<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="WordPress/2.5.1" -->
<rss version="0.92">
<channel>
	<title>ลานเสรี</title>
	<link>http://lanpanya.com/freemind</link>
	<description>พื้นที่ของคนเล็ก ๆ สำหรับการผ่อนพักตระหนักรู้ ทำความเข้าใจกับสิ่งที่ได้พบเห็น...เพื่อเก็บเกี่ยวปัญญา</description>
	<lastBuildDate>Wed, 15 Dec 2010 06:06:28 +0000</lastBuildDate>
	<docs>http://backend.userland.com/rss092</docs>
	<language>en</language>
	
	<item>
		<title>ฉันคือ&#8230;ความแตกต่าง</title>
		<description>

บันทึกนี้ เขียนไว้เมื่อวันที่่ 2 ธันวาคม 2553...

อ่านพบอีกครั้ง ก็ให้เกิดความรู้สึก...เพิ่มขึ้นอีก...

นี่ละกระมังที่ "ครู" ในโลกของการเขียนหนังสือของฉันมักสอนว่า "ให้บันทึกความคิด ความรู้สึกไว้เสมอไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบมันก็ตามที"

..............................

ฉันคือ ใบไม้เล็ก ๆ ในป่ากว้าง

ฉันเฝ้ามองความเบิกบานสดใสของป่าอันชอุ่มงาม

ฉันรื่นเริง ระบัดใบไปกับพร้อม ๆ ใบไม้หลากพันธุ์

ฉันเป็นส่วนเสี้ยวของป่าใหญ่อันชุ่มชื่น

....................

...แต่แล้ว...วันหนึ่งฉันกลับรู้สึก “แตกต่าง”

ฉันกลัวจับใจ ฉันแตกต่าง แปลกแยก...

ฉันเป็น ความแปลกแยกอย่างนั้นหรือ?

ฉันพรั่นพรึง ครั่นคร้าม กลัวที่ต่างจากคนอื่น ๆ

...................

ฉันเป็นใบไม้เล็ก ๆ ในป่ากว้าง

ฉันคือ ความแตกต่าง...

ฉันออกจากป่าใหญ่นั้น

ด้วยความหวังจะเจอป่าที่แตกต่าง..สำหรับฉัน

แล้ว...ก็พบว่า ป่าทุกป่าแตกต่างไม่เหมือนกันเลย

..................

ฉันก็ยังเป็นใบไม้เล็ก ๆ ในป่ากว้าง

หากวันนี้...ฉันกระจ่างใจแล้ว

ไม่ว่าป่าไหน ๆ ก็คือ “ความแตกต่าง”

และ ฉันคือ "ใบไม้เล็ก ๆ" ที่แตกต่างอยู่เสมอ ไม่เคยเปลี่ยนเลย...

...................



วันนี้กลับมาอ่านและเห็นความคิด/ความรู้สึกในวันที่บันทึก...ชัดขึ้นอีกนิดหนึ่งว่า

ความรู้สึก แตกต่าง/แปลกแยก ทำให้เราทุกข์ หวาดกลัว และปิดขังตัวเอง

 

 "ใบไม้/ต้นไม้" ก็เปรียบได้กับปัจเจกบุคคล แต่ละคนที่ไม่มีใครเหมือนใครได้ทั้งหมด

ทุกคนล้วนแตกต่างกัน...

 

 "ป่า" เปรียบได้กับ "สังคม" ซึ่งเป็นที่รวมกันของ ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/freemind/2010/12/15/%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87/</link>
			</item>
	<item>
		<title>คลิก&#8230;เลย</title>
		<description>
@@@ช่วงเวลาที่ผ่านมา มีงานที่ต้องไปช่วยเพื่อนซึ่งเป็นนักฝึกอบรมจัดคอร์สต่าง ๆ โดยเฉพาะคอร์ส "การเตรียมตัวเกษียณอย่างมีคุณภาพ" รายละเอียดเนื้อหาไม่มีอะไรต่างจากที่เคยทำมาแล้ว แต่ที่น่าสนใจก็คือในคอร์สหนึ่งก่อนไปจัดอบรมได้รับทราบข้อมูลว่า ผู้เข้าอบรมนี้มีส่วนหนึ่งที่เป็นอาจารย์ของตัวเองตั้งแต่สมัยเรียน ป.ตรี... เอาล่ะสิ งานเข้าแล้วเรา... สอนใครก็ไม่กลัวหรอก แต่นี่ครูเราเองน่ะสิ แถมชื่อที่ได้ทราบก็เป็นชื่อของอาจารย์ที่เราแสนจะเกรงอกเกรงใจ...ขึ้นชื่อว่า “ดุ” หาตัวจับยากนั่นไง  คิดไปคิดมา ร่ำ ๆ จะไปถอนตัวไม่ไปช่วยเพื่อนในคอร์สนี้แล้ว ไม่เอาดีกว่า เดี๋ยวเพื่อนเสียเครดิตไปเปล่า ๆ (ความจริงเราปอดต่างหาก...ฮา ๆ)
 @@@ตอนเช้าตรู่ของวันที่จะไปบอกเพื่อน แง้มประตูห้องออกไปเพื่อจะชมสวนหน้าห้องเหมือนทุกวัน ตาก็เหลือบไปเห็นร่างกลม ๆ ป้อม ๆ นั่งแอ้งแม้งที่เก้าอี้ตัวโปรด กำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับอะไรตรงหน้าก็ไม่รู้ ดูเจ้าหลานสาวตัวน้อยจะเพลิดเพลินกับบรรยากาศตรงหน้าอย่างยิ่ง เลยค่อย ๆ ถอยออกมาอย่างเงียบ ๆ ไม่อยากทำลายความสุขเล็ก ๆ ของสาวตัวน้อยวัย 5 ขวบกว่านั้น ยิ้มอะไรนะ ดูมีความสุขจริง ๆ เลย... ได้คิดต่อไปว่า เด็ก ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/freemind/2010/10/10/%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%a2/</link>
			</item>
	<item>
		<title>เวลาจะรักษาใจ</title>
		<description>////

เพลง: เวลากับคนสองคน
อัลบั้ม: มายา : ม่าช่า วัฒนพานิช

วันเวลาได้นำพาทุกอย่าง ได้นำทางเราสู่ความรัก
ได้สร้างความสัมพันธ์ สองเราให้ต้องการ จะเดินร่วมทางตลอดไป 

เวลาเดินไป...จิตใจเรานั้นเปลี่ยน ต่างคนมีทางที่ต่างกัน
ถึงแม้จะตั้งใจ ควบคุมมันเท่าไร แต่มันไม่ดีขึ้นมาเลย 

* ได้มองเธอทุกครั้ง ในหัวใจฉันยังเจ็บ ยังคงคิดถึงวันเรารักกัน
แต่มันถึงวันนี้ ถึงเวลาต้องจากกัน ไม่มีวันเวลานั้นแล้ว
เวลาเดินไปไม่เคยจะหวนกลับ ฝากเพียงรอยทางกับความหลัง
ฉันหวังว่าวันหนึ่ง แม้ใจเราร้าวราน เวลาจะรักษาใจเราเอง *


* ซ้ำ*


@@@วันนี้ได้ฟังเพลง "เวลากับคนสองคน" เพลงเก่าที่เคยฟังหลายครั้งแล้ว แต่ครั้งนี้รู้สึกเพราะมากกว่าครั้งก่อน ๆ ที่ผ่านมา...

@@@หากฟังโดยไม่รู้จักชื่อเพลง จะเดาว่าเพลงนี้ชื่อ "เวลาจะรักษาใจ"  นอกจากจะชื่นชอบท่วงทำนองเพลง ดนตรี และเสียงของมาช่าแล้ว ยังติดใจและชอบเป็นพิเศษกับ "เนื้อหา" ในเพลง
@@@คงน้อยเท่าน้อยที่มนุษย์จะอยู่รอดได้ด้วยเพียงลำพังตัวเอง เราต่างต้องพึ่งพากันและกัน มาก-น้อยต่างกรรมต่างวาระกันไป ทั้งด้านกายภาพ จิตใจ อารมณ์ และจิตวิญญาณ นั่นเพราะ...มนุษย์เป็นสัตว์สังคม

@@@
@@@เมื่อเป็นสัตว์สังคม "ความสัมพันธ์" จึงเป็นพันธะหนึ่งที่เราไม่สามารถปฏิเสธได้ แน่ล่ะ...บ้างก็สุข สมหวัง บ้างทุกข์ ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/freemind/2010/10/03/%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%88/</link>
			</item>
	<item>
		<title>ชีวิตเฉกเช่น&#8230;การเดินทาง</title>
		<description>

…ทุกวันนี้เราต่างมี “ชีวิต” ที่เปรียบได้กับ “การเดินทาง”...

 @@@ เมื่อเดือนที่แล้วเปิดชม “ยูบีซี” ช่องหนังดีเอเชีย เจอภาพยนตร์จีน ซึ่งคงฉายไปได้สักพักหนึ่งแล้ว เสียดายว่าเปิดช้าไปหน่อยและยิ่งเสียดายหนักเข้าไปอีกที่ไม่รู้แม้ชื่อของภาพยนตร์เรื่องนี้...
 @@@ฉากที่เปิดไปเจอคือ โจรที่ปล้นผู้โดยสารบนรถประจำทาง (ระหว่างมณฑล) คืนเงินที่ปล้นไปทั้งหมดให้ผู้โดยสาร เนื่องจากโดนใจกับคำตอบอะไรสักคำหนึ่งของคุณลุงซึ่งจะพาเพื่อน (ที่เป็นศพและนั่งอยู่ข้าง ๆ) กลับบ้าน (ของเพื่อน) ตามสัญญาที่ให้กันไว้
 @@@ ชมต่อมาโดยไม่กระพริบตา ไม่ลุกอีกเลยจนจบ จึงประติดประต่อได้ว่า คุณลุงเป็นกรรมกรในโรงงานแห่งหนึ่ง ไม่มีลูกเมีย มีเพื่อนสนิทซึ่งสัญญากันว่าหากใครเป็นอะไรไปก่อน อีกคนจะต้องพาอีกคนกลับบ้าน (สะท้อนถึงความลำเค็ญของกรรมกรจีนในยุคหลังปฏิวัติประเทศ) เมื่อเพื่อนจากไปก่อน คุณลุงจึงทำตามสัญญาที่ให้ไว้ โดยส่งเพื่อนไปยัง “บ้านเกิด” ซึ่งคงไกลโข ประกอบกับการคมนาคมไม่สะดวกนักในยุคนั้น คุณลุงซึ่งเป็นกรรมการจน ๆ หาเช้ากินค่ำ ไม่มีความรู้ ไม่มีเงินทองและพวกพ้องเส้นสาย จึงตัดสินใจพาศพเพื่อนขึ้นรถประจำทางไปด้วยกัน ต้องรอนแรมและต่อรถอีกหลายต่อ (ด้วยการแบกศพเพื่อนไป ใครถามก็บอกว่าเพื่อนป่วยเดินไม่ไหว จะพาไปส่งบ้านเพื่อน)
  @@@ เนื้อเรื่องต่อจากนั้น เป็นการผจญภัยของคุณลุง ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/freemind/2010/09/24/%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%89%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2/</link>
			</item>
	<item>
		<title>ครูของฉัน&#8230; &#8220;ถวัลย์ มาศจรัส&#8221;</title>
		<description>

อ.ถวัลย์ มาศจรัส


 เช้าวันนี้ อดีตหัวหน้างานที่เคารพรักมากที่สุดท่านหนึ่ง โทรมาให้เขียนถึง “การสอนเขียนหนังสือ” ของท่าน ซึ่งจะนำไปเพิ่มเติมไว้ในหนังสือที่ท่านตั้งใจเขียนเป็น "ของขวัญ" ให้แก่เพื่อนร่วมงานก่อนที่จะ Early retire ในเดือนกันยายนนี้
อาจารย์ถวัลย์  มาศจรัส หรือที่บรรดาเพื่อนร่วมงานต่างเรียกขานกันว่า “ปู่” ด้วยความรักและเคารพนี้  โดยส่วนตัวแล้วฉันถือว่าท่านเป็น “ครู” เพราะนอกจากสอนเรื่องงาน ยังสอนการใช้ชีวิต สอนให้รู้จักมองแง่มุมต่าง ๆ ในสังคม และที่สำคัญท่านสอนให้รู้จักการ “เขียนหนังสือ”
 @@@“ปู่” เป็นนักเขียนที่ได้รางวัลมากมาย จากหลายองค์กรและสถาบัน โดยเฉพาะรางวัลจากสถาบันภาษาไทย กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้รับรางวัลถึง 26 รางวัล จนประกาศวางมือไม่ส่งผลงานประกวดอีก (เพื่อเปิดโอกาสให้นักเขียนคนอื่น ๆ) แน่ล่ะ ท่านเป็นนักเขียนที่ไม่ธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ “วิธีการสอนเขียนหนังสือ” ของปู่ ซึ่งมักจะเป็นไปในทำนอง “สอนแบบไม่สอน” และ เน้นที่ “ตัวผู้เรียนเป็นสำคัญ”
 ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/freemind/2010/09/20/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b8%96%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b1/</link>
			</item>
	<item>
		<title>หลุมพราง</title>
		<description>

วันหนึ่งพระเบิ้มเข้าไปปฏิบัตินวดเท้าถวายหลวงปู่ดุลย์ อตุโล แล้วก็ถามปัญหาโลกแตกกับท่านว่า 
“ไก่กับไข่อย่างไหนเกิดก่อนกัน?” อย่างไม่คาดคิดว่าหลวงปู่จะตอบ และแล้วท่านก็ตอบว่า...
“เกิดพร้อมกันนั่นแหละ คำถามหนึ่งจึงมีหลายคำตอบ ถ้าเราไปยึดติดกับคำตอบใดคำตอบหนึ่ง หรือแม้แต่ยึดติดในคำถาม เราก็จะตกหลุมพรางในโลกสมมติทันที”
เรื่องเล่าจาก “สโมสรวันพระ” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
อ่านแล้วอมยิ้ม คนช่างตั้ง "คำถาม" ชะงักกึก เพราะโดนใจอย่างจัง ชอบถามนัก...เจ้าปัญหา แถมยังติดยึดกับ “คำตอบ” ได้คำตอบถูกใจก็ยิ้มหน้าบาน มีความสุข คำตอบไม่ถูกใจก็หน้าหุบ หดหู่ทุกข์ใจ
ต้องมีเหตุให้มีอาการหน้าบาน ๆ หุบ ๆ สุข ๆ ทุกข์ ๆ กับคำถาม-คำตอบอยู่นั่นแล้ว...ตกหลุมตกร่องพรางมาตลอดชีวิตเลย
 
รีบบอกตัวเองว่า...รู้แล้วยังจะนั่งเล่นนอนเล่นใน 
“หลุมพราง” ก็ตามใจ...นะ
;-) </description>
		<link>http://lanpanya.com/freemind/2010/09/17/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%87/</link>
			</item>
	<item>
		<title>ใช้ชีวิตแบบวันต่อวัน</title>
		<description>
ได้รับเมลดี ๆ จากกัลยาณมิตร ชอบใจมาก เป็นเรื่องของ “เวลาในชีวิต” เนื้อหากล่าวถึง ช่วงชีวิตตามปกติของคนทั่ว ๆ ไปคือ
 ช่วงแรก : การเรียนรู้ การศึกษาเล่าเรียน เก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์เพื่อใช้ในการทำงาน
 ช่วงที่สอง : การทำงาน สร้างสมประสบการณ์ ทำมาหากิน เก็บเงินทองทรัพย์สิน ตั้งเป้าหมายในชีวิตและไปให้ถึงจุดนั้น
 ช่วงที่สาม : ไม่ต้องทำงานประจำ หาความสุขสงบหลังเกษียณอายุ พักผ่อน ท่องเที่ยว ทำสิ่งที่ชื่นชอบ
 @@@สำหรับคนที่อยู่ในช่วงชีวิตที่สอง คือ ชีวิตการทำงานนั้น หลายคนมักจะรอ “วันเกษียณอายุ” เพื่อที่จะได้พักผ่อน ทำสิ่งที่ตัวเองรัก เช่น การไปท่องเที่ยวอย่างมีความสุข ไม่ต้องคร่ำเคร่ง วิ่งวนกับงานที่ทำเท่าไหร่ก็ดูเหมือนจะไม่หมดเสียที 
...แต่ที่น่าสนใจก็คือ คนส่วนหนึ่งหลังเกษียณจากงานประจำแล้ว กลับไม่มีความสุขดังที่วาดหวังไว้ บางคนหดหู่ห่อเหี่ยว อยู่ไปวัน ๆ ไม่รู้จะทำอะไร บางคนสุขภาพพาลย่ำแย่ ป่วยออด ๆ ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/freemind/2010/09/16/%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b9%86/</link>
			</item>
	<item>
		<title>พอหรือยัง?</title>
		<description>
May you have
Enough happiness to make you sweet, 
Enough trials to make you strong, 
Enough sorrow to keep you human, 
And enough hope to make you happy.
Anonymous

อ่านที่เพื่อนส่งมาให้แล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่นาน...
“ความสุข” ทำให้เรา “อ่อนโยน”
ความ “ทุกข์ทรมาน” ทำให้เรา “เข้มแข็ง”
ความ “โศกรันทด” ทำให้เราคงไว้ซึ่ง “ความเป็นมนุษย์”
และ “ความหวัง” ทำให้เรามี “ความสุข”
 กระหยิ่มยิ้มย่องในใจ งั้นที่เคยคิดและเชื่อเสมอมาว่า ทุกสิ่งทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเราย่อมส่งผลดีและเหมาะสมกับเรานี่ ก็คงใกล้เคียงความจริงน่ะสินะ
 ๑๑๑๑สรุป (เองว่า) เราควรพยายามถามตัวเองบ่อย ๆ ว่าเรามีความสุขพอไหม เราได้สร้างความหวังพอหรือยัง เราต้องไม่ยอมอยู่อย่างท้อแท้ท้อถอย จะได้อ่อนโยนยิ่งขึ้นกับตนเองและผู้คนรอบข้าง ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/freemind/2010/09/09/%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%87/</link>
			</item>
	<item>
		<title>WATCH</title>
		<description> 
“…WATCH…”
W…watch your words จงระมัดระวังคำพูดของเรา จงพูดแต่สิ่งที่ดี คำพูดของเราต้องเต็มไปด้วยความรักและความเมตตา
A…watch your Action จงระมัดระวังการกระทำของเรา จงทำแต่สิ่งที่ดี รับใช้ช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ
T…watch your Thought  จงระมัดระวังความคิดของเรา เราคิดอะไร เราก็เป็นอย่างนั้น จงคิดแต่สิ่งที่ดีเสมอ
C…watch your Character จงระมัดระวังอุปนิสัยของเรา จะต้องเป็นอุปนิสัยที่ดีงามเสมอ
H…watch your Heart จงดูแลรักษาจิตใจของเราให้สะอาดบริสุทธิ์
ท่านศรีสัตยา ไสบาบา
 

ขอบคุณภาพจากhttp://www.thaipoem.com/forever/ipage/poem85823.html
@@@ระลึกถึงครั้งหนึ่งที่เคยได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมโรงเรียนสัตยาไส จังหวัดลพบุรี ดร.อาจอง  ชุมสาย ณ อยุธยา ได้ออกมาต้อนรับและเมตตาบรรยายพร้อมพาชมโรงเรียน ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ไปในฐานะที่เกี่ยวข้องกับงานที่ทำเลย ตอนท้ายท่านกล่าวข้อความซึ่งจำได้จนปัจจุบันพร้อมมอบหนังสือ "อัจฉริยะบนเส้นทางสีขาว" พร้อมลายเซ็นของท่านไว้ที่ปกใน ท่านกล่าวว่า...
“...เมื่อมองนาฬิกาทุกครั้ง อย่ามองเห็นแต่ตัวเลขและสมมุติของเวลา ให้ระลึกถึงความหมายของ “นาฬิกา” ด้วยนะครับ...” 
 @@@ ระหว่างทางกลับบ้านบนรถ ก็รีบพลิกอ่านด้วยความสนใจอย่างรวดเร็ว ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/freemind/2010/09/09/watch/</link>
			</item>
	<item>
		<title>สองคำถาม</title>
		<description>



8-O
@@@ “ในการเรียนรู้ เราก็ต้องสอนเด็กให้มีวิจารณญาณ พอเด็กรับข้อมูลต่าง ๆ เข้ามา เด็กจะต้องรู้จักตั้งคำถาม 2 คำถามในทันทีว่า ดีสำหรับเราหรือไม่ และดีสำหรับทุกคนหรือไม่ ถ้าดีทั้งสองอย่างก็เอาไปใช้ได้เลย แต่ถ้าไม่ดีต้องปฏิเสธมัน อย่าไปสนใจข้อมูล รู้จักปล่อยวาง นี่คือการที่เราใช้วิจารณญาณ สมมติเราคิดว่าสิ่งนี้ไม่ดีสำหรับเรา เราก็จะส่งแรงเสริมเข้าไป ครั้งต่อไปมันจะตีความได้เองว่าใช้ไม่ได้ เพราะเราได้ใส่ข้อมูลเข้าไปใหม่แล้ว...”
ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา
ผู้ก่อตั้งโรงเรียนสัตยาไส
 @@@ พบข้อความนี้ในหนังสือ “อัจฉริยะบนเส้นทางสีขาว” ที่ครอบครองไว้นานแล้ว หยิบมาปัดฝุ่นพลิก ๆ เปิด ๆ เป็นอาหารสมองยามเช้าพร้อมกาแฟ
 @@@ โดนใจกับข้อความนี้... มนุษย์เราหากขาด “วิจารณญาณ” คงทำให้อยู่ในโลกอันเต็มไปด้วยข้อมูลมหาศาลนี้ได้ยาก และการเรียนรู้ที่มีวิจารณญาณนี้ มีส่วนช่วยกำหนดให้มนุษย์รู้จักกำกับความคิด/ความเห็น/คัดสรรสิ่งที่กำลังเผชิญหน้าอยู่ได้
 @@@ บางทีนะ...ถ้าเราหลาย ๆ คน (คงเป็นไปไม่ได้ที่จะ “ทุกคน”) เรียนรู้พร้อมทั้งใช้วิจารณญาณว่าสิ่งที่กำลังเรียนรู้นี้ ดีสำหรับเราหรือไม่ และดีสำหรับทุกคนหรือไม่ โลกนี้จะสงบสุขขึ้นอีกอักโขเลย

 ไม่แปลกใจกับตัวเองแล้ว ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/freemind/2010/09/08/%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%a1/</link>
			</item>
</channel>
</rss>
