ความน่าเชื่อถือได้ของข้อมูล

โดย อุ๊ยสร้อย เมื่อ กุมภาพันธ 15, 2011 เวลา 12:03 (เย็น) ในหมวดหมู่ การเรียนรู้ชีวิต #
อ่าน: 1647

อ่านข้อมูลเชิงสัมภาษณ์ของงานเขียนหลายฉบับแล้ว มักเกิดความสงสัยในวิธีและขั้นตอนของการได้รับข้อมูลเหล่านั้นและนำมาถ่ายทอดค่ะ

การเผยแพร่งานการศึกษาหรือแม้แต่การนำเสนอข้อมูลที่อยากแสดงถึงบทสนทนาระหว่างบุคคลนั้น
เป็นวิธีหนึ่งที่งานวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative inqury) จะทำ เพระมันคือข้อมูลที่สนับสนุนแนวคิดหรือการสังเคราะห์ของงานชิ้นนั้นๆ

เวลาอ่านงานแบบนั้น ตัวอุ้ยมักจะต้องอ่านวิธีการเก็บข้อมูลก่อนค่ะ เพื่อดูความน่าเชื่อถือว่า ไม่ได้เกิดจากการ make up ข้อมูลขึ้นเอง

ยิ่งบทสนทนายาวๆ ยกมาได้เป็นย่อหน้านี่…ยิ่งต้องตรวจสอบ

ในการสัมภาษณ์หรือบันทึกบทสนทนานั้น
นักวิจัยบางคนใช้วิธีการเก็บข้อมูลแบบโน๊ตย่อ แล้วรีบบันทึกทันทีที่มีเวลา
แต่ก็เป็นที่วิพากษ์ว่า การที่คนไปสนทนาแล้วจดด้วยฟังด้วย จะเป็นการแบ่งแยกสมาธิ ทำให้เป็นคู่สนทนาที่ไม่ดี เนื้อหาจะไม่ลื่นไหลไม่เป็นธรรมชาติ คนจะพูดด้วยก็เกร็งๆ ไม่รู้ว่าจดอะไรไปบ้าง และการแบ่งแยกความคิดความจำของนักวิจัย จะทำให้จดบันทึกได้ไม่ครบ
มีคำแนะนำว่าให้ใช้การอัดเทปการสนทนาและมาถอดเทปทีหลัง แต่การอัดเทปก็เป็นทักษะที่ต้องเตรียมล่วงหน้าเหมือนกัน ไม่ใช่พอจะอัดเทป เครื่องเทปใช้ไม่ได้ ถ่านหมด เทปสั้นไปต้องเสียเวลาเปลี่ยนเทปใหม่ เดี๋ยวนี้มี MP ก็ดีตรงที่ใช้ได้ติดต่อกันหลายชั่วโมง
ข้อดีของการอัดเทปก็มีมาก เพราะจะฟังตอนไหนก็ได้ แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่แนะนำกันอยู่ว่าให้รีบถอดเทปเทียบกับfield note ที่นักสัมภาษณ์จะต้องบันทึก รวมทั้งการเขียนสะท้อนคิดทุกครั้งเมื่อกลับจากภาคสนามในแต่ละวัน
แต่ก็เป็นสิ่งที่ใช้เวลามาก ประมาณกันว่า การสนทนาหนึ่งครั้งที่ไม่เกิน 45 นาที จะถอดเทปใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมง
เพราะในการถอดเทปนั้นจะต้องจับน้ำเสียง การหยุดคิด การออกเสียง อืม..อ้อ…หัวเราะ ร้องไห้ ฯลฯ ที่เกิดขึ้นระหว่างการสนทนาด้วย

เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นภาษาเหมือนกัน ถึงไม่พูดเป็นคำ แต่ก็แสดงออกถึงความต้องการสื่อสารบางอย่าง

เวลาอ่านงานเขียนบันทึกที่อ้างอิงบทสนทนา ..ตัวเองก็จะอ่านจากตรงสิ่งเหล่านี้ ว่ามีการเก็บข้อมูลสัมภาษณ์วิธีไหน มีการจด field note หรือเปล่า และคนเก็บข้อมูลได้เขียนสะท้อนคิดอารมณ์ความรู้สึกด้วยไหม

ถ้าสิ่งเหล่านั้นไม่มี ข้อมูลสัมภาษณ์ยาวเป็นหลายย่อหน้าและต่อเนื่องเป็นหลายช่วงอารมณ์นั้น …มีความเป็นไปได้ที่นักวิจัยจะเอาอารมณ์ตัวเองมาเขียนมากกว่าบทสัมภาษณ์หรือสิ่งที่คนพูดสื่อสารจริงๆ เพราะตามหลักความเป็นจริงของคนคือ เวลาที่สนทนาและมีอารมณ์ร่วมด้วยนั้น นักวิจัยมีโอกาสที่จะเกิด “อิน” และการรับรู้ไม่ได้เป็นตามความเป็นจริงที่เป็นไป

และเป็นไปได้ที่นักวิจัยจะ make up ข้อมูลบางส่วน ..เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์ที่ตัวเองต้องการหรือตั้งเป้าหมายไว้

ถ้าหากเป็นอย่างนั้นแล้ว ความน่าเชื่อถือของงานก็หายไป และความน่าเชื่อถือในตัวนักวิจัยก็หายไปด้วย
เรื่องความน่าเชื่อถือในบุคคลเป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าหากว่าขาดความน่าเชื่อถือสักครั้ง ผลงานอื่นๆ ก็จะถูกตั้งข้อสงสัยได้เหมือนกัน

เรื่องของความน่าเชื่อถือของงานเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ เพราะถ้าหากมีคนนำผลการศึกษาหรือข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ต่อแล้วไม่ใช่ความจริง …จะทำให้เสียหายมาก

ทีนี้…วกมาที่งานเขียนบทความต่างๆ ถ้าหากเป็นวารสารที่ตัวเองทำงานในกองบรรณาธิการก็จะเฝ้าระวังตรงนี้เหมือนกันค่ะ จะขอข้อมูลจากผู้เขียนในประเด็นพวกนี้ …ถือเป็นการดูแลกันและกัน และเป็นเรื่องของกัลยาณมิตรที่ต้องทักท้วงกัน

การตรวจสอบความน่าเชื่อถือเชิงวิชาการถ้าเอามาลองจับกับงานเขียนตีพิมพ์ในสื่อต่างๆทุกวันนี้ …น่าจะทำให้เราลดจำนวนของการสื่อสารที่ไม่น่าเชื่อถืออย่างเช่นการลือกันไปลือกันมา หรือการเขียนบทสนทนายาวๆ โดยไม่ได้บอกวิธีการของการได้มาของข้อมูลแล้วไปสร้างความเสียหายให้กับสังคมหรือคนที่ถูกปล่อยข่าวนั้นๆ ค่ะ

ลองคิดดูนะคะ ถ้าบทความนั้นตีพิมพ์ในแหล่งน่าเชื่อถือ….โอกาสคนจะเชื่อจะง่ายเพราะมาจากแหล่งน่าเชื่อถือ…ประเด็นตรงนี้ ควรคิดให้มาก เพราะแหล่งที่น่าเชื่อถือจะกลายเป็นถูกลดความน่าเชื่อถือลงด้วยในที่สุด

การตรวจสอบความน่าเชื่อถือก่อนจะยินยอมให้ตีพิมพ์ หรือแม้เมื่อตีพิมพ์ไปแล้ว ถือได้ว่าเป็นทั้งเรื่องของกัลยาณมิตรและเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่นต่อแหล่งตีพิมพ์ไปพร้อมๆกันค่ะ

ในสังคมก็เหมือนกัน สังคมใดที่ไม่ตรวจสอบข้อมูลใดๆ เชื่อถือเพราะคนให้ข่าว เชื่อถือเพราะได้ข่าวจากแหล่งที่ “น่าจะใช่” โดยไม่วิเคราะห์วิธีการที่ได้มาของข้อมูลแล้ว สังคมนั้นจะอ่อนแอลงไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไป

วันนี้…มาชักชวนให้ร่วมสร้างสังคมของการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลตามแบบนักวิจัยเชิงคุณภาพกันดูบ้างนะคะ…^_^

« « Prev : ย้ายจากบ้านตึกมาอยู่บ้านไม้

Next : ปลูกฟักเขียวก็ได้ฟักเขียว » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

6 ความคิดเห็น

  • #1 sutthinun ให้ความคิดเห็นเมื่อ 15 กุมภาพันธ 2011 เวลา 12:35 (เย็น)

    ไปเก็บข้อมูล แล้วเอาข้อมูลมาใส่ตะกร้าล้างน้ำ
    ขั้นตอนต่อไป
    ถ้าจะให้ดี ไปทำอะไรมา ทำอย่างไร เข้าใจ ตีความหมาย กลั่นกรอง
    จะสงเคราะห์ หรือ นำไปสะเดาะเคราะห์ก็แล้วแต่
    ถ้าขอให้เอามาเขียนในบล็อก ให้คนนอกคนอื่นช่วยอ่าน ช่วยให้ความเห็น
    จะเป็นวิธีที่ป้องกันความที่น่าจะเป็นได้หลายด้าน
    ส่วนมากจะขยาด ไม่กล้า ไม่เขียน เกรงคนอื่นจะรู้ว่าไม่ทำจริง
    ถ้างานด้านข้อมูลทำมาถึงจุดที่เขียนลงบล็อกได้
    ประทศไทยไปโลดเลยละอุ้ย
    ผมกับหมอวิจารณ์ เคยช่วยกันเข็นเรื่องนี้
    ไม่สำเร็จ เพราะยังไม่เจอนักเผชิญข้อมูลสายพันธุ์แท้
    การที่อุ้ยยกเรื่องนี้มา จึงเห็นด้วย อย่างยิ่งๆๆๆๆๆอิ

  • #2 bangsai ให้ความคิดเห็นเมื่อ 15 กุมภาพันธ 2011 เวลา 10:15 (เย็น)

    นักมานุษยวิทยาใช้เวลาฝังตัวเองอยู่ในชุมชนเป็นเวลานานเพื่อพยายามทำตัวเป็น “คนใน” แล้วเก็บข้อมูลตามประเด็นที่เขาศึกษา
    ปัจจับพื้นฐานที่นักมานุษยวิทยาใช้นั้น คือความเป็นเจ้าของภาษา และทำตัวเป็นนักเรียนน้อย ถามเมื่อไม่รู้ ไม่ด่วนสรุป จะเชคข้อมูลจนมั่นใจ ซึ่งเขาใช้เวลานานมากกว่าจะสรุปได้ว่างานศึกษาของเขานั้นสมบูรณ์ เรามักเรียนคนกลุ่มนี้ว่า qualitative

    ส่วนกลุ่มที่ชอบใช้ questionnaire นับจำนวน คิดค่าเป็น % และ…เอาตัวเลขไปวิเคราะห์เชิงสถิติ ได้ค่าออกมาสรุปอธิบายตัวเลขมาเป็นภาษาเขียน เจริญเติบโตมานาน และคนส่วนใหญ่ถนัดแบบนี้ ต่อมามีการพัฒนาเป็นการผสมผสานเพื่อลดจำนวนเวลาในการจัดเก็บข้อมูลแบบนักมานุษยวิทยาลงมาแต่มีความแม่นยำเป็นที่ยอมรับ ก็มาใช้กระบวน PAR แล้วมาพัฒนา แตกแขนงไปมากมาย และเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก ไปหยิบเอกสาร ADB หรือ WB หรือ ฯลฯ จำนวนมากอ้างอิงกระบวนวิธี PAR เป็นกระบวนการจัดเก็บข้อมูล

    ตอนพี่ร่วมมือกับ ดร.มณีมัย มข.ทำการประเมินผลโครงการ SIF ก็ใช้กระบวนการนี้ทำในภาคอีสานให้กับ WB กระบวนการจัดเก็บข้อมูลนั้นแม้จะประสพความยากลำบากในการประกอบทีม เพราะจะหาคนที่มีประสบการณ์สนามเรื่องนี้ครบสาขาคือ เกษตร เศรษฐศาสตร์ สังคม สาธารณสุข หรือแพทย์ แม้วิศว ก็ยาก แต่ก็ปรับไปตามเงื่อนไข และ Train กันก่อนออกสนามสำหรับมือใหม่

    การซักถามกับการบันทึกนั้น ทางที่ดีใช้ถามคนหนึ่ง บันทึกสองคน โดยคนบันทึกไม่มีสิทธิถาม และต้องถูกคอกันจริงๆ พร้อมทั้งใช้เทปบันทึกกันหลุดอีกด้วย แต่ก็เสียเวลามากสำหรับมือใหม่ หากตุ้นชินกันแล้ว ก็ไหลรื่น โดยเฉพาะหลังจากที่ทำงานไปได้หลายวันก็ปรับเข้าขากัน

    ความจริงข้อจำกัดมีมาก แต่นักเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพต้องปรับตัวทันทีที่มีจุดอ่อน ภาษาถิ่นเป็นเรื่องใหญ่
    ประเด็นเดียวกัน ไปถาม ชนเผ่าย้อ เดี๋ยวไปถามผู้ไท โซ่ กะเลิง ชาวบน…..ซึ่งเป็นคนท้องถิ่น องค์ประกอบทีมเราก็มีข้อจำกัดแล้วว่าไม่มีทีมงานที่เป็นชนเผ่านั้นครบถ้วน การที่จะเข้าใจคำตอบแบบไม่ติดใจนั้น ต้องเชคกันหลายตลบ

    แน่นอนในทีมงานจะมีผู้ที่เป็นคนเฝ้าสังเกต อากัปกริยา ชาวบ้าน แต่หากมิใช่คนในจริงๆก็มีโอกาสพลาด ดังนั้น การ train และทีมงานเป็น interdisciplinary จึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ

    แต่สำหรับคนทำงานกับชุมชน นานๆ ก็ไม่จำเป็นถึงขนาดนั้น ได้เปรียบตรงที่มีเวลานานกับชาวบ้าน หากหัวใจเป็นนักวิจัยชุมชนก็ต้องรู้บทบาทตัวเองว่าจะต้องทำอะไรบ้างเพื่อตรวจสอบความแม่นยำของข้อมูล เอาข้อมูลไปทำอะไร เอามาเล่าสู่กันฟัง หรือเอาไปวิเคราะห์ วิจัยเพื่อหวังผล

    อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเข้มงวดแค่ไหน โอกาสบกพร่องก็ย่อมมี ถึงขนาดตัดประเด็นนั้นทิ้งไปเลย หรือกลับไปเติมข้อมูลก็เคยเกิดขึ้น และแน่นอนท่านที่จัดเจน ก็ผิดพลาดน้อยกว่า

    แม้ว่าจะเป็นการเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน
    แต่คนทำงานชนบทก็สนุกกับการเรียนรู้เรื่องชุมชนด้วยกระบวนการงานวิจัย

    อาจารย์ ดร.ชยันต์ วรรธนภูติ อ.ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ อ.ดร.อมรา พงศาพิศ ฯลฯ ล้วนเป็นปรมาจารย์ด้านนี้ทั้งสิ้น

  • #3 อุ๊ยสร้อย ให้ความคิดเห็นเมื่อ 16 กุมภาพันธ 2011 เวลา 10:05 (เช้า)
    เห็นด้วยกับครูบาค่ะ …งานเขียนถ้าหากได้ตีพิมพ์ และมีการช่วยกันดู เป็นเรื่องที่ดี

    คิดว่า….ไม่มีงานวิจัยไหนที่สมบูรณ์นะคะ จุดอ่อนที่เราเห็นและพยายามหาทางปรับแก้แล้ว ก็ยังอาจจะมีจุดอื่นที่ต้องการคนอื่นๆช่วยดู …งานชิ้นต่อไปก็จะได้พัฒนาให้ดีขึ้น
    และก็คิดด้วยกว่า….แต่ถ้าไม่ได้ทำอย่างนั้น…ก็สูญเสียโอกาสของการได้รับฟังความเห็นจากคนอื่นๆค่ะ

  • #4 อุ๊ยสร้อย ให้ความคิดเห็นเมื่อ 16 กุมภาพันธ 2011 เวลา 10:13 (เช้า)
    ขอบคุณค่ะพี่บางทราย…ต้องการได้รับฟังความเห็นจากพี่ในเรื่องเหล่านี้ค่ะ

    ตอนนี้งานวิจัยเชิงคุณภาพได้รับการยอมรับว่าตอบโจทย์ทางสายสุขภาพโดยเฉพาะทางวงการพยาบาล ยอมรับงานวิจัยด้านนี้มากกว่าเมื่อก่อน

    การได้อ่านสิ่งที่พี่ถอดบทเรียนช่วยได้เยอะเลยค่ะ

  • #5 bangsai ให้ความคิดเห็นเมื่อ 16 กุมภาพันธ 2011 เวลา 11:59 (เช้า)

    น้องสร้อยครับ คนข้างกายพี่เขามีประสบการณ์มากกว่าพี่ เพราะโดยหน้าที่เขาทำเรื่องนี้มามาก ก็แลกเปลี่ยนเรื่องนี้กับเขาอยู่
    พี่ชอบกระบวนการ Qualitative มากกว่า quantitative เพราะเป็นธรรมชาติมากกว่า กันเอง ชาวบ้านไม่เกร็ง รื่นไหลไปได้ เพียงผู้ถามต้องรู้จักตัดบท ไม่ไหลออกทะเลไปตามชาวบ้าน ซึ่งบางคนพูดเก่ง

    การใช้ Semi structure interview เป็นประโยชน์ยิ่งสำหรับคนที่ชำนาญ ส่วนมือใหม่นั้นไหลรื่นไม่เป็น คนที่เก๋า จะรู้ จะ sense ออกว่าเมื่อหมดประเด็นตาม semi structure interview แล้วนั้นน่าจะถามอะไรต่อได้เพื่อให้สิ้นสุดสาระที่ควรจะถาม และเกี่ยวเนื่องกัน ส่วนมือใหม่มักคิดไม่ออก ผู้ถามจึงมีความสำคัญมากๆ เมื่อจบสิ้นวันแล้วประชุมทีมงานสรุปประเด็นทันที อย่างที่น้องสร้อยกล่าว เพราะหากไม่สรุป จะลืม จะปนเพราะข้อมูลใหม่ก็จะเข้ามาเรื่อยๆ สับสนไปหมด จึงต้องสรุปทันที จึงทำงานหนัก
    ชาวบ้านบางทีอธิบายถภาษาคำถาม ซึ่งเป็นภาษาเชิงวิชาการ นักวิชาการก็พยายามสุดๆ แต่ดูเหมือนมีกำแพงขวางความเข้าใจระหว่างกันนี่เองหากทีมงานมีคนท้องถิ่นที่มีการศึกษามาอยู่ด้วย และทำความเข้าใจกันเสียก่อนก็ช่วยได้มากทีเดียว หลายครั้งเราเอา key informant บางท่านที่มีฐานความรู้มากว่าคนอื่นๆช่วยด้วยซ้ำไป

    เรามักยกตัวอย่างนี้ว่า นักศึกษาปริญญาโทศึกษาชาวบ้านว่าเข้าใจเรื่องหลักพุทธศาสนาแค่ไหน ก็เอาแบบสอบถามไปถามชาวบ้านว่า ช่วยอธิบายคำว่าเมตตา กรุณา ให้ฟังหน่อย ชาวบ้านอธิบายไม่ได้ แต่เมื่อสัมภาษณ์ไป ชาวบ้านก็ยกเอาน้ำมาให้ดื่ม ถึงกลางวันก็เอาข้าวมาให้กิน แต่นักศึกษาก็ไปสรุปว่าชาวบ้านไม่เข้าใจหลักพุทธศาสนา เพราะตอบคำถามไม่ได้… ซึ่งนักศึกษาไม่เข้าใจว่าภาษาที่สื่อกันนั้นชาวบ้านอาจไม่เข้าใจ แต่สาระนั้นชาวบ้านปฏิบัติได้ การเอาน้ำมาให้ดื่ม เอาข้าวมาให้กิน แม้จะเป็นวัฒนธรรม ประเพณี แต่ก็อยู่บนฐานของเมตตา กรุณา ฯ ตามหลักศาสนา ซึ่งชาวบ้าน “ปฏิบัติ” มากกว่า “อธิบายได้”

    นักป่าไม้เป็นคนภาคกลางไปสำรวจชนิดไม้ในป่าภาคใต้ เอาชาวบ้านไปช่วย เมื่อเจอะต้นไม้ที่ไม่รู้จักชื่อท้องถิ่นก็ถามชาวบ้านที่ไปด้วยว่า นี่ต้นอะไร ชื่ออะไร ชาวบ้านก็บอกภาษาถิ่นให้ เดินไปอีก ถามอีกทีนี้ชาวบ้านบอกว่าต้น “ไหร่โช้” นักป่าไม้ก็จดบันทึกไปว่า ต้นไหร่โช้ เมื่อสิ่นสุดการสำรวจก็เอามาสรุปส่งรายงานหน่วยเหนือ เป็นที่ขำกันกลิ้งเพราะนักป่าไม้ไม่เข้าใจภาษาถิ่นว่า ไหร่โช้นั้น แปลว่า “ไม่รู้” ชาวบ้านเขาไม่รู้จักว่าต้นนี้ชื่ออะไรก็ตอบเป็นภาษาถิ่นว่า ไหร่โช้ ซึ่งหมายความว่า เขาไม่รู้จักชื่อ นักป่าไม้เข้าใจว่าชื่อไหร่โช้ ก็บันทึกลงไป ทำนองนี้มีมากมายกับคนเก็บข้อมูลสนามทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน ขำกลิ้งกันมามากแล้ว

    การทำแผนที่ช่วยได้เยอะ พี่มีประสบการณ์ตอนทำโครงการ SIF เราต้องการแผนที่หมู่้บานว่ามีกี่ครัวเรือน ตั้งอยู่ตรงไหนบ้าง ปกติ ผู้ใหญ่บ้านจะทำไว้ แต่ไม่เคย update เลย ข้อมูลแผนที่จึงไม่เป็นปัจจุบัน ที่ อบต. สาธารณะสุข แม้ที่อำเภอก็ ไม่ update เราเสียเวลามากกับการ update ข้อมูล แต่เราทราบว่า มีคนที่ update ข้อมูลแผนที่หมู่บ้านตลอดเวลาอยู่แล้ว คือ ไปรษณีย์ เพราะเขาต้องนำส่งจดหมายพัสดุให้ถึงผู้รับทุกคนตามจ่าหน้าซอง เขาจึงรู้ดีที่สุดว่าใครบ้านเลขที่เท่าไหร่ อยู่ตรงไหน ถนนอะไร ซอยอะไร มีแผนที่อย่างดี เราก็ไปขอได้ แต่เนื่องจากเขาเป็นวิสหกิจไปแล้ว บางแห่งเขาหวงไม่ให้ง่ายๆ ก็เป็นสิทธิเขา เราต้องทำหนังสือราชการระดับสูงๆมาขอ เขาก็ให้ครับ ได้ประโยชน์มาก ไม่ต้องไปทำใหม่ เวียเวลามาก

    การทำ walk through survey ยิ่งมีประโยชน์ ตอนเราสำรวจทรัพยากรต่างของชุมชน เอาแผนที่หลายๆชนิดมาผสมผสานกัน คัดเอา key informant ที่เหมาะสมเรื่องนี้มา set ทีมเดินสำรวจชุมชน ทำ transect map ทำ natural resources map ก็สนุก ให้ชาวบ้านเป็นหลัก เราเดินด้วยกระตุ้น สอบถาม สาระตาม semi structure survey แล้วให้เขาวาดลงกระดาษใหญ่ๆ ใส่มาตราส่วนเข้าไป ก็ได้แผนที่ต่างๆออกมา เอาจำนวน ปริมาณ คุรภาพพต่างๆใส่ลงไป อาจมีคำถามใหม่ๆเกิดขึ้น ก็ซักถาม ระหว่างการเดิน walk through นั้นเราก็ถ่ายรูปมาด้วย เอามาดูกัน วิเคราะห์กัน แลกเปลี่ยนกัน ระหว่างเรา ทีมงาน กับชาวบ้าน สนุกมาก ชาวบ้านเองก็เข้าใจตัวเอง ชุมชนเองมากขึ้น เราก็เข้าใจ กุมสภาพชุมชนได้

    อาจารย์อีกท่านที่เป็นคนเชียงใหม่ที่เก่งมากๆเรื่องนี้คือ อาจารย์สุริยา สมุทรคุปต์ ท่านเคยอยู่ มข. ย้ายไปสุรนารี ทราบว่าเกษียรออกมาทำงานพิเศษที่เชียงใหม่นี้ หากให้ท่านมาช่วย train สุดยอดเลย พื้นฐานท่านเป็นนักมานุษยวิทยาด้วย เก่งมากๆครับน้องสร้อย

  • #6 อุ๊ยสร้อย ให้ความคิดเห็นเมื่อ 17 กุมภาพันธ 2011 เวลา 10:28 (เย็น)
    พี่บางทรายคะ

    เวลาลงเป็นทีมน่ะ สนุกจริงๆ
    ยิ่งถ้าทำหน้าที่จดnotetaker ฝึกสมาธินะคะ
    เคยพบ อ.สุริยาค่ะ สนทนากับท่านเรื่องเขยฝรั่ง ได้ความรู้ ได้มุมคิด
    วิจัยเรื่องทางอิสาน อ่านสนุก เคยส่งให้ท่านครูบาอยู่สองสามเล่ม ค่ะ


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.2270770072937 sec
Sidebar: 0.030055999755859 sec