Mrs. I

2 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 21 พฤศจิกายน 2010 เวลา 1:54 ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #

ผมนั่งทำงานที่มุกดาหารนั้น บ่อยครั้งที่ชาวบ้านเดินเข้ามาพร้อมทั้งยื่นเอกสารให้ เขาบอกว่า ตึกหน้าให้เอาเอกสารมายื่นที่นี่…. ความจริงชาวบ้านเดินมาผิด ต้องไปอีกตึกหนึ่งถัดไป แต่ชาวบ้านจะไปเข้าใจคำอธิบายเจ้าหน้าที่ที่บอกว่าให้ไปยื่นเอกสารที่ตึกด้านหลัง ก็มันมีหลายตึก ชาวบ้านก็เดาไว้ก่อน ซึ่งเราเห็นหน้าตาแล้วก็บ่งบอกความ งง งง เปิ่นๆ งุ่มง่าม เกรงๆ…. สรุปว่าน่าสงสาร

นี่คือปัญหาเล็กๆ ที่ชาวบ้านไปติดต่อราชการ บางเรื่องบางราวมันเสียหายมาก เช่นชาวบ้านจะโอนที่ดินกันในครอบครัว แกจะไปรู้รึว่าจะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง เดินทางเช่า เหมารถมาเป็นร้อยกิโล เจ้าหน้าที่บอกว่าทำไมไม่เอาใบ ส.ป.ก. 4-01 ทั้งหมดมาด้วย โธ่ กลับไปเอาอีก กลับมาแล้วก็เอาอีกแล้ว การโอนนั้นลูกทุกคนต้องมาพร้อมหน้ากันต่อหน้าเจ้าหน้าที่…ตาย ตาย ตาย….ก็อีดำ ไปอยู่กรุงเทฑ ไอ้น้อยไปอยู่ปักษ์ใต้ ไอ้หมานเพิ่งขึ้นไปเชียงใหม่ อีเขียวมันได้ผัวฝรั่งไปอยู่ออสสะเตเลียโน่นเมื่อไหร่มันจะมาพร้อมหน้ากันล่ะ….. ตาย ตาย..ตาย…

เรื่องแบบนี้มีทุกที่ทุกแห่ง ทุกหน่วย ทั้งอดีตและปัจจุบัน ผมว่าหน่วยงานก็พยายามแก้ไข แต่ก็ยังมีเหตุการณ์เหล่านี้เกิดให้เศร้าใจ บางทีก็ขำไม่ออก เช่น เอ้า..ลุงต้องเอาเมียมาลงชื่อด้วยนะ ตรงนี้ ตรงกากะบาดนี่ ลุงแกก็พาซื่อ ถามเจ้าหน้าที่ว่า จะเอาเมียคนไหนเซนต์ล่ะครับ……ผมมีสามเมีย..???!!!!

นานมาแล้วสมัยที่คนข้างกายได้ทุนไปเรียนที่เยอรมัน ผมก็เก็บหอมรอมริบ เดินทางไปเยี่ยมเธอ ถือโอกาสเที่ยวยุโรป มีเพื่อนที่ทำงานการบินไทยถือโอกาสพาเมียไปฮันนิมูนด้วยกัน เราไปเช่ารถแล้วขับเที่ยวยุโรปหลายประเทศ ค่ำไหนกางเต้นท์นอนซึ่งเมืองนอกเขามีสถานที่จัดให้ ที่เรียก camping place มีร้านค้าเล็กๆ มีห้องน้ำ และสามารถหุงหาอาหารได้เลย ฝรั่งที่เที่ยวโยมอเตอร์ไซด์ใหญ่ๆ พากันมากางเต้นท์นอนที่สถานที่แบบนี้กันมาก

ครั้งหนึ่งเราเปลี่ยนเป็นนั่งรถไฟ ผมชอบการบริการเขามาก ที่สถานีรถไฟคนจะมากมาย ทั้งต่างชาติ หรือฝรั่งต่างถิ่นเอง ดังนั้นปัญหาเรื่องการซื้อตั๋ว การเข้าห้องน้ำ ร้านค้า การจะเดินทางต่อ การตรวจสอบเส้นทางเดินรถ และความต้องการข้อมูลต่างๆมากมายจะเกิดขึ้นกับกลุ่มคนที่สถานีรถไฟนั้น แม้กลุ่ม 4 คนสองคู่อย่างของผม แต่ไม่เป็นปัญหาเลย เขาจะมี เจ้าหน้าที่ รถไฟ สรวมหมวกทรงสูง ข้างหน้าหมวกจะเขียนตัว I ขนาดใหญ่ เห็นชัดเจน เขาเดินไปมา บางทีก็ส่งเสียงว่า ใครมีคำถามอะไรเชิญถามได้เลย..

จริงๆ ตัว I คือ information โฮ สุดยอดจริงๆ เขามีคนบริการแบบนี้เรียกเชิงรุกนะ เพราะไม่ใช่นั่งอยู่ในห้องแอร์เย็นเฉียบ เปิดช่องเล็กๆไว้สำหรับผู้มาถามแถบฟังไม่ชัดอีก.. แต่นี่เขาใส่หมวกสัญลักษณ์ I เดินบริการถึงคนที่มีปัญหาเลย ไม่ใช่มีคนเดียวด้วย มีหลายคน…สุดยอดจริงๆ นี่ขนาดเยอรมันที่ก้าวหน้าทั้งการศึกษาและเทคโนโลยี่ ก็ยังใช้วิธีบริการแบบพื้นฐาน ง่ายๆ และได้ประสิทธิภาพเต็มที่ เราไปใช้บริการอยู่ครับ ทราบมาว่า คนที่ทำหน้าที่นี้พูดได้หลายภาษาด้วย ….โฮ…ดีจริงๆ

วันที่ผมไปใช้บริการประกันสังคมที่ รพ.ศูนย์ขอนแก่น ผมนึกถึง Mr. I ที่เยอรมันทันที เพราะชาวบ้านมาใช้บริการ ประกันสังคมมากมาย และเรื่องไม่รู้จะทำอะไรก่อนหลัง และเรื่องเปิ่นๆมากมายแค่ไหนเดาได้นะครับ แต่แล้วผมเห็น Mrs. I จำนวน สาม สี่ท่าน เป็นคุณป้า ไม่ได้ใส่หมวกเหมือนที่เยอรมัน แต่ห้อยคอด้วยแถบกระดาษเขียนว่าอย่างไรอ่านไม่ถนัด คุณป้าเดินไปมา เห็นใคร เก้ๆ กังๆ ก็ปราดเข้าไปถามทันที มาทำอะไร ..ฯลฯ แล้วก็แนะนำไปตรงนั้น ไปช่องนี้ ไปยื่นนั่นก่อน เขียนนี่ให้ครบ โอย..ผมทึ่งมาก สุดยอดเลย ศูนย์ขอนแก่น คุณป้านั่นน่าจะเป็นข้าราชการที่ใกล้เกษียร หรืออาสาสมัครมาก็ไม่รู้ วันหลังต้องไปสัมภาษณ์ ผมไม่กล้าใช้มือถือถ่ายรูป เพราะใน รพ.เขาห้ามถ่ายรูป

ความจริงผมรู้จักท่าน ผอ. รพ.ศูนย์ขอนแก่นทางอ้อมเพราะเป็นสามีอาจารย์ใน มข.ที่ผมสนิทท่าน เคยทำงานมาด้วยกัน ผอ.รพ.ศูนย์ขอนแก่นท่านนี้เป็นแพทย์ดีเด่นสมัยหนึ่ง และเป็นแพทย์ที่มีชื่อเสียงเรื่องการเป็นคนทำงานรับใช้สังคม ผมเดาเอาว่าท่านคงพยายามพัฒนางานบริการให้ดีที่สุด เพราะ ศูนย์ขอนแก่นเห็นป้ายรางวัลหลายเรื่องติดอยู่

ต้องชื่นชมครับที่มีบริการ Information แบบนี้ ชาวบ้านร้านถิ่นมาก็พึ่งพาได้ รวดเร็วขึ้น ทุกฝ่ายได้

ชื่นชมด้วยความจริงใจครับ


อยู่กับนิ่ว

4 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 19 พฤศจิกายน 2010 เวลา 23:51 ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #

 

รู้มาสองปีแล้วว่าในร่างกายมีนิ้วขนาดเล็กอยู่ที่ถุงน้ำดี พบโดยบังเอิญคราวที่ไปตรวจร่างกายประจำปี ที่โรงพยาบาลเอกชน พบแล้วก็จิตใจวุ่นวาย ไปหาคุณหมอ ญาติป้าจุ๋ม ท่านชำนาญเรื่องนี้ก็บอกไปทำสแกนซะให้มันชัดๆไปเลย ท่านก็ออกใบสั่งไปให้ รพ.ศรีนครินทร์จัดการด้วยทุนตัวเองทั้งที่มีประกันสังคมก็ไม่ได้ใช้

ผลออกมาก็ย้ำชัดเจนว่ามีก้อนนิ่วเล็กๆ คุณหมอถามย้ำว่ามีอาการอะไรไหม ผมก็ว่าไม่มี ไม่เคยมี จะมีก็เมื่อรู้ว่ามีนิ่วนี่แหละแม้ว่าก้อนจะเล็ก แต่จิตเราบอกว่ามันใหญ่ อิอิ เมื่อไม่มีอาการก็ไม่เป็นไร จะเอาออกก็ได้ คุณหมอก็ให้ยามาทาน

แล้วไปทำงานเพลินไปเลย ยาหมดก็ไม่ไปหาคุณหมออีก เพราะมันไม่มีอาการนี่แหละ อาศัยพยายามปรับตัวใหม่ ทานน้ำมากๆ งดเว้นอาหารที่มีมันๆ และใบไม้หลายชนิดก็ไม่ทาน แหมฟังดูอย่างกับวัว ควายที่กินใบไม้แน่ะ.. ก็ผมกินมังสะวิรัติ ส่วนใหญ่เป็นผักใบไม้ จริงๆก็ใกล้วัวควายเข้าไปทุกทีแล้วนา..อิอิ

คราวนี้เกิดสนใจร่างกายขึ้นมา เพราะจะข้ามไปทำงานฝั่งลาว แม้ว่าช่วงนี้ชั่วคราว แต่ต่อไปงานระยะยาวรอคอยอยู่ จึงอยากจัดการเรื่องสุขภาพให้เรียบร้อยก่อน อย่างอาวเปลี่ยนต้องข้ามมาหาหมอบ้านเรา สั่งยาจากบ้านเรา

เมื่อวานไปหาหมอฟัน แหมจริงๆน่าจะเรียก “หมอแข่ว” เพราะ “หมอฟัน” นี่มันแทงใจดำจริงๆ วันนี้ไปหาหมอนิ่ว จริงๆก็อยากไปหาข้อมูลเช่นเคย เพราะเคยทราบมาว่า หมอชำนาญการเฉพาะด้านนั้น จะมานั่งให้กลุ่มประกันสังคมเฉพาะบางวันเท่านั้น ก็อยากไปเชคว่าหมอมานั่งวันไหน เมื่อถามแล้วก็ทราบว่าเดี๋ยวนี้หมอพลัดกันมานั่งทุกวัน งั้นก็ตรวจซะเลย

ผมเตรียมข้อมูลเดิมเอาไว้ในรถพร้อมแล้วจึงไปเอาแผ่น Xray สองชุดมา เดินตามขั้นตอนของระบบโรงพยาบาล จากหนึ่งไปสองไปสาม ตามที่เจ้าหน้าที่เขาจัดการให้ ซึ่ง 1 นั้นคือการคัดกรองว่าเป็นอะไรมาจะมาหาหมอเรื่องอะไร เขาก็จะเขียนใส่กระดาษให้เราถือไป ที่หมายเลข 2 ตรวจเชคว่ามีสิทธิประกันสังคมจริงหรือไม่ หรือหน้าตาเราเป็นพม่า เขมรปลอมตัวมา อิอิ เมื่อผ่านก็แทงตรงไปที่คุณหมอเฉพาะด้านเลย

ไปเริ่มเลขหนึ่งใหม่ ตรวจเชคว่าเคยมาไหม ชื่อที่อยู่จริงไหม โทรศัพท์ติดต่อเบอร์ไหน ฯลฯ แล้วก็บอกไปห้องเบอร์ 10 เธอพูดอย่างนั้นจริงๆ ผมก็หอบแผ่นฟีลม์ไปเดินดุ่ยๆไปหาหมอหนุ่มที่กำลังใช้โทรศัพท์อยู่ เสียงนางพยาบาลสองท่านหน้าห้องเรียกให้กลับมาก่อน ต้องมาผ่านโต๊ะสองโต๊ะนี่ก่อน เอ้า ก็อีหนูคนนั้นบอกให้ไปหมายเลข 10 ซึ่งเป็นห้องคุณหมอ ทำไมไม่บอกว่าไปที่โต๊ะหน้าห้องก่อนล่ะ นี่เรานึกในใจนะ ไม่ได้เปร่งเสียงออกมาให้บรรยากาศขุ่นไปหรอก เธอก็วัดความดัน(ชักจะทุรังบ้างหละ อิอิ) ถามน้ำหนัก การเต้นหัวใจ แล้วก็ไปหาคุณหมอได้

หมอหนุ่มหน้าตายิ้มแย้มครับ คงจะคุยโทรศัพท์เสร็จแล้วและคงเป็นเรื่องดีดีมั๊งครับ เราก็เริ่มเล่าเรื่องให้ฟังพร้อมทั้งยื่นเอกสาร แผ่นฟีล์มให้ทั้งหมด หมอเอามาอ่านโน่นนี่แล้วก็บอกว่า ชิ้นเล็กนิดเดียวนี่ มีอาการอะไรไหม ไม่มีก็ไม่ต้องทำอะไร ปล่อยมันไว้อย่างนั้นดูแลสุขภาพเอา หรือจะเอาออกก็ได้ แต่การผ่าตัดทุกเรื่องมันมีความเสี่ยงทั้งนั้นนะครับ….หมอขู่ใส่เลย…ทีแรกก็ว่าจะตัดสินใจเอาออกไปซะให้รู้แล้วรู้รอดไป หมอมาพูดอย่างนี้ หดเลยเรา…

ถามว่ามันจะมีอันตรายสร้างปัญหาอื่นๆไหม หมอบอกว่าหากมันไม่ใหญ่และไม่มีอาการอะไรก็ไม่มีผลอะไร ยกเว้นว่ามันใหญ่และมีการอักเสบ ก็จำเป็นต้องตัดเอาออก แล้วเอาถุงน้ำดีออกมันมีผลอะไรไหม หมอก็ว่า ไม่มีอะไร แค่ละเว้นอาหารมันๆ นะ หมอว่าอยู่กับมันซะ เอาไว้มันอักเสบก็ค่อยมาดูอีกที หรือไปตรวจสแกนใหม่หากมันใหญ่ขึ้นก็ค่อยมาพบหมอใหม่ก็แล้วกัน….

เราแม้ตัวใหญ่แต่ก็เคารพเหตุผลของหมอ( เอ..ตัวใหญ่ตัวเล็กไม่เกี่ยวกับเหตุผลเลยน้า) ขอบคุณคุณหมอแล้วก็หิ้วเอกสาร แผ่นฟีล์มพะรุงพะรังกลับไปทำงานต่อ…

ขับรถไปนึกถึงเรื่องราวเมื่อครู่ที่ผ่านมาทั้งหมด ทันใดนั้นก็นึกถึงป้าหวาน หันหัวรถกลับเข้าเมืองไปหาป้าหวานเจาะเลือดดูโน่นดูนี่อีกดีกว่า……


ประสบการณ์กับประกันสังคม

7 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 18 พฤศจิกายน 2010 เวลา 16:14 ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #

วันนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ไปใช้บริการประกันสังคมที่หน่วยสาขาของ โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น มีสำนักงานใกล้ๆบ้าน นานมากแล้วที่ไปใช้บริการสมัยที่ทำงานที่มุกดาหาร ตอนนั้นเป็นฝีที่เปลือกตา หมอก็ผ่าสดๆเอาหนองออกให้ แล้วก็ไม่เกี่ยวข้องอีกเลย นอกจากส่งเงินค่าประกันโดย หัก ณ ที่จ่าย

วันนี้ตั้งใจไปขอใช้บริการเรื่องฟัน เมื่อวานไปหาข้อมูลมาก่อนแล้วว่าไม่จำเป็นต้องไปที่ โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น มาที่สาขาในหมู่บ้านนี้ก็ได้ มีคุณหมอมาประจำตามตารางที่ประชาสัมพันธ์ไว้ที่หน้าสำนักงาน น้องๆเลยจัดการเรื่องเอกสารให้ตั้งแต่เมื่อวาน เช้าวันนี้มาก็เร็ว ทั้งๆที่มีสตรี สว.สามสี่คนมานั่งขอรับบริการก่อนแล้ว

เจ้าหน้าที่ถามข้อมูล ชั่งน้ำหนัก วัดความดัน(ไม่ทุรัง) แล้วก็มอบเอกสารให้ไปเข้าห้องที่คุณหมอฟันอยู่พร้อมแล้ว ผมเดินเข้าไปเห็นคุณหมอหนุ่ม ทำคอมพิวเตอร์อยู่ มองในแง่บวกคือคงกำลังดูข้อมูลอยู่ หมอสอบถามมาทำอะไรบ้าง แล้วก็ให้นอนลงที่เตียงทำฟัน มีผู้ช่วยมาจัดการเครื่องมือ ก๊อกแก๊กๆ พักหนึ่ง คุณหมอก็มาอ้าปากดูฟัน แล้วก็สั่ง พนักงานให้เตรียมนั่นเตรียมนี่เพิ่มเติม คุณหมอก็ไปนั่งหน้าคอมพ์อีก เราก็นอนมองเพดาน และหลอดไฟ

พักหนึ่งหมอก็มาจับอ้าปาก สั่งให้ผู้ช่วยทำโน่นทำนี่ เสร็จแล้วก็ บอกให้ไปนั่งคอยนอกห้อง ผมก็มานั่งมองฝาห้องทำงาน มองไปรอบๆสำรวจว่าอาคารนี้มีอะไรบ้าง สะอาดครับ ทุกคนต้องถอดรองเท้าเข้ามา มีป้ายนิทรรศการแสดงวิสัยทัศน์ ของสำนักงาน มีหลายข้อที่เป็นเรื่องที่ เจ้าหน้าที่สรุปร่วมกันแล้วเอามาประกาศให้สาธารณะทราบ ผมนึกในใจ แต่ละข้อสุดยอดทั้งนั้นเลย แต่ทำได้แค่ไหนก็อีกเรื่อง แต่เริ่มต้นดีแล้ว…

พักหนึ่งเจ้าหน้าที่ก็เอาเอกสารสองแผ่นมาให้ แล้วบอกให้ไปยืนที่ฝ่ายการเงิน ช่องที่ 4 พอไปยื่น เจ้าหน้าที่ดูๆแล้วก็บอกว่า 250 บาทค่ะ.. เจ้าหน้าที่เขียนใบเสร็จให้ แล้วก็ส่งคืนมาให้ บอกว่านี่เอาไปเบิกคืนได้ ผมงง เพราะมาทำแบบนี้เป็นครั้งแรก อยากรู้การบริการ และคุณภาพ ประสิทธิภาพ ฯลฯ ผมถามเธอว่าเอาไปเบิกที่ไหน เธอมองหน้าแล้วบอกว่า เบิกที่ศาลากลางจังหวัด ฝ่ายประกันสังคม ผมก็ขอบคุณ บอกเธอว่าเป็นครั้งแรก ยังไม่เคย..

สองจิตสองใจว่าจะกลับไปทำงานหรือจะไปเบิกคืนเลย ไหนๆก็ออกมาแล้ว ไปเบิกเลยดีกว่า เลยบึ่งรถไปสำนักงานประกันสังคมที่ศาลากลางจังหวัด โอยรถเต็มไปหมด แต่ก็มีที่จอดอยู่มากเพราะใช้สนามฟุตบอลเป็นที่จอดเสริม เดินไกลหน่อย ไม่เป็นไร

เมื่อเดินทางเข้าไปก็พยายามเรียนรู้ว่าจะเริ่มตรงไหนดี… เออ เราต้องเติมข้อมูลที่ได้เอกสารมาจากสถานพยาบาลเมื่อสักครู่ก่อน จึงไปหามุมเขียน พอเริ่มลงมือเท่านั้น มีสาวกลางคนท่านหนึ่งมาบอกว่า พ่อ..เติมได้ไหม หนูจะเขียนให้… เอ้า กลายเป็นพ่อไปแล้วเรา เธอก็คว้าแบบฟอร์มไปเขียนให้เสร็จ ดีจริงๆ แล้วก็มีเสียงบอกว่าหมายเลขนี้ให้ไปที่โต๊ะนั้น เราก็เดินไปยื่นเอกสาร เจ้าหน้าที่เป็นสตรีหมด ก็เอาไปตรวจสอบความสมบูรณ์ของเอกสาร พิมพ์ข้อมูลลงในคอมพ์ แล้วก็บอกให้ไปที่โต๊ะเบอร์ 8 ผมเอาเอกสารยื่นให้ สาวๆมองหน้าเราแล้วก็ยิ้มๆพร้อมรับเอาเอกสารไปตรวจสอบ พิมพ์ข้อมูลลงคอมพ์แล้วก็คืนเงิน 250 บาทให้เรา เสร็จแล้ว…..

ผมถามเธอว่า วันๆมีคนมาใช้บริการกับเธอจำนวนเท่าไหร่ เธอบอกว่า ประมาณ 100 เคส ว่างั้น

ผมต้องชมสำนักงานประกันสังคมที่จังหวัดขอนแก่น ยอดเยี่ยมมาก ยกนิ้วให้เลย มิใช่เธอมาช่วยเขียน แต่การจัดระบบ ความว่องไว เพียง 15-20 นาทีเสร็จแล้ว ชื่นชมครับ..

ส่วนที่หน่วยอนามัยใกล้บ้านที่ผมไปทำฟันนั้น พอใช้ได้ แต่พบว่า หมอฟันดูฟันผมไม่ทั่วปาก มีซี่หนึ่งเป็นรูอยู่หมอไม่ได้ทำการอุดให้ จะกลับไปอีกทีก็เกรงใจหมอ ขอไปใหม่วันหลังก็แล้วกัน

หากจะเทียบบริการทำฟันที่หน่วยอนามัยนี้กับร้านหมอทำฟันก็คนละระดับเลย ที่ร้านหมอทำฟันเราจ่ายเงินเต็มที่ เขาบริการดีมาก ดีเพราะจะฟันเงินเรา อิอิ ซึ่งแพงระยิบไปเลย แต่ที่หน่วยนี้ก็แค่สมกับระดับ ประกันสังคมมั๊ง…. แต่คิดว่า ทำดีกว่านี้ก็ได้อยู่….แต่ก็ขอบคุณครับ….


ข้าว

ไม่มีความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 17 พฤศจิกายน 2010 เวลา 8:04 ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #

 

ข้าวสำหรับบางคนนั้น คืออาหารหลัก แค่มีเงินซื้อก็เลือกบริโภคได้ตามความชอบ

สำหรับบางคนนั้น ข้าวคือ “ยา”

บางคนบอกว่าเอาไปทำขนมอร่อยได้

คนที่มีเงินเดือนนั้น ตั้งหน้าตั้งตาหาเงินเพื่อทุกอย่างและเอาเงินไปซื้อ “ข้าว”

บางคนกล่าวว่า เงินคือพระเจ้า เนรมิตทุกอย่างได้

 

แต่สำหรับชาวนานั้น “ข้าว” คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง

เวลาเข้าป่า สิ่งที่ชาวบ้านเอาติดตัวไปคือข้าวเหนียวและมีด กับข้าวมีอยู่ในป่า

 

เมื่อครอบครัวต้องการสิ่งอื่นๆ

ก็เอาข้าวไปแลก หรือเอาไปขายเพื่อ ให้ได้เงิน แล้วเงินก็คือทุกอย่าง

 

สำหรับชาวนา ข้าวคือชีวิต……


สตรีลาว

ไม่มีความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 16 พฤศจิกายน 2010 เวลา 23:10 ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #

 

หากทุกวันที่เราตื่นมาแต่เช้าแล้วมีโอกาสได้ใส่บาตรพระ ทำซ้ำๆ กันประจำจะส่งผลต่อจิตใจเราอย่างไรบ้าง

ตรงข้ามหากทุกเช้าตื่นขึ้นมามีแต่ข่าวสารอาชญากรรม ข่าวคราวที่เสียดแทงใจ ซ้ำๆ บ่อยๆ จิตใจเราจะเป็นเช่นไร


เพื่อชาวลาวกล่าวว่า คนลาวนั้นหากเป็นสตรีต้องถอดรองเท้า ยืนใส่บาตรไม่ได้ ต้องนั่งราบ นั่งเก้าอี้ต่ำ หรือนั่งเข่า เท่านั้น

(เก็บตกจากเวียงจัน)


ด่วนภายในวันนี้..

2 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 11 พฤศจิกายน 2010 เวลา 15:26 ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #

สวัสดี บางทราย (bangsai) นี่คืออีเมลติดต่อจากผู้อ่าน กรุณาตอบโดยตรงไปยังผู้อ่านนั้น ———————————————————– ชื่อ……………………………. ประวัติปู้เจ้าผ้าดำ

ข้อความ: เรียนคุณบางทราย ที่เคารพ

ดิฉันขอรบกวนขอประวัติปู้เจ้าผ้าดำโดยละเอียดด้วยค่ะ
					

ถ้าไม่เป็นการรบกวนอยากได้ด่วนภายในวันนี้ค่ะ

ขอแสดงความนับถือ
					

------------------------------------------------------------

 

เรื่องราวแบบนี้เราเคยพูดถึงกันบ้างแล้ว และก็ยังมาให้เห็นอีก ผมหล่ะอยากจะเรียกเธอมาหยิกให้เขียวไปเลย

 

  • ไม่เคยบอกเลยว่าเป็นใคร อยู่ที่ไหน เอาไปทำอะไร …
    
  • และมาแบบด่วนจี๋จะเอาเดี๋ยวนี้  โธ่…โธ่…แม่เจ้าประคูณทูนหัว ข้าพเจ้าไม่ได้นั่งอยู่เฉยๆนะเจ้าคะ ทำงานเจ้าค่ะ
    
  • สงสารก็สงสาร อยากจะเขกหัวก็อยาก
    
  • เฮ่อ คอยไปก่อนนะ….
    

 

ขอเป็นคนใจดำหน่อยเถอะวันนี้ เฮ่อ…..


วีระกษัตริย์ลาว

ไม่มีความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 11 พฤศจิกายน 2010 เวลา 13:08 ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #

เมื่อวันที่ไปถึงนครเวียงจันทร์ พอดีเป็นวันทำพิธีเปิดอุสาวรีย์เจ้าอนุวงษ์พอดี แม้ว่าจะยังสร้างบริเวณข้างๆเคียงไม่เรียบร้อยดี แต่ท่านจูมมะลี ประธานประเทศ ก็มาทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการแล้ว ใต้อนุสาวรีย์นั้นบันทึกไว้ว่า

” อะนุสาวะลี เจ้าอานุวง วีละกะสัดแห่งอาณาจักลาวล้านซ้างเวียงจัน”

มีประชาชนมากราบไหว้มากมายไม่ได้หยุดหย่อนจนค่ำมืด

(วันนี้อยู่สำนักงานเขียนรายงาน เลยแว๊ปมา อิอิ)


สาวลาวริมโขง

4 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 10 พฤศจิกายน 2010 เวลา 8:21 ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #

ยามเย็นไปเดินเล่นริมโขงนครเวียงจันทร์ ที่กำลังก่อสร้างชายฝั่งโดยการดูดทรายจากแม่น้ำโขงมาถม มหึมามหาศาล กลายเป็นแหล่งเดินเล่นคนเมืองเวียงจันทร์ และสาวๆหนุ่ม สาวน้อยสาวใหญ่ หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่มาออกกำลังกายกัน

ทั้งลาวทั้งฝรั่งและพี่ไทย อิอิ

สาวเอ๊าะๆเธอท่านนี้มาออกกำลังกายโชว์คนที่นั่งริมฝั่งนับร้อยนับพันให้ดูโดยเธอไปยืนริมน้ำช่วงพระอาทิตย์กำลังตก เล่นห่วงยางนี้ (เขาเรียกอะไรล่ะ) ที่กำลังฮิตกันทั้งไทยทั้งลาว เธอแสดงให้ดูน่ารักมากครับ

อย่างงี้แล้ว สาวบึบบับเมืองไทยต้องรีบหน่อยแล้วนา….อิอิ

แต่อย่างไรก็คิดถึงสาวไทยอยู่ดี ห้า ห้า ห้า


LAO Center point

3 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 8 พฤศจิกายน 2010 เวลา 11:19 ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #

มาถึงเวียงจันทร์เมื่อคืนวันอาทิตย์ ที่พักอยู่ในพื้นที่ LAO center points

ในไทยนั้น Center point มีแต่แอลกอฮอล์ แต่ที่ลาวมีแต่น้ำเต้าหู้

คนหนุ่มสาวมานั่งกินน้ำเต้าหู้กัน


เอาเมฆมาใส่กรอบ

2 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 6 พฤศจิกายน 2010 เวลา 23:57 ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #

 


ก่อนไปเวียงจันทร์ (ชั่วคราว) คุณตุ๊ ให้ช่วยทำ Power point เป็นส่วนเสริมคือ background และน้องอีกคนช่วยใส่รูปให้ แบบในเวลาที่จำกัด งานที่ล้นมือ เธอก็พิมพ์งานจนวินาทีสุดท้ายก่อนขึ้นเครื่องลงกรุงเทพฯแล้วต่อไปเคนยาเลย


ผมเป็นสมาชิกชมรมคนรักมวลเมฆของอาจารย์ ดร.บัญชา ด้วย จึงเอารูปเมฆมาใช้ประโยชน์ซะ ก็ดีไปอย่างเพราะเป็นทรัพยากรที่มีอยู่


ทั้งหมด 70 เฟรม ใช้เมฆมาตกแต่งทั้งหมดเลยครับ

ไปแล้ว อีก 8 ชั่วโมงเธอก็ไปนั่งอยู่ที่ Nairobi, Kenya แล้ว


คำสั่งเมีย

6 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 3 พฤศจิกายน 2010 เวลา 18:16 ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #


เมื่อวานมีงานแสดงสินค้า OTOP ที่ศาลากลางจังหวัดขอนแก่น เห็นเสื้อตัวนี้เข้าจะซื้อมาใส่ก็เกรงใจคนข้างๆ จะซื้อไปฝากเพื่อนก็กลัวมันเตะใส่ เลยแค่ถ่ายรูปเอามาดูเล่นๆยามทุกข์น้ำท่วมเมืองกันนะครับ


18 องศา C ที่ KKN

4 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 31 ตุลาคม 2010 เวลา 9:01 ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #

อุณหภูมิอากาศที่ขอนแก่นเมื่อเช้า 18 องศา C

มาพร้อมกับน้ำ แต่ที่บ้านยังไม่มีผลอะไร


หนาวมาแล้ว

2 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 29 ตุลาคม 2010 เวลา 16:45 ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #

ท้องฟ้าแบบนี้บอกว่า

หนาวมาแย้วววว

ชอบ ชอบ ชอบ……..


ไปด้วยกันสองเรา

6 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 24 ตุลาคม 2010 เวลา 22:36 ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #

ขอมอบความรัก ความคิดถึง ชาวลานทุกท่านครับ


ใต้ฟ้ากะลาครอบ

2 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 21 ตุลาคม 2010 เวลา 22:52 ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #

ลูกสาวโทรมาบอกว่า ฟังข่าวน้ำท่วมชัยภูมิแล้วไม่สบายใจ เพราะกำลังจะไหลไปสู่ขอนแก่น ผมก็อยู่มุกดาหาร คุณตุ๊ก็ร่อนไปทั่วประเทศ ด้วยงานวิจัยหลาย เรื่องในมือ ลูกสาวขอร้องให้กลับบ้านไปดูหน่อย ผมถือโอกาสเอาของใช้ส่วนตัวกลับบ้าน…. ขอนแก่น

มาถึงบ้านก็ได้รับซองเอกสารจากท่านแฮนดี้ ที่รักของผมจากไชยา พอเปิดออกมาก็ ชื่นใจเหลือเกิน อาจารย์แฮนดี้ส่งหนังสือบกกวี ใต้ฟ้ากะลาครอบ ของท่านอาจารย์จุมพล วัฒน์บุณย์ มาให้ผม ตามที่ท่านเคยกล่าวไว้…


ข้าวของยังไม่ได้เก็บเลยผมเอาหนังสือไปนั่งอ่านใต้ร่มไม้หลังบ้าน มุมโปรดของผม โอ้..พระเจ้า ท่านอาจารย์จุมพล ท่านให้ความกรุณาเขียนบทกวีกล่าวถึงผมด้วย ผมขนลุกซู่ทีเดียว..

ผมและท่านไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว แต่เราเชื่อมกันเพราะท่านอาจารย์แฮนดี้ ขอบพระคุณท่านแฮนดี้มากๆครับ

ท่านอาจารย์จุมพล ท่านเมตตา ข้าน้อยมากทีเดียว ที่กรุณาร่ายกวีถึงบางทราย

ผมเพียงอ่านสี่ห้าหน้าตามเวลาที่มีอยู่เบื้องต้นนี้ ทำให้ผมนึกถึง ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ ศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่เป็นคนใต้ที่ผมเคารพท่าน ชื่นชมท่านมาก และสะสมผลงานของท่านไว้

ผมแปลกใจว่าทำไมคนใต้ถึงมีศิลปินด้านนี้ หลายต่อหลายท่าน คนรุ่นเดียวกับผมก็มีคนที่ใกล้ชิดกับฝ่ายภรรยาผมก็คือ คุณ “จี๊ด” จีรนันท์ พิตรปรีชา(ประเสริฐกุล) ที่ลูกชาย แทนไท กำลังดังในจอทีวี คุณแม่ของคุณจี๊ดมีศักดิ์เป็นอาของภรรยาผม เธอก็เป็นนักเขียน ที่โด่งดังที่สุดก็คือ “ใบไม้ที่หายไป” อีกคนคือ พนม นันทพฤกษ์ หรือ สถาพร ศรีสัจจัง อาจารย์ที่ มอ.เข้าใจว่าเออรี่ไปแล้ว สถาพรเป็นศิลปินแห่งชาติทีเดียว เมื่อต้นปีก็โทรมาหาผมชวนให้ไปเที่ยวบ้านสวนของเขา เราทำกิจกรรมสมัยเรียนที่ มช.ด้วยกัน เขาโด่งดังมาจาก “โศลกแดง” ตั้งแต่เรียนหนังสือ เพื่อนรักอีกคนคือ รศ.ประสิทธิ์ ทองแจ่ม ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายประกันคุณภาพการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี เราพักบ้านเดียวกัน กินข้าวหม้อเดียวกันมา

และอีกหลายท่าน…ที่เป็นคนใต้…

ใต้ฟ้ากะลาครอบ ของท่านอาจารย์จุมพลนั้น ผมชอบมากเพราะท่านหยิบสิ่งในชีวิตประจำวันที่ท่านประสบ มาเขียนเป็นกวี กลอนในรูปแบบต่างๆมากมาย สื่อความหมายเรื่องราวได้ชัดเจนและรื่นไหล ท่านจะสอดแทรกหลักธรรมแห่งการอยู่ร่วมกัน ความเหมาะสม ถูกต้อง …. เรื่องราวที่ท่านจารลงไปนั้นผมคิดว่านี่คือประวัติศาสตร์บอกเล่าด้วยซ้ำไป วันเวลาที่เคลื่อนตัวไปนั้นตัวหนังสือกวีของท่านจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าทีเดียวครับ

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์จุมพล วัฒน์บุณย์ ผู้จารบทกวีใต้ฟ้ากะลาครอบ และขอบคุณท่านอาจารย์แฮนดี้ที่นำส่งสารที่มีคุณค่านี้ไปให้ผมครับ…


14 ตุลาของบางทราย

1 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 14 ตุลาคม 2010 เวลา 16:37 ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #

นับได้ 37 ปีที่ผ่านมาครบวันที่ 14 ตุลาคม อีกรอบหนึ่ง นึกย้อยไปผมยังไม่เดียงสานักในหลายด้าน แต่หัวใจรักความยุติธรรม เกรียดการเอารัดเอาเปรียบ และอยากเห็นบ้านเมืองอยู่กันอย่างมีความสุข จะเรียกอุดมคติหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมก็ว่าสิ่งเหล่านี้ก็มีอยู่ในทุกทั่วตัวคน เพียงแต่ไม่ได้กล่าวออกมาเท่านั้น

“คนเหมือนกันแต่โอกาสทำให้คนต่างกัน” นี่คือคำกล่าวของพวกเราสมัยนั้น เราจึงไม่รอคอยโอกาสแต่แสวงหามัน สร้างมันขึ้นมา เราทำในสิ่งที่นักศึกษาผู้มีหัวใจบริสุทธิ์พึงจะคิดได้ทำได้ โดยมีรุ่นพี่คอยให้ความรู้ความเข้าใจ มีอาจารย์กลุ่มหนึ่งที่สนับสนุนคนหนุ่มรุ่นใหม่ทำกิจกรรมเพื่อสร้างสรรค์สังคม


สิ่งแรกๆที่ทำได้เลยทันทีคือการศึกษาโลก โดยการอ่านหนังสือหลักคิดต่างๆ เชิญผู้รู้มาพูดมาเคาะกะโหลก จนกระทั่งจัดเวทีอภิปราย ใครมีความสามารถทางการพูดก็ขึ้นเวที ใครพูดไม่เก่งก็อยู่เบื้องหลัง ช่วยโน่นช่วยนี่ แล้วก็ชวนกันออกชนบทกัน

แม้ว่าจะมีการออกค่ายพัฒนาชนบทอยู่แล้วแต่เรามองว่านั่นเป็นแค่การไปสงเคราะห์ การพัฒนาจริงๆต้องพัฒนาคน ความคิด ระบบคิด ควบคู่ไปกับกิจกรรมในวิถีประจำวัน ใครๆเขาเรียกกลุ่มนี้ว่าพวกบ้ากิจกรรม พวก Activist หนักเข้าก็เรียกพวกซ้าย ทำอะไรก็ขวางๆสังคมสมัยนั้น เช่นเขาสนุกกับการเต้นรำ ก็ไปพังงานเขาซะ สมัยนั้น เดป กับ มอส ดังระเบิดเถิดเทิง ดิ อิมพอสซิเบิ้ล ค่าตัวแพงที่สุด เราก็ต่อต้าน ทั้งๆที่หลายคนก็แอบชื่นชอบอยู่ลึกๆ นึกย้อนไปก็ขำๆ หากมองอย่างเป็นหลักการก็คือ เขากำลังปรับเปลี่ยนซึ่งต้องใช้เวลาบ้าง มากน้อยต่างกัน เพียงแต่ว่า รวมๆแล้วคิดเหมือนกัน ใกล้เคียงกัน ก็จูงมือกันมาทำกิจกรรม แต่รายละเอียดยังแอบใส่กางเกงเดฟ กางเกงมอสอยู่เล้ยยยยย ห้า ห้า ห้า..

การอ่าน และแลกเปลี่ยนกันดูจะดุเดือดมาก ทุกเทอมเราจะมี “ค่ายศึกษา” ไม่ได้ไปสร้างส้วม สร้างโรงเรียนอะไรที่ไหน แต่ไปตั้งค่ายใช้แรงงานกับชาวบ้านแล้วก็มีเวลามาแลกเปลี่ยน พูดคุยกันในประเด็นต่างๆ มีรุ่นพี่พี่ที่เขาเจ๋ง มาเป็นหลักในการนำการพูดคุย บ่อยครั้งก็เชิญวิทยากรดังๆจากกรุงเทพฯไปพูดคุยกับเรา ไม่ว่าจะเป็น พี่อนุช อาภาภิรมย์ พี่วิทยากร เชียงกูร เจ้าของกวีอมตะ ..ฉันจึงมาหาความหมาย…. อาจารย์ผสม เพชรจำรัส แม้สองกุมารสยาม เจ้าของมติชนในปัจจุบันนี้ มิต้องพูดถึง เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ธีรยุทธ์ บุญมี… ฯลฯ

เป็นการลับสมองในเรื่องสังคม เรื่องบ้านเมือง มากกว่าเรื่องส่วนตัว ทำให้เรามองดูเด็กที่แตกต่างออกไปไร้สาระ แต่ก็เข้าใจ เพราเราเรียนในสิ่งที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน เราสัมผัสชุมชนตั้งแต่เกิดและย้ำลงไปด้วยระบบคิดเมื่อเราออกไปช่วยชาวนาชาวไร่มากกว่าจะจับคู่กันถลุงเงินพ่อแม่ในเรื่องไม่เป็นเรื่อง

มิได้อวดตัวว่าทำดีทำถูก หลายอย่างก็สลัดคราบวัยรุ่นไม่หมดหรอก เช่นกินเหล้า ดูดบุหรี่ แอบฟังเพลงเดอะ บิทเทิ้ล เดอร์-คาร์เพนเทอร์ ฯลฯ แม้เหร่สาวๆที่ถูกใจ จนกระทั่งจับคู่กันไปจนอยู่กินด้วยกันจนปัจจุบันก็มีหลายคู่ แต่รับผิดชอบกันดี มิเช่นนั้น ถูกวิภาควิจารย์ไม่ได้ผุดได้เกิด

เมื่อการกวาดล้างเกิดขึ้น กลุ่มทั้งกลุ่มก็เข้าป่า จูงมือกันไปสายใครสายมัน หลุดรอดเรามาได้ก็เพราะเราจบแล้ว ทำงานชนบทแล้ว เขาหาตัวเราไม่พบ เลยอดเข้าไปเลย เวลาถัดมาเขาออกมาตามหาจนพบ แต่บอกว่า ไม่ต้องเข้า ทำงานแบบนี้มีประโยชน์ต่อสังคมดีแล้ว

น้องๆ พี่ๆ สละชีพไปหลายคน คิดถึงไอ้เติบ ตานี เขาเป็นน้องที่คณะ เป็นคนปัตตานี เรารักใคร่กันมาก เติบ เป็นคนตรงไปตรงมาตามนิสัยคนใต้ สนใจไฝ่รู้และจริงจังทุกอย่าง น้องสละชีพเพราะพกระเบิดในป่าแล้วเกิดพลาด กว่าจะเอาศพออกมาได้ ก็หลายสิบปี พี่น้องต้องเดินหาที่ฝังศพแล้วขุดเอากระดูกมาทำพิธีกรรมทางศาสนาให้

ต่างคนต่างเลือกเส้นทางที่ตนเองชอบ ถนัด หลายคนเป็นนักการเมืองทั้งเหลืองทั้งแดง กล่าวถึงไปบ้างแล้ว บางคนเป็นพ่อค้าเล็กๆเงียบๆ แต่มีกิจกรรมที่สนับสนุนพี่น้องที่เคยไปขออาศัยข้าวปลาอาหารกินสมัยอยู่ป่า บางคนมุ่งหน้าเรียนจนจบเมืองนอกเมืองนาเป็นครูบาอาจารย์โด่งดัง

ส่วนผมพึงพอใจที่จะเดินบนเส้นทางชนบทต่อไป

14 ตุลาสร้างให้ผมเกิดมาอีกครั้งในมุมจิตสำนึกเล็กๆ

ก็ขอจบสิ้นที่มุมนี้ก็แล้วกัน

รำลึกถึงอุดมการณ์ 14 ตุลา..


ข้าวกับโรงเรียน

2 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 14 ตุลาคม 2010 เวลา 8:29 ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #

 

 

การประชุมพี่น้องโส้ครั้งนั้น คุยกันว่า

วันนี้ชาวบ้านเตรียมจักตอกเพื่อใช้มัดข้าวในนาที่กำลังจะต้องเก็บเกี่ยวในเดือนพฤศจิกายนนี้แล้ว

ข้าวมีหลายประเภท ข้าวที่เก็บเกี่ยวก่อนเรียก “ข้าวไร่”

ถัดมาที่ต้องเก็บเกี่ยวเรียงไปคือ “ข้าวดอ”

แล้ว “ข้าวกลาง” และที่ล่าที่สุดคือ “ข้าวนาปี”

พี่น้องโส้คนหนึ่งพูดมาว่า

…ตอนนี้ปิดเทอมเด็กเต็มบ้าน พอจะเกี่ยวข้าวโรงเรียนก็เปิด แทนที่จะได้อาศัยแรงงานเด็กบ้างก็กลายเป็นภาระต้องดูแลลูกก่อนไปโรงเรียนอีก งานในนาก็ยุ่ง ทำไมไม่ปิดโรงเรียนให้สอดคล้องกับการทำนา ถามกระทรวงศึกษาหน่อยซิอาจารย์…

…แต่ก่อนเราหยุดวันพระ เพื่อให้ชาวบ้านไปทำบุญกัน

ทุกวันนี้เราหยุดเสาร์ อาทิตย์ นี่ไงเล่าเด็กมันถึงห่างวัด ห่างธรรม…

…การจัดการศึกษานี้เอาอะไรมาเป็นตัวตั้งล่ะ

ไหนบอกว่าเอาท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง…

 

อือ…น่าคิด


เหยี่ยวบนภูมโนรมย์

ไม่มีความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 13 ตุลาคม 2010 เวลา 16:41 ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #


งามสง่าจริงๆ ยามเจ้าร่อนไปอย่างอิสรเสรี

แค่กางปีกที่ใหญ่และแข็งแรง รับลมแล้วร่อนเร่ไป

สายตาที่ดีที่สุดของเจ้านั้น สอดส่องมองหาเหยื่อ

เพื่อยังชีพสำหรับวันนี้ ไม่เคยกักตุน

ไม่ละโมบ ไม่ซับซ้อน อิ่มก็พอ หิวก็ออกไปหาใหม่


คอก.

10 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 9 ตุลาคม 2010 เวลา 0:19 ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #

ลองพิจารณารูปนี้ดีดีหน่อย ท่านจะเห็น “คอก” ท่านลองเดาซิว่าเขาใช้คอกนี้เพื่อวัตถุประสงค์อะไร ความจริงแคร่ที่เห็นนี้เรามานั่งนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว เพราะบ้านหลังนี้คือบ้านของผู้นำเครือข่ายไทบรู ที่เรางานด้วย พ่อหวัง คือเจ้าของบ้านและเป็นผู้นำเครือข่ายนี้

แรกสุดผมแปลกใจที่เห็น คอก มาอยู่ตรงนี้ เมื่อสอบถามพ่อหวังผมก็อ๋อ ทันที คือพ่อหวังมีหลานน้อยอายุ 11 เดือน และที่บ้านหลังนี้ยังทำเป็นร้านค้าโชว์ห่วย เพิ่มรายได้จากการทำนาทำสวน ด้านหนึ่งหลานน้อยเป็นภาระ แต่เป็นภาระที่ทุกคนมีความสุข

ยามที่พ่อหวังอยู่บ้านขายสินค้า และดูแลหลาน ภรรยาก็ไปสวน เมื่อคราวที่พ่อหวังไปสวน ภรรยาก็มาขายสินค้าและดูแลหลาน สลับกัน ทั้งพ่อหวังและภรรยาเหมือนคนทั่วไปที่รักหลานยิ่งกว่าลูก อยู่ใกล้ๆไม่ห่าง ยามนอนก็ไกวเปล ยามตื่นก็อุ้ม เอาของเล่นให้เล่นตามประสา หิวก็เอานมป้อน..ฯลฯ


ภาระที่มีความสุขนี้คือปัญหาเล็กๆ ยามที่มีคนมาซื้อสินค้า ก็ต้องหอบหิ้วหลาน กระเตงไปขายสินค้าด้วย แต่หากต้องไปขายน้ำมัน ที่เรียกปั้มหลอดนั้นเอาเด็กไปด้วยก็ไม่ดี ก็ต้องเอานอนเล่นที่แค่นั้น แล้วรีบวิ่งไปขายแล้วกลับมาดูแล แต่ก็พลาดจนได้ เมื่อการซื้อขายต้องใช้เวลานาน หลานตกแคร่ไปครั้งหนึ่ง แต่โชคดีที่ช่วงนั้นมีสิ่งรองรับ หลานจึงไม่เป็นอะไร

เมื่อแรงงานมีเพียงแค่นี้ และมีงานสวนงานนาที่ต้องทำ ทางออกคือทำอย่างไรจึงจะเลี้ยงหลานด้วยทำภารกิจไปด้วยอย่างปลอดภัย แล้วนวัตกรรม “คอก” ก็ออกมา แบบง่ายๆ ไม้ไร่บ้านเรามีมากมาย ทำให้ถี่ และขัดให้กลมไม่มี ข้อหรือร่องรอยที่จะก่อให้เกิดอันตรายแก่เด็ก….

พ่อหวังบอกว่า..อาจารย์ เมื่อวันก่อน เจ้าหน้าที่อำเภอมาเห็นเข้าก็บอกว่า ระวังนะนี่มันผิดหลักการดูแลเด็ก ผิดกฎหมาย ละเมิดสิทธิเด็ก อะไรก็ไม่รู้มากมาย เจ้าหน้าที่ท่านนั้นกล่าวกับพ่อหวัง..

เล่นเอา ชาวบ้านคนหนึ่งที่อยู่กับวิถีชุมชนเชิงภูเขามาตลอดชีวิตจนมาถึงครึ่งค่อยอายุแล้วมาโดนคำติของเจ้าหน้าที่ท่านนั้นเข้าก็ สะอึก..

อาจารย์ดูซิ หลานผมหัดยืนได้ โดยการใช้มือจับไม้กลมๆนี่ และเขาก็หัดเดินด้วย วนไปมาในนี้ ปลอดภัย เบื่อก็นั่งเล่นตุ๊กตา เมื่อเราว่างเราก็อุ้มออกมาข้างนอก เมื่อมีภาระเราก็เอาเขาใส่ในนี้ และเราก็อยู่ในสายตาเขาตลอด เขาก็อยู่ในสายตาเราตลอด และเราก็ไม่ใช่ว่าจะขังเขาไปนาน เป็นปีปีเมื่อไหร่….

พ่อหวังแสดงทัศนะส่วนตัวที่ขัดแย้งกับคำติของเจ้าหน้าที่อำเภอท่านนั้น…

ผมนั้นเห็นด้วยกับพ่อหวังเต็มๆ…

ท่านคิดอย่างไรเล่าครับ..


โลภ

11 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 7 ตุลาคม 2010 เวลา 23:56 ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #

การเปลี่ยนแปลงของโลกนั้น มีอยู่ตลอดเวลา ทุกคนรู้ดี การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปด้วยกฎของธรรมชาติ และเป็นไปตามเหตุปัจจัย

สังคมสิ่งมีชีวิต นี่สิ แม้ว่าอยู่ภายใต้กฎแห่งธรรมชาติเช่นกัน แต่ ความมีชีวิต มีจิตวิญญาณนั่นแหละที่เป็นเหตุปัจจัยใหญ่ที่ไปเร่งให้ธรรมชาติเปลี่ยนแปลง และขาดความสมดุล ยิ่งจิตวิญญาณนั้นมีกิเลสครอบงำ ก็ยิ่งทวีคูณการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น

ใครก็ไม่ทราบกล่าวไว้ว่า “ทรัพยากรธรรมชาติมีไว้เพียงพอสำหรับทุกคนในโลกนี้ แต่ไม่เพียงพอสำหรับคนโลภอันเนื่องมาจากกิเลส..”



Main: 0.076930999755859 sec
Sidebar: 0.069905042648315 sec