ความรู้…ความจริง
ความรู้กับความจริง=ความรู้จริง
ประทับใจคำของครูบาที่บรรยายไว้ค่ะ

เพราะสามารถนำไปอธิบายพฤติกรรมผู้เรียนได้เป็นอย่างดี อย่างเช่นว่าทำไมบางคนเก่งทฤษฎีได้เกรดดีมากแต่พอลงมือปฏิบัติทำไม่ค่อยได้ หรือว่าทำแบบทุกข์ ไม่มีความสุขในการลงมือทำ ก็เพราะมัวแสวงหาความรู้จากทฤษฎีต่างๆ แต่ไม่แสวงหาความรู้จากประสบการณ์จริง
แต่บางคนชอบเรื่องได้ลงมือปฏิบัติ ชอบประสบการณ์ได้ฝึกลงมือทำมากๆ ก็ชำนาญสามารถไปสอนเพื่อนต่อได้ว่า จะทำให้ได้ดีขึ้นๆ ทำอย่างไง ก็เพราะเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกที่ตัวเองสามารถทำได้ เห็นศักยภาพจากการลงมือปฏิบัติของตัวเอง แล้วพัฒนาต่อยอดไปเรื่อยๆ
ถ้าจัดแบ่งผู้เรียนเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือกลุ่มนิยมทฤษฎีกับกลุ่มนิยมปฏิบัติ

กลุ่มแรกจะกลัวการฝึกปฏิบัติ ไม่ชอบลงมือ เวลาให้ลงมือปฏิบัติจะชอบยืนดูมากกว่า และจะถนัดกับการสอบปรนัยมากกว่าอัตนัยที่ยกตัวอย่างกรณีศึกษามาวิเคราะห์
กลุ่มที่สองจะกล้าเผชิญ มักจะเป็นคนแรกที่อาสาลงมือทำก่อนเพื่อน แต่บางทีก็จะไม่ชอบให้ซักถามเนื้อหาทฤษฎีที่ต้องการคำตอบทันที ไม่ชอบการสอบแบบท่องจำ แต่จะถนัดทำข้อสอบที่ยกตัวอย่างมาวิเคราะห์แก้ปัญหา
ถ้าทั้งสองกลุ่มนี้มาแบ่งปันความรู้ และประสบการณ์กันได้ ช่วยเหลือกันในเรื่องการเรียนให้เข้าใจและช่วยกันแบบเพื่อนช่วยเพื่อน ก็จะทำให้เรียนมีความสุขด้วยกันทั้งสองฝ่าย
หรือถ้าสามารถปรับสภาพให้แต่ละคนมีทั้งความรู้และปฏิบัติจริง สิ่งที่จะติดตัวไปจะเป็นส่วนผสมที่ลงตัวก็คือ ความรู้จริง
ความรู้จริงจะเรื่องอะไรก็ตาม มีคุณค่าเสมอ อย่างน้อยๆ คนที่รู้จริงก็จะสนุกกับการแสวงหาความรู้เพื่มเติมและนำมาคิดริเริ่มหาทางเรียนรู้ไปอย่างไม่รู้จบ
เรียกว่าเป็นนักเรียนรู้ไปตลอดชีวิต
ในการจัดหลักสูตรการเรียนการสอน ก็จะเป็นเรื่องที่ผู้สอนก็ต้องใช้แนวความคิดของ ความรู้กับความจริง=ความรู้จริง เหมือนกัน

แล้วก็คงจะเลิกคำพูดที่ว่า เธอจงทำอย่างที่ฉันพูด อย่าทำอย่างที่ฉันทำ ….(อิอิ)
และถ้าเป็นนักเรียนรู้ตลอดชีวิต ….เรื่องของการเรียนก็คงสนุกด้วยกันทุกฝ่าย เจอตำรางานวิจัยใหม่ๆ ก็สนุกที่จะอ่าน เจอประสบการณ์ตรงก็สนุกที่จะลองประยุกต์ทฤษฎีที่เรียนมาไปทดลองทำให้ผลลัพท์ออกมาดียิ่งๆ ขึ้น…
แต่ที่อ้ำๆอึ้งๆ อยู่ ก็ตรงที่ไม่รู้ว่ามีความรู้ไหม และก็ไม่อยากทำอะไรเอาซะเลย….นั่นซิ…เน๊อะ
6 ความคิดเห็น
ความจริงในความรู้ ยิ่งสนุกนะอุ้ย อิอิ
ความจริงในความรู้….ค่ะ การมองหาความจริงในความรู้จะท้าทายการคิดต่าง คิดมุมกลับ คิดวิเคราะห์ ของนักเรียนรู้นะคะ ครูบา
ความรู้ที่รู้ตามๆกันมา
ความรู้ที่ไม่ได้พิสูจน์
ฯลฯ
บางทีก็พาให้หลงทางไปไกลกว่าจะเจอว่า ความจริงนั้นความรู้นั้นเป็นอย่างไร
ขอยืมคำครูบามาอีกนะคะที่บอกว่า “เรากำลังอยู่กับความรู้อะไร”…อิอิ
บางเรื่องเครื่องมือทางวิทยาศาตร์ ยังมีประสิทะฺภาพ ไม่สูงและ ไม่ละเอียดมากพอที่จะใช้ตรวจสอบพิสูจน์ ในเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ควรพยายามสังเกตุให้ดีๆ ค่ะ แล้วหมั่นฝึกปฏบัติใจใหเละเอียดที่สุด อะไรที่เล็กที่สุดมีพลังมากที่สุดค่ะ
อุอุ…เห็นคำแปลกๆ แต่ไม่แน่ใจว่าควรแก้ไขไหม..เพราะเจอภาษาแบบอาม่าบ่อยๆ และ อาตี๋ (ตรงนี้) …ทำเอา งงๆ …อิอิ
อาม่าขา…จะหัดทำบ่อยๆค่ะ….ขอบคุณค่า
…..
ใจละเอียดแบบเป็นผงผสมกาวตราเฮฮาศาสตร์นะคะ…..^^
ความจริงในความรู้เหรอคะอาจารย์ ฟังแล้วดูดีมากเลยค่ะ
หนูชักเริ่มรู้สึกว่าที่ผ่านมา หนูเรียนเพื่อที่จะอยากมีความรู้ แต่พอรู้แล้ว สักพักก็ลืมอีก
เป็นเพราะเราไม่ได้เอาความจริงมาคิดในองค์ความรู้นั้นหรือป่าวคะ
หรือว่าหนูคิดแต่ความรู้แต่ไม่มองหาความจริง ทำให้ไม่ค้นพบความจริง
เหมือนที่อาจารย์เคยถามหนูแล้วตอบไม่ได้ เล่าไม่ได้
คงเป็นเพราะหนูไม่ได้ค้นหาความจริงนั่นเอง
รุ่นน้องถาม หนูก็ไม่สามารถตอบได้ในหลาย ๆ เรื่อง
ขอบคุณค่ะอาจารย์ หนูจะพยายามหารากเหง้าของความจริงในความรู้ที่หนูเรียน
หนูจะตั้งใจใหม่ค่ะอาจารย์ ขอบคุณอาจารย์มากค่ะ แล้วจะแวะมาอ่านข้อคิดของอาจารย์อีกนะคะ
ช่วงนี้หนูเริ่มมีนัดกับอาจารย์พรรพิไลเรื่องโครงร่างแล้ว ซึ่งหนูยังตอบคำถามอาจารย์ไม่ได้เหมือนเดิม
แต่วันนี้หนูจะเริ่มค้นหาความจริงในเรื่องที่จะทำให้มากที่สุด อาจารย์พรรพิไลนัดให้ทำตารางเหมือนที่อาจารย์เคยแนะนำ เอาไปคุยให้ฟังในวันที่ 13 กค.นี้ หนูทำต่อก่อนนะคะ ^_^
คิดถึงอาจารย์นะคะ
เวลาเจอบทความหรืองานวิจัย อย่าเพิ่งเชื่อทุกอย่างที่เขาเขียน ควรวิเคราะห์ด้วยว่าวิจัยนั้นมี methodology ที่ถูกต้องไหม ผลวิจัยใช้สถิติที่ถูกต้องกับลักษณะข้อมูลไหม เขาอภิปรายผลอย่างที่มันเป็นหรือว่ามากเกินจริงไหม ถ้าเป็นบทความควรอ่านแบบวิเคราะห์ด้วย ถ้าบทความนั้นเราเห็นด้วยก็คิดต่อว่าเห็นด้วยเพราะอะไร หรือไม่เห็นด้วยเพราะอะไร มันน่าจะใช่ไหม ถ้าไม่ใช่มันควรเป็นอย่างไร ดูความเป็นไปได้ด้วย ซึ่งต้องอาศัยสมาธิในการทำงาน อย่าวอกแวกเพราะความเบื่อ ความท้อ เขียนแปะให้ตัวเองเห็นชัดๆ ถึงแรงจูงใจเริ่มต้นที่ตัดสินใจจะศึกษาเรื่องนี้ จะได้มีกำลังใจและแรงฮึดนะคะ
การทำลงตารางจะเป็นแค่เครื่องมือให้เราตีแผ่เรื่องต่างๆ เปรียบเทียบกันและทำให้มองเห็นจุดอ่อนของงานวิจัยนั้นได้ง่ายเท่านั้น เป็น step แรกสำหรับช่วยไม่ให้สะเปะสะปะ ส่วนที่จะมองเห็น gap of knowledge ยังต้องอยู่บนความรู้ของเราในองค์ความรู้นั้นด้วย
ขอให้โชคดีและเชื่อว่านู๋โบว์ทำได้ค่ะ