ส่งการบ้านครูบา…เจ้าเป็นไผ
อ่าน: 1194อิอิ….:-D
เล่าเรื่องตัวเองเป็นเรื่องทั้งง่ายและทั้งยากค่ะ
ง่ายๆ ก็เรื่องเรา…โม้มั่งใครก็ไม่รู้…555
ยากๆ ก็เรื่องเรา…เปิดออกไปแล้วรู้ทั้งจักรวาล..เผื่อมีมนุษย์ดาวอังคารสนใจเก็บไปเป็นกลุ่มตัวอย่างทำการศึกษาละก้อ มิแย่หรือ…
แต่ก็ตัดใจ…ถ้ามนุษย์ต่างดาวมาจริง จะขอต่อรองว่า ขอเข้าเน็ทเปิด ลานปัญญา วันละครั้งก็แล้วกัน…อิอิ
ชีวิตวัยเด็ก
วัยเด็กที่รื่นรมย์ ที่ผู้ใหญ่เล่าให้ฟังคือ ตัวอ้วนๆ และก็อารมณ์ดีด้วย(มั้ง) เลยมีคนชอบมาเล่นด้วย ส่วนมากจะมาจับเดินบนหลังตู้…มาหลอกว่าฝึกเดินบนเวทีประกวดนางสาวไทย….รู้เขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอกตั้งแต่เด็กเลย…อิอิ
ที่บ้านจะเป็นครอบครัวใหญ่ รับดูแลญาติๆ ที่เดินทางมาเรียนในเชียงใหม่ รวมไปถึงดูแลญาติที่ปิดเทอมและพ่อแม่ต้องทำงานด้วย 
- ที่สนุกคือได้ไปเที่ยวกับใครเขาทุกทีเวลาญาติๆ มากัน ส่วนมากก็วัดพระธาตุดอยสุเทพฯ …อืม..มีแววเข้าวัดเข้าวาตั้งแต่เล็กแต่น้อย
วีระกรรมในวัยเด็กไม่ค่อยมีอะไร นอกจาก ไม่ชอบไปโรงเรียน ชอบอยู่ฟังละครวิทยุกับพี่เลี้ยงมากกว่า…555 …เรื่องไม่ชอบไปโรงเรียนนี่เป็นมาตลอดจนทุกวันนี้ยังไม่อยากไปเลย…แต่ดูดู๋กลับมาทำอาชีพครู…อิอิ
วัยเด็กในครอบครัวที่ลูกมาก ญาติมาพึ่งเยอะ เลยไม่ค่อยได้ซื้ออะไร อยากกินอะไรต้องทำเอง อย่างก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน ขนมต่างๆ ….แม้แต่ซาลาเปายังเคยหัดทำกินกันเองเลย.แป้งทั้งแข็งทั้งไม่ฟู……5555 แต่ก็กินหมดทุกที…^^ นิสัยนี้ก็ติดมาจนโตคือกับข้าวจะอร่อยไม่อร่อยก็จะกินให้หมด..เพราะนึกถึงหยาดเหงื่อและแรงงานของคนที่ทำนั่นแหล่ะ
หน้าที่ประจำคือต้องช่วยขายของหน้าร้านที่ถือว่าเป็นงานส่วนรวมไม่มีค่าจ้าง. บางทีมีงานพิเศษก็จะได้เงิน งานที่ทำมีหลายอย่าง ก็ตามกำลังเด็กๆ อย่างเช่น ไปทุบตาปูที่งอให้ตรง ก็สมัยนั้นตาปูหายาก เวลาช่างตีแล้วงอก็ต้องเอามาทุบๆ ให้ตรงไว้ใช้ใหม่ หรือบางทีเขางัดจากไม้เก่าก็ต้องเก็บไว้ใช้ได้อีก บางทีก็ติดถุงกระดาษนับร้อยบ้าง บางทีก็ไปรับมะม่วงไปขายในตลาดบ้าง ..ตรงนี้ทำให้ตระหนักว่า ความรับผิดชอบจะเริ่มได้ตั้งแต่วัยเด็กและเริ่มที่บ้าน
ความประหยัดก็เป็นอีกสิ่งที่สามารถเริ่มได้ตั้งแต่กิจกรรมเล็กๆน้อยๆ ในวัยเด็ก และความจนของครอบครัวก็ทำให้ต้องใช้ชีวิตอย่างพอเพียง….อย่างเช่นการใช้สมุดเรียนเล่มเก่าให้หมดเล่ม จำได้ว่าพอขึ้นชั้นปีใหม่ อาปาจะค่อยๆ แกะสมุดเอาหน้าที่ว่างๆมาเย็บรวมกันใส่ปกให้ใหม่ แต่เพราะระเบียบโรงเรียนต้องซื้อสมุดที่มีตราโรงเรียนเท่านั้น…รู้สึกว่าอาปาจะใช้วิธีให้ซื้อสมุดโรงเรียนมาชุดหนึ่งแล้วก็แกะปกมันมาใส่ใหม่ด้วยวิธีการเดิมจนเรียนจบ…555
ความจริงมาย้อนคิดแล้วก็ว่าเรื่องความฟุ่มเฟือยนี่เด็กๆจะได้รับจากโรงเรียนมากกว่าจากบ้าน เพราะเมื่อโรงเรียนบังคับใช้สมุดมีตราโรงเรียน เด็กๆก็จะใช้สมุดไม่หมดเล่ม ใช้ทิ้งๆขว้างๆ เป็นการสร้างอุปนิสัยฟุ่มเฟือยแอบแฝงที่อาจจะนึกไม่ถึง การจะมุ่งให้คนใช้ชีวิตอย่างพอเพียงก็ควรปลูกฝังตั้งแต่เด็กและร่วมมือกันทุกภาคส่วนถึงจะมีความเป็นไปได้
วัยรุ่น
ย้ายเข้าไปเรียนในเมืองแล้ว และเริ่มเรียนรู้วัฒนธรรมของเด็กนักเรียนในเมือง ส่วนใหญ่จะเรียนเก่ง เรียบร้อย พ่อแม่ฐานะดีและเรียนพิเศษ
การเรียนพิเศษนี่ดูเป็นเรื่องแปลกของเด็กบ้านนอกสมัยนั้น ก็เด็กบ้านนอกแค่ได้เรียนในโรงเรียนก็ดีมากแล้ว แต่เรื่องเรียนพิเศษก็มาเกี่ยวกับการเรียนในห้อง..ที่จะเล่าทีหลัง…
มีเรื่องที่จำได้คือ..จำได้ว่าในห้องเรียนจะมีเด็กบ้านนอก 3 คน ที่ห่อข้าวไปกินกลางวัน และนั่งกินเงียบๆในห้องเรียนที่ทั้งสามคนก็คิดว่าเป็นเรื่องปกติ ความจริงคือเป็นที่เดือดร้อนของครู เพราะว่าโรงเรียนจะให้กินข้าวเดือนซื้อคูปองของโรงเรียน สุดท้ายก็เลยซื้อข้าวคูปอง
ช่วงวัยรุ่นนี่ค่อนข้างจะเพลินสนุก แต่ก็ยังรับผิดชอบทำงานบ้าน วัยรุ่นนี่มีความเป็นตัวของตัวเองและไม่ชอบการบังคับ อย่างจำได้ว่าโรงเรียนต้องฟ้อนถวายการต้อนรับราชอาคันตุกะ แต่ตัวเองจะกลับบ้านค่ำไม่ได้ก็เลยไม่อาสา ครูก็คาดโทษว่าจะตัดคะแนน ก็ยังยอม และเป็นคนเดียวของนักเรียนทั้งชั้นที่มี 500 คน ที่ไม่ได้ฟ้อนและถูกตัดคะแนนไปเกือบครึ่ง เทอมนั้นลำดับที่ตกลงไปเป็นที่ 27 แต่พอหมดคะแนนช่วยแบบนั้น ท้ายที่สุดก็จบมาเป็นที่หนึ่งของโรงเรียน ..อิอิ…
ที่จริงเรียนก็มีกิจกรรมเหมือนกัน เป็นกิจกรรมบังเอิญมากกว่า อย่างเช่นตอนอยู่ มัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้พูดประกวดคำขวัญวันเด็ก คุณครูก็เอาคำขวัญมาให้นักเรียนส่งเรื่องเข้าประกวด แล้วก็คัดจากเรื่องที่ประกวดได้หนึ่งกับสอง คุณครูให้พูดใส่ไมโครโฟนแล้วบอกว่าเสียงมีจังหวะดี ส่งเข้าประกวดเลย…อิอิ เขียนเรื่องเองพูดเอง ครูดูเนื้อหานิดหน่อยแต่ไม่ปรับอะไร คงคิดว่าให้เป็นความสามารถของนักเรียนล้วนๆ…(มั้ง) พี่สาวที่กำลังเรียนฝึกหัดครูก็สอนว่า เวลาพูดหน้าเวที ให้กวาดตามองไปรอบๆ ห้ามก้มหน้าและห้ามตะโกนใส่ไมโครโฟน…แล้วคุณครูก็พานักเรียนสองคนไปประกวด จำได้ว่าไปประกวดที่พุทธสถานมีนักเรียนจากทุกโรงเรียนมา พอถึงเวลาพูดก็พูดไปเรื่อยๆ ตามองไปเห็นท้ายห้องครูจากอีกโรงเรียนโบกไม้โบกมือเหมือนให้สัญญานหยุดพูดหรือว่าให้มองก็ไม่แน่ใจ ก็เกือบสะดุดแต่ก็ไม่ได้หยุดพูด จนจบแล้วหาครูคนนั้นไม่เจออยากกราบเรียนถามว่าตอนนั้นท่านทำอะไร จนเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่รู้ว่าท่านทำมือแปลว่าอะไร …ไปประกวดคราวนั้นได้รางวัลที่หนึ่งมาเป็นเกียรติกับโรงเรียนด้วยแหล่ะ ..555
มานึกย้อนแล้ว ดูเหมือนว่าจะเรียนไม่ค่อยจบหลักสูตรของชั้นเรียน ภาษาอังกฤษครูก็สอนแต่ present tense ไม่ต้องพูดถึง tense อื่นๆ อย่าง perfect tense ไม่รู้จัก ทุกวันนี้เลยได้ใช้ชีวิตแบบ present tense ไม่ค่อยมี if cause แถมถ้าใครพูดด้วยประโยคยากๆ จะบอกเขาว่ากรุณาช่วยพูดง่ายๆแบบ present tense ด้วยนะคะ…และตัวเองก็จะพูดเรื่องยากๆกับใครไม่เป็นด้วย…อิอิ
ระหว่างที่เรียนก็มีหลายวิชาที่เรียนอย่างสนุกมากๆ เช่นวิชาประวัติศาสตร์ต่างประเทศ ครูที่สอนโยงเรื่องหนังสงครามมากับประวัติศาสตร์และวาดแผนที่ภูมิศาสตร์บนกระดานไป เล่าเรื่องไป เรียนสนุกทุกชั่วโมง
อีกวิชาคือคณิตศาสตร์ ครูจะกวดขันให้ใช้หนังสือเรียนภาษาอังกฤษ และครูจะตรวจการบ้านทุกเช้า ใครไม่ทำก็ถูกเคาะหัวหนึ่งที และเรียกว่า “ไอ้ขี้หมา” แต่ทุกคนก็รักครู
วิชาไหนที่เรียนสนุก ก็มีผลต่อเนื่องมาทำให้เป็นคนสนใจเรื่องของประวัติศาสตร์ ส่วนวิชาคณิตศาสตร์ช่วยให้มองโลกอย่างมีเหตุผลและก็มองสิ่งต่างๆตามที่มันเป็นด้วยฐานของหลักที่มันเป็นอยู่
ครูจำนวนหนึ่งจะมีสอนพิเศษที่บ้านวันเสาร์และอาทิตย์ ใครที่กลัวจะสอบเอนทรานซ์ไม่ได้คณะดีๆ ก็จะไปเรียนพิเศษที่บ้านครูกัน แต่ตัวเองไม่ได้ไปเพราะว่าข้อจำกัดเรื่องค่าใช้จ่ายและเวลา เลยแก้ปัญหาโดยการทำแบบฝึกหัดให้มากขึ้น และเรียนรู้ว่าการฝึกตั้งคำถามและขยันทำแบบฝึกหัดจะช่วยให้เข้าใจบทเรียนได้มากขึ้น
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เรียนปริญญาตรี ที่ มอชอ เรียนแบบตั้งใจ รู้สึกเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ภาคภูมิใจในการแต่งชุดนักศึกษามาก ก็จะแต่งตัวถูกระเบียบเสมอ และรู้สึกระมัดระวังการจะทำให้เสียเกียรติมหาวิทยาลัย..ส่วนหนึ่งเพราะว่าคนทั่วไปในยุคนั้นก็จะเชื่อถือและ”ฟัง”กับความคิดของ “ปัญญาชน” สังเกตจากการออกค่ายเวลาที่รุ่นพี่ให้ข้อเสนอแนะในเรื่องต่างๆ จะได้รับการต้อนรับดีมาก อาจารย์ก็จะสอนการวางตัวให้เหมาะสมกับการเป็น “ลูกช้าง” และเวลาไปที่ไหนที่เขาที่รู้ว่าเป็น “ลูกช้าง” ก็จะได้รับการดูแลดี

เรียน มช. จะสนุกสนานกับเพื่อนๆ ทั้งในคณะเดียวกันและต่างคณะ เพราะ มอชอ จะเรียนแบบ interdisciplinary คือเรียนรวมกันหลายคณะ ทำให้ได้รู้จักเพื่อนมากขึ้น เพื่อนมัธยมที่เข้ามาเรียนและได้เจอกันบ่อยๆ ก็มี กิจกรรมการเมืองก็มาก ทุกเย็นที่สนามวอลเล่ยบอลคือที่รวมพลนั่งฟังพี่ๆ ไฮปาร์ค เวลาพี่จาตุรนต์ ฉายแสงขึ้นเวทีจะตั้งใจไปเป็นพิเศษ เพราะพี่หล่อมากๆ …ฮ่าๆ
สิ่งที่ลูกช้างยุคนั้นจะคุ้นเคยคือการลงทะเบียนที่นักศึกษาจะต้องจัดตารางเรียนเองและต้องลุ้นลงทะเบียนตามรหัส ใครวางแผนตารางเรียนไม่ดี คาบเรียนอาจจะอยู่ต่างคณะต้องกระหืดกระหอบไปเรียนให้ทัน หรือวันสอบอาจจะตรงกัน เวลาตรงกัน ต้อง drop/add กันวุ่นวาย วิธีให้จัดการตารางเรียนเองนี้คิดว่าดีเหมือนกันค่ะ ทำให้ทุกคนต้องหัดวางแผนตารางชีวิตกันเองและสร้างน้ำใจเอื้อเฟื้อช่วยเพื่อนเพราะบางทีก็ต้องรวมกันไปลงทะเบียนช่วยเพื่อน คือเพื่อนที่ติด F แก้เกรด summer ถ้าคนลงทะเบียนไม่พอวิชาไม่เปิดสอน…วิธีช่วยคือไปลงทะเบียนเรียนจนเกือบหมดระยะ drop ก็ไป drop ปล่อยให้เพื่อนได้เรียน
เรียนด้วยและชอบอ่านนิยายด้วย ทำให้รู้จักห้องสมุดคณะต่างๆ โดยเฉพาะของห้องสมุดภาควิชาธรณีฯ คณะวิทยาศาสตร์นี่ไปประจำ ไปยืมนิยายกำลังภายใน จนใครๆคิดว่าอยู่คณะนั้นไปซะ
เรียนไปหนึ่งภาคการศึกษาก็เจอยุคห้ามชุมนุมเกิน 5 คน และห้ามชุมนุมการเมือง เอาล่ะซิ พลังของวัยมันเยอะจะทำไงดี…งั้นก็ทำกิจกรรมละกัน ก็เลยเล่นดนตรีกัน พี่หัวหน้าวงเก่งมาก ใครมีเพื่อนคณะอื่นให้เอาเพื่อนมาช่วยร้องเพลงด้วย โธ่! ก็เล่นเพลงสุนทราภรณ์ อย่างจูบเย้ยจันทร์งี้ มีนักศึกษาพยาบาลชายแค่ไม่กี่คนไม่พอร้องเพลง พอได้เพื่อนผู้ชายคณะอื่นมาช่วยร้อง วงนี้เลยดังเลย มีได้ไปเล่นในงาน good bye senior ของคณะอื่นด้วย… อาจารย์ก็เริ่มเห็นว่ากิจกรรมนี้ดี ก็เลยสนับสนุนเครื่องดนตรี แล้วไม่ต้องตะลอนๆ ไปรอขอซ้อมเพลงต่อจากพี่แพทย์ของวงแพทย์ฯ ….ถือได้ว่าพวกเราก็ใช้โอกาสให้เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและส่วนรวมด้วย…อิอิ
ระหว่างที่เรียน ถ้าเป็นวันหยุดก็จะกลับบ้านไปช่วยขายของเช่นเดิม text book จะกางบนโต๊ะบัญชี ว่างจากลูกค้าก็อ่านและจดย่อสั้นๆสาระสำคัญไว้อ่านตอนใกล้สอบ การอ่านหนังสือก็จะเป็นแบบนี้ คืออ่านแล้วจดย่อ เก็บย่อไว้อ่านก่อนสอบ และติดนิสัยเขียนผังความรู้โดยใช้การ key word …แผงความรู้นี้ต่อมานิยมกันมากจนปัจจุบันเรียกว่า concept mapping .และมีการสอนให้ทำกันเป็นเรื่องเป็นราว…..แต่ตอนนั้นไม่ทราบหรอกค่ะ…ตอนนั้นก็คิดวิธีเองเพราะการต้องหาทางช่วยตัวเองนั่นแหล่ะ
เรียนไปทำงานช่วยหาเงินไป ตอนนั้นเคยคิดน้อยใจชะตาเหมือนกันว่าถ้ามีโอกาสและเวลามาก อาจจะเรียนได้คะแนนดีกว่านี้และได้ทำกิจกรรมอื่นมากกว่านี้ แต่ปัจจุบันมาย้อนคิดดูก็ว่าการที่ต้องทำงานด้วยเรียนด้วยแล้วสามารถเรียนจนจบได้ขนาดนี้ก็ยังนับว่าโชคดีแล้ว
วัยทำงาน
เริ่มทำงานเป็นพยาบาลห้องคลอด สนุกสนาน อยู่เวรเช้า บ่าย ดึก ติดๆ กัน เป็นรุ่นน้องก็ต้องอยู่เวรมาก รุ่นนั้นเข้าไปในห้องคลอด 9 คน พอไปก็เหมือนปฏิวัติหมู่ เพราะว่ามีหลายเรื่องทีได้ไปเริ่มทำกันแต่ตอนหลังก็กระจัดกระจายกันไป
ช่วงทำงานในห้องคลอดเป็นการศึกษาที่ยิ่งใหญ่มากๆ ได้โอกาสเรียนเทคนิคดีๆ จากรุ่นพี่ ได้หัดจัดการกับความฉุกเฉิน การช่วยกันเวลายุ่งคนไข้มาก การรับผิดชอบกับข้อผิดพลาด การมีน้ำใจนักกีฬาให้อภัยกัน ฯลฯ เป็นช่วงชีวิตที่ไม่ลืมและคิดเสมอว่าได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นเพราะการได้ทำงานอย่างจริงจังกับรุ่นพี่ที่ “มือเจ๋งๆ” ทั้งนั้น ตอนนี้พี่ๆเหล่านั้นก็ขึ้นดำรงตำแหน่งใหญ่โตในหน้าที่การงาน เวลาเจอกันก็ยังรู้สึกคุ้ยเคยกันเป็นอย่างดี
พอเวรหยุดก็เที่ยวไปตามป่าเขาลำเนาไพร เดินทุ่งบัวตองตั้งแต่ยังเป็นดินลูกรัง ไปอ่างขางตั้งแต่ยังไม่มีถนนต้องปีนดอยไปกันเอง แต่ถึงจะเที่ยวมาก อยู่เวรมาก พอวันว่างก็ยังกลับไปขายของช่วยที่บ้านเหมือนเดิม และเหมือนเดิมมาจนทุกวันนี้
ชีวิตอาจารย์พยาบาล
ทำงานไป 5 ปีรู้สึกว่าต้องการเปลี่ยนงานเพราะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในหน่วยงาน จากการที่เคยช่วยกันได้ก็ถูกกฎระเบียบใหม่ห้ามช่วยงานกัน ก่อนหน้านั้นบางทีไม่อยู่เวรแต่รู้ว่าเวรยุ่งก็ขึ้นไปช่วยกัน หรือเวลาใครป่วยจะพยายามหาคนที่ว่างไปทำงานแทนเพราะรู้ว่าเพื่อนร่วมเวรจะทำงานหนัก แต่กฎระเบียบใหม่ห้ามทำบอกว่าผิดระเบียบราชการก็ทำให้ไม่สบายใจ จนกระทั่งมีเหตุ….และด้วยทีมสปิริต เพื่อนๆ ที่เข้าไปทำงานพร้อมๆกันก็ตกลงใจย้ายงาน บางคนไปเรียนต่อ ตัวเองก็ไปสมัครเข้าไปเป็นอาจารย์ เรียกว่าออกจากห้องคลอดหมดทั้งกลุ่ม 9 คน….ทำงานเป็นอาจารย์ได้ 2 ปีก็ลาไปเรียนต่อปริญญาโทด้วยทุนส่วนตัว…หลังจากเรียนจบปริญญาโทกลับมาเป็นอาจารย์อีก
ชีวิตช่วงปี 2533 -2539 กลายเป็นชีวิตมหัศจรรย์ คือทำงานกลางวันเต็มวันแล้วอยู่เวรคุมคลอดต่ออีกทั้งคืน ไม่ได้หลับไม่ได้นอนติดๆกันตลอดปี และต้องทำงานทุกอย่างเพราะเป็นช่วงคณะขยายงานมาก แต่ถึงจะงานเยอะก็ยังอุตส่าห์เรียนว่ายน้ำ และตีขิม(แน๊ะ) เรียนแบบครูพักลักจำ ซ้อมเองบ้าง อ่านโน๊ตยังไม่ค่อยเป็น เขาก็ให้ไปเล่นในงานเกษียณ เล่นไปไม่กล้าเงยหน้ากลัวตีพลาด ตอนเล่นห้องประชุมเงียบกริบ …สงสัยคนฟังลุ้นระทึก…5555

ทำงานไปก็เรียนรู้ไปว่าชีวิตราชการในระบบการเมืองของมหาวิทยาลัย มีหลากหลายวิธีการที่จะทำให้ไม่สามารถรักษาคนทำงานที่ตั้งใจดีไว้ได้ การจะได้รับการสนับสนุนแค่ไหนมันขึ้นกับจังหวะและเหตุผลของผู้ที่จะเซ็นอนุมัติ ซึ่งหลายๆครั้งก็เป็นการบั่นทอนทั้งขวัญและกำลังใจคนที่ตั้งใจทำงานเหมือนกัน
เรียนปริญญาเอก
หลักสูตรที่เรียนเป็นหลักสูตรร่วมกับต่างประเทศต้องไปอยู่ต่างประเทศ 1 ปี ตอนแรกเลือกไปเรียนที่สหรัฐฯ เพราะมีอาจารย์ที่ทำวิจัยเรื่องที่สนใจโดยตรง ได้ติดต่อไว้เรียบร้อยแต่ไม่ได้รับอนุมัติไป แต่ให้เปลี่ยนไปแคนาดาในเวลาจำกัดจะด้วยเหตุผลใดก็ไม่ทราบแน่ชัด ก็ต้องเตรียมตัวสองรอบ ตรวจร่างกายสองครั้ง และไปโดยไม่รู้จักใครที่นั่นเลย..และรู้สึกได้ด้วยตัวเองว่าถูกส่งไปเป็นคนบุกเบิกเพราะว่าหลักสูตรแบบนี้ตัวเองเป็นคนแรกที่เรียนที่คณะนั้น หลายๆเรื่องก็อธิบายเพราะอาจารย์ชาวแคนาดาหลายท่านก็ไม่ทราบเรื่องหลักสูตรนี้ รวมทั้งวิธีการเรียนการสอนการประสานงานกับอาจารย์ชาวไทย ฯลฯ
สามเดือนแรกที่ไปค่อนข้างลำบาก เพราะความไม่เข้าใจของอาจารย์ที่แคนาดาถึงลักษณะหลักสูตร รวมทั้งความแตกต่างของวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตก …..ก็ต้องใช้หลักการต่อรอง ชี้แจง เรียกว่าหาช่องทางอธิบายหลายอย่าง ซึ่งนับถือความเอาใจใส่ฟังของอาจารย์และเจ้าหน้าที่ๆเกี่ยวข้องมาก จนสุดท้ายก็รู้สึกว่าโชคดีมากๆ ที่ได้ไปเรียนที่แคนาดา ได้อาจารย์ดี ได้เจ้าของบ้านเช่าที่ดีที่ดูแลเหมือนลูกแถมยังแนะนำให้รู้จักวัฒนธรรมที่ดีๆ ของประเทศนั้น และแนะนำเพื่อนบ้าน เชิญให้ร่วมกิจกรรมของชุมชนนั้นอย่างสม่ำเสมอ แถมได้เพื่อนดีจากประเทศต่างๆ ที่ไปเป็นนักศึกษาปริญญาเอกที่นั่น
เรื่องได้เพื่อนดีนี้ คิดว่าเป็นความโชคดีของตัวเอง เพราะในชีวิตสิ่งที่มีคุณค่ามากนอกเหนือจากการได้เกิดในครอบครัวที่มีสัมมาอาชีพแล้ว ก็คือการได้เพื่อนดีมาตลอดทุกช่วงชีวิตนี่แหล่ะค่ะ
เรียนปริญญาเอกในหลักสูตรร่วมฯ เป็นเรื่องยุ่งยากพอสมควร เพราะว่าทีมอาจารย์ที่ปรึกษาไม่เคยเจอกัน ไม่เคยทำงานด้วยกัน ก็ต้องประสานงานระหว่างอาจารย์สองประเทศ ตัวเองมีอาจารย์ที่ปรึกษาคนไทยสองคน คนแคนาดาสองคน การจะให้ร่วมทีมกันทำงานก็ต้องพยายามฝ่าฟันอุปสรรค….แต่ก็สามารถเรียนจนจบหลักสูตรและได้เรียนรู้ประสบการณ์มามาก
ระหว่างเรียนปริญญาเอกได้รับเลือกเป็นหัวหน้ารุ่น..หน้าที่หลักคือประสานงานระหว่างรุ่นกับอาจารย์และบริหารจัดการภายในรุ่น…หน้าที่ตรงนี้ทำให้เรียนรู้ว่า การทำหน้าที่คนกลางจะทำให้ผลออกมาดีหรือไม่ดีก็ได้..ทำให้มองเห็นว่าคนเก่งเมื่อมารวมตัวกัน ต่างก็มีความคิดของตัวเองจำเป็นต้องมีการพูดคุยกันให้มากขึ้น และถ้าได้ดึงศักยภาพที่ดีๆของแต่ละคนมาเป็นประโยชน์ก็จะทำให้เกิดพลังที่ดีมากมาย
บทเรียนชีวิต และการเรียนรู้
-
เรื่องทุกอย่างเรียนได้ และไม่ต้องรอเรียนในชั้นเรียนเท่านั้น
-
ชีวิตมีหลายด้าน อ่านนิยายเยอะๆ ก็ดีเหมือนกัน แล้วคิดซะว่าชีวิตเราก็เหมือนนิยายเล่มหนึ่ง บางทีก็เป็นนางเอก (อิอิ) บางทีก็เป็นผู้ร้าย บางทีก็เป็นตัวตลก ทุกอย่างมีมาแล้วก็ผ่านไป สุดท้ายก็แก่เป็นอุ้ย…555
-
คนเราเก่งได้ทุกคน ขอให้มีโอกาสและเรียนรู้จากโอกาส หากโอกาสไม่อำนวยก็ไม่เป็นไร ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
-
ทุกอย่างที่ทำถึงไม่มีประโยชน์วันนี้ก็อาจจะมีประโยชน์ในวันหน้า อย่างอมืองอเท้าและก่นกับความทุกข์ยากให้นานนัก
-
ทำงานราชการ ไม่ได้หมายถึงว่าจะพัฒนาตัวเองตามงบเงินราชการที่ได้รับเท่านั้น แต่ควรจะสามารถหาความรู้เพิ่มเติมเองได้
-
จะช่วยใครไม่ต้องประกาศ นอกจากเขาถามก็บอก ถ้าไม่ถามก็แล้วไปแล้วไม่ต้องติดใจไปทวงบุญคุณใคร
-
บางเรื่องคนอาจจะไม่เห็นแต่เทวดาเห็น ดังนั้นจะทำอะไรก็ระมัดระวังให้อยู่ในศิลธรรม ประคองใจตัวเองให้ได้
-
ไม่ต้องกลัวกับการลอง ลองดูก่อน การทำไม่ได้เมื่อได้ลองแล้วไม่ใช่เรื่องเสียหน้า แต่การไม่ลองทำเลยแล้วเอาแต่ตำหนิ น่าละอายมากกว่า
-
อยู่ที่ไหนก็ทำตัวให้เป็นปกติ พยายามอยู่กับ present tense เข้าไว้…อิอิ
-
และเวลาได้รับการบ้านมา อย่ากังวล การบ้านบางทีง่ายกว่าที่คิด…5555

15 ความคิดเห็น
น่ารักมากเลยค่ะพี่สร้อย เห็นภาพพี่สร้อยชัดเลย ชอบใจเคล็ดวิชามากมาย ถูกใจๆๆๆๆๆ เห็นด้วยหลายข้อเลยล่ะค่ะ อิอิอิ
ไม่บอกมนุษย์ต่างดาวแต่บอกพ่อกับพี่ตึ๋งได้มั้ยคะ คริคริ
มารู้จักน้องสร้อยครับ
เอ พยาบาลที่ชื่อ ใหญ่ กับน้อย จำชื่อจริงไม่ได้แล้ว เป็นรุ่นพี่หรือน้องกัน
เธอทั้งสองมาคลุกคลีกับกลุ่มพี่มากเลย ไม่พบหน้ากันหลายสิบปีแล้ว
เสี่ย อ๋อย(จาตุรนต์) เขาหล่อเหลามากนะครับ แถมพูดเก่งอีก นี่แหละเขาจึงได้รับเลือกเป็นนายก สมช.
เยี่ยมจริงๆน้องสร้อย
อยากให้ทุกๆคนเขียน แต่ก็เหมือนจะไปล่วงล้ำประชาธิปไตยของคนอื่น ไม่รู้ที่จะทำฉันใด ดังนั้นใครที่เขียน อันดับแรกเลยรู้สึกดีใจมากที่ได้อ่านสมใจ มีความสุขจนบอกไม่ถูก มันยิ่งกว่าตอนเด็กๆที่เราอยากได้อะไร แล้วได้จริงๆ มันก็ปลื้มสุขเลยใช่ไหมละครับ
ทุกท่านที่เขียนมาแล้ว บอกได้เลยว่าสุดยอด ในแต่ละลีลาของตนเอง การที่ได้อ่านการบ้านที่ว่านี้ เป็นช่วงหนึ่งของชีวิตที่เป็นสุขมาก
ขอบคุณอุ้ยจันตา แอบลุ้นว่าอ้ยจะเขียนเร็วไหมหนอ เพราะสิ่งที่รออ่านมันบอกไม่ถูก รู้แต่ว่าจะต้องดี และเจอดีแน่ๆ เพราะก่อนหน้านี้เวลาอุ้ยเขียนวรรคทองสั้นๆ จะโดนใจมาก อุ้ยสอดแทรกลูกฮาเล็กๆได้น่ารักมาก ประทับใจจริงๆขอบอก..
ทุกท่านที่เขียนมาแล้ว น่าจะเป็นกำลังใจให้ท่านที่ยังรีรอ ไม่ได้เร่งรัดอะไร ถ้าเบาใจ สบายใจ อยากจะเขียนถึงค่อยเขียนก็ได้ ผมนะรอได้อยู่แล้ว จะให้คอยกี่ปีก็จะรออ่าน ยิ่งให้รอนานก็ยิ่งเพิ่มความอยากมากขึ้นเท่านั้น มันเป็นอย่างนั้นเสียด้วยสิผม
คนรีรอเขียน กับคนรออ่าน ถ้าไม่โชคร้ายเกินไป น่าจะได้อ่านลีลาชีวิตของคนที่เรารู้จัก ทำให้รู้แจ้งมากขึ้น ยิ่งมากขึ้นเท่าใดก็นับถือมากขึ้นเท่านั้น เป็นคุณค่าที่ประมาณมิได้ แถมยังเป็นคุณค่าส่วนตัวเสียด้วยสิครับ ปลื้มใจนี่ไม่มีใครมาเก็บภาษี
จอมป่วนก็เขียนดีมาก ไม่รู้จะยอมให้เอาออกโฆษณาหริอเปล่า ผมมันคนใจสาธารณะ เห็นอะไรดีก็อยากจะหยิบยื่นให้คนอื่นได้อ่าน เผื่อเขาจะได้ดิบได้ดีตามตัวอย่างนักสู้ชีวิตเหล่านี้
ขอบคุณหลายเด้อที่ช่วยกันทำมาหากิน ..
นั่งใจจดใจจ่อรอรับการบ้าน
ขอขอบคุณท่านคอนฯ ที่กรุณารับเรื่องแล้วรีบเตือนให้อ่าน ขอบคุณมากที่อนุเคราะห์กับเรื่องนี้ เพราะได้อ่านเร็วขึ้นนาทีเดียว เราก็ดีใจเร็วขึ้น1นาที โอ๊ะโอ..มันเป็นอย่างนี้จริงๆเสียด้วยนะขอรับ
มาลงชื่ออ่านจ้า..อยู่นานไม่ได้..รู้สึกผิดกับความเห็นที่ 4..อิ.อิ
เรียนภาษา Klingon (จาก Star Trek) ได้ที่นี่ครับ เตรียมตัวไว้ จะได้คุยกันรู้เรื่อง
ตามมาดูคลิปลับ อ.สร้อย
สุดยอดครับ น่านับถือ
ชอบมากๆกับการอยู่แบบ present tense
เคยภูมิใจมาตลอดว่าเด็กๆเราน่ารัก แต่ตอนนี้ชิดซ้ายไปเลย ฮ่าๆๆๆๆๆ
ได้รู้จักและเรียนรู้มากขึ้นครับ อาจารย์ที่เคารพ อิอิ
สวัสดีค่ะ อ.สร้อย
ชอบมากเลยค่ะ….ถึงแม้ไม่เคยได้คุยกับอาจารย์
แต่วันนี้ได้รู้จักอาจารย์มากขี้น และปลื้มกับชีวิตตาม
แบบฉบัยของอาจารย์จังเลยค่ะ
ขอบคุณค่ะ
ไม่เห็นเล่าเลยว่า มีเทคติกอะรายยยยยยยยยยยยยยที่ไปเที่ยวรู้เรื่องที่สาว(โ)สดไม่ควรรู้ซ๊าเลย ไว้บ้างเลย
เขียนหน่อยซีอยากรู้
ตามที่วาดภาพไว้ ก็ไม่ผิดจากที่จินตนาการ อุ้ยจั๋นตา เป็นอะไรๆที่ผมเห็นดีไปหมด
นับถือครับ
อิอิ ตามมาอ่านอีกรอบ (จริง ๆ รอบที่เท่าไรก็ไม่รู้) อ่านกีทีก็ยิ้ม และหัวเราะคนเดียวทุกครั้ง น่าฮักหลาย ๆ
[...] อ.สร้อย คลิปลับอุ้ยจั๋นตา [...]
ขออนุญาตมาทำความรู้จักกับอุ้ยอีกคนนะคะ
เพราะยังไม่เคยมีโอกาสได้พูดคุย ได้ยินแต่พ่อครู ฯ และพี่ ๆ กล่าวถึงความน่ารัก วันนี้ได้สัมผัสแล้วค่ะ
ดีใจจัง
ขอบคุณค่ะ