๆ บางวันก็ระ่เบิดกับยุงกวน  อย่างนี้แปลได้ว่า่ยุงที่มากวนนั้นเป็นเพราะกลิ่นตัวก็เป็นได้เนอะ 
ตำราเขาบอกว่ากินหวาน กินมัน เค็ม ทำให้ความร้อนในร่างกายเพิ่มขึ้นมาแน่นอนๆ  อากาศที่ปล่อยออกมาหลังจากมีการเผาผลาญและใช้งานก็ให้คาร์บอนไดออกไซด์  ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/317</link>
			</item>
</channel>
</rss>
