<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="WordPress/2.5.1" -->
<rss version="0.92">
<channel>
	<title>ลานเวลา</title>
	<link>http://lanpanya.com/dd190751</link>
	<description>บันทึกความคิด ความหวัง และ กำลังใจ ผ่านลานเวลา</description>
	<lastBuildDate>Sun, 21 Sep 2014 13:27:28 +0000</lastBuildDate>
	<docs>http://backend.userland.com/rss092</docs>
	<language>en</language>
	
	<item>
		<title>เรื่องเล่น..ไม่ใช่แค่เรื่องเล่นๆ</title>
		<description>เห็นโพสต์ของผู้ปกครองท่านหนึ่งที่โพสต์ขำๆ
โรงเรียนเลิก ตามหาลูกเจอที่สนามฟุตบอลด้านหลังโรงเรียน
ดูจากรูป เธอถอดรองเท้าทิ้งไว้ข้างสนามใส่แต่ถุงเท้า
และกำลังทำหน้าที่โกล์ป้องกันประตูอย่างแข็งขัน
เป็นหญิงเดียวท่ามกลางผู้เล่นชายล้วน

เด็กชายใส่รองเท้าผ้าใบ แต่เธอใส่รองเท้าหนัง
ก็แก้ปัญหาได้ง่ายๆ ถอดรองเท้าของตัวไว้ซะ ใส่แต่ถุงเท้า ก็แค่นั้น
แต่วันต่อมา เห็นรูปเธอช่วยคุณแม่ทำขนมเค้กดูเป็นแม่บ้านแม่เรือนทีเดียว

เด็กโรงเรียนนี้ไม่ใคร่มีการแบ่งแยกกิจกรรมของหญิงหรือชาย เด็กเล็กหรือเด็กโต
เวลาพัก จึงอาจได้เห็นการแข่งขันฟุตบอลอันเข้มข้น
ระหว่างทีมเด็กชายและเด็กหญิง วิ่งไล่ฟุตบอลกระโปรงปลิวกันกลางสนาม
บ้างก็แบ่งทีมน้องประถมเล่นกับพี่มัธยม
อาศัยพวกมากกว่า รุมล้อมวิ่งพันขาพี่ ทำเอาไปไม่เป็นกันเลยทีเดียว

บางวันอาจได้ยินเสียง
พี่คร้าบบบ เก็บบอลให้หน่อย..พี่คร้าบบบ เก็บบอลให้หน่อย
พี่คนสวยคร้าบบบ..เก็บบอลให้หน่อย..ลอยมาให้ได้ยิน
ตามมาด้วยเสียงเตะบอลตุ๊บตับกันต่อ

ยามเล่นปิงปอง มักเห็นน้องตัวสูงเลยโต๊ะมาไม่เท่าไร
แต่เล่นปิงปองกับพี่โตๆ ได้ อย่างสนุกสนาน
พี่เล่นด้วยกันเองเห็นมีลูกตบกันเปรี้ยงปร้าง
แต่พอตาน้องเล่นกะพี่บ้าง
ก็มีการปรับเปลี่ยนการเล่น ลดระดับมาพอให้น้องรับได้เสียด้วย

ช่วงเกมการ์ดพลัง เกมเศรษฐี เกมกระโดดหนังยาง เกมขว้างบะกอน กำลังฮิต
พี่ๆ ที่ยังติดใจกับเกมเหล่านี้บางคน ยังถอยวัยลงไปแข่งกับน้อง
ไม่ก็แกล้งเฉียดไปสอดแทรกให้น้องโวยวายเล่น



ทั้งเห็นการผสมผสานจินตนาการดัดแปลงข่วงดินและต้นไม้
ให้กลายเป็นดินแดนสมมุติ ชวนกันมุด ลอด เล่นตามบทบาท
บ้างก็กลายร่างเป็นฮีโร่ไล่จับผู้ร้ายกันทั้งชายหญิง
บางทีก็มีอารมณ์จะเรียบร้อย นั่งประดิษฐ์ประดอยของเล่นด้วยกัน
บางทีก็ทะเลาะกันบ้างไปตามประสา

ทุกครั้งที่เล่น มักมีการกำหนดเกณฑ์และกติกา
ไม่ว่าจะสร้างขึ้นมากันเดี๋ยวนั้น หรือเป็นการส่งต่อจากรุ่นถึงรุ่น
ทั้งการร่วมกันรักษาข้อตกลงอย่างเคร่งครัด
บางช่วง จึงเห็นการจัดแถวรอคิวยาวเฟื้อย เพื่อรอ..โตฉุบ..ชิงตำแหน่งพระราชา
ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ได้มาครองเพียงชั่วคราวเมื่อโตฉุบชนะ
และต้องผละจากตำแหน่งมาต่อแถวใหม่เมื่อใครชนะตัวอีก
วนเวียนไปแบบนี้ได้เป็นนานโดยไม่มีการแซงคิว



การเล่นจึงเป็นการเรียนรู้จากกันและกันโดยธรรมชาติ
เป็นการฝึกทักษะและประสบการณ์ที่หลากหลาย
ได้จัดการกับอารมณ์ ความรู้สึก และวิธีแก้ปัญหานานา

เรื่องแบบนี้ใครก็รู้ แต่คนเป็นครูต้องคอยสังเกตและนำมาพัฒนาเด็ก
ทั้งสอน และทั้งเสริม เติมให้เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ
ช่วงเวลาที่เด็กเล่น ยังเป็นโอกาสให้ครูได้สังเกต
และเข้าไปพูดคุย สานสัมพันธ์กับเด็กอย่างแนบเนียน

ภาพของครูโรงเรียนนี้จึงมีให้เห็น
ทั้งเล่นฟุตบอล เล่นปิงปองกับเด็ก
ยอมเล่นสอดเส้นด้ายเป็นลวดลายกับเจ้าตัวเล็กที่มารบเร้า
เข้าไปแจมกระทั่งเล่นขว้างบะกอนหรือบอลหลบ!!!

ชอบที่จะเห็นเด็กเล่นร่วมกัน
แม้ว่าต้องจัดสรรให้ครูดูแลความเรียบร้อย
บางครั้งก็ต้องคอยตัดสินความ
ทั้งต้องคอยเก็บอุปกรณ์กีฬาที่บางทียืมมาใช้แล้วไม่ส่งคืน

เห็นเป็นเรื่องสำคัญ ที่ต้องจัดสรรเวลาให้เด็กได้เรียนรู้อย่างรอบด้าน
ตลอดทั้งวันก็มีทั้งเวลาเรียน เวลาทำกิจกรรม ทำงานโน่นนี่
เรื่องไอที ก็มีไปให้ใช้ถึงในห้อง กลับถึงบ้านบางคนยังเกาะติดทีวีและเกมอยู่แล้ว
อยู่โรงเรียน ถึงเวลาพักก็ออกมาวิ่งเล่นกันสักหน่อยจะเป็นไร

ใช้ชีวิตให้สมดุลย์กันเนาะ..ลูกเอ้ยยย..

.

.

.

ขอบคุณคุณแม่ @Khwan Supatra สำหรับรูปนักฟุตบอลสาวน้อยหญิงเดียวด้วยค่ะ


 </description>
		<link>http://lanpanya.com/dd190751/archives/825</link>
			</item>
	<item>
		<title>ชุมชนคนดี..มีกาดนัด</title>
		<description>ก่อนเปิดเทอมของทุกปี มีงานเตรียมการที่ครูต้องช่วยกันคิดช่วยกันทำหลายเรื่อง
และเนื่องจากมองเห็นปัญหาด้านเศรษฐกิจ
ทั้งค่านิยมที่เปลี่ยนไปของผู้คน ที่ส่งผลต่อเด็กมากมายหลายด้าน
ทั้งอยากฝึกให้เด็กๆ รู้จักหนักเอาเบาสู้
รู้คุณค่าของการทำมาหากินอย่างสุจริต
เห็นความเหนื่อยยากของพ่อแม่ที่ทำมาหาเลี้ยงชีพ
จึงจัดกิจกรรมต่างๆ ในโรงเรียนอย่างหลากหลาย





เช่นในสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ มีกิจกรรม.."กาดนัดชุมชนคนดี"
ที่คุณครูกลุ่มการงานพื้นฐานอาชีพ(กอท.) ชักชวนให้เด็กๆ นำผลิตภัณฑ์ของครอบครัว
หรือสิ่งของที่ตัวเองทำ มาเปิดร้านขาย
ชวนให้ผู้ปกครอง และลุง ป้า น้า อา ในชุมชน มาร่วมขาย ร่วมซื้อด้วย
เพื่อความครึกครื้นและได้บรรยากาศตลาดของจริง


เตรียมโหมโรงให้เด็กคิดวางแผน เลือกและผลิตสินค้าได้พักหนึ่งแล้ว
วันนี้จึงจัดงานแบบ.."ลองไฟ:ซ้อมใหญ่" เพื่อจะได้พร้อมเปิดงานจริงจังกันเดือนหน้า
วางแผนกันว่าจะจัดกาดนัดเป็นประจำเดือนละครั้ง




ก่อนงานลุงสล่าประจำโรงเรียนช่วยกันทำซุ้มประตูกาดไว้ที่ลานสนามบาสฯ
เช้าต่อมาเห็น ครู กอท. ครูนาฏศิลป์และน้องนักศึกษาฝึกสอน
ช่วยกันตัดแขนงไผ่ใกล้ห้องทำงานของตัวเอามาตกแต่ง
ตามไปชื่นชมความคิดที่ใช้วัสดุง่ายๆ ใกล้ตัว มาใช้ได้ดูดี
แถมมีน้ำใจมาช่วยงานกัน โดยไม่คิดว่านี่งานฉันนั่นงานเธอ

ชมแล้วก็ออกไปทำธุระนอกโรงเรียน ติดพันจนใกล้บ่าย
ได้รับรายงานว่าฝนตก ขอย้ายที่จัดงานเข้ามาในหอประชุม
เมื่อกลับมาถึง..ห้องประชุมถูกจัดเป็นกาดเรียบร้อยแล้ว
เสื่อแดงผืนยาวสารพัดประโยชน์ปูไว้เป็นแถวให้กลุ่มขายพืชผัก ผลไม้นั่ง
โต๊ะเตี้ยเรียงรายไว้ให้กลุ่มงานประดิษฐ์วางของ
กลุ่มขายอาหารจัดวางไว้บนโต๊ะสูง มีร่มสีสดคันใหญ่วางไว้เป็นระยะ





ผู้ปกครองและลุง ป้า ในชุมชน มาวางของรออยู่ก่อนแล้ว
ได้เวลาบ่ายโมงครึ่ง คุณครูก็อนุญาตให้เด็กกลุ่มผู้ขายลงมาจัดของ
ผู้ซื้อต้องรอเวลาอีกราวสิบกว่านาทีจึงจะออกจากห้องเรียนมาจ่ายตลาดได้
กิจกรรมดำเนินไปอย่างคึกคัก
คุณครูบางท่านก็นำของในครอบครัวมาขาย แต่ส่วนใหญ่ทำหน้าที่เป็นผู้ซื้อ
และพาน้องชั้นเล็กๆ  น้องอนุบาลมาชมตลาด.
เดินดูสินค้า พร้อมติดตามว่า กิจกรรมเป็นไปตามที่เตรียมการไว้หรือไม่
เป็นกิจกรรมใหม่ ที่ฝ่ายจัดการกังวลว่าจะมีสินค้ามาขายตรงตามแนวทางที่กำหนดเพียงใด
และเพราะตกลงให้ขายเฉพาะผลิตภันฑ์ของครอบครัว
จึงได้อมยิ้มกับสินค้าและที่มา..นานาชนิด..





บรรดาพืชผักสวนครัว ที่วางขายมีทั้งแบบมัดห่อมาแบบมืออาชีพ..ก็ที่บ้านทำสวน
และแบบเก็บมาอย่างละนิดละหน่อย..ก็มือใหม่หัดขาย
บางรายเอาน้ำพริกตาแดงของยายห้าหกกระปุกมาวาง
ใกล้ๆกับมะม่วงและมะเขือพวงจากบ้านเพื่อนถุงสองถุง
บ้างใช้ถุงพลาสติก บ้างห่อใบตอง





บรรดาอาหารและเครื่องดื่ม มีทั้งที่ต้องทำขายกันเดี๋ยวนั้น
และที่เตรียมการบางส่วนมาจากบ้าน
กลุ่มงานประดิษฐ์ทั้งหลายก็มีให้เลือกซื้อทั้งแบบสำเร็จรูปมาแล้ว
และแบบทำให้ตามความต้องการของผู้ซื้อ





บนเวทียังมีสินค้าของผู้ค้ารุ่นเล็กวางขาย
นึกสงสัยเมื่อได้เห็นถุงนมอัดเม็ด..สินค้าของครอบครัวหรือไม่หนอ
อ้อ! ได้คำตอบ..บ้านเธอเปิดร้านขายยา!!!
เช่นเดียวกับสินค้าประเภทอุปกรณ์คอมพิวเตอร์จากครอบครัวหนุ่มน้อยวัยประถม
ผู้บรรยายสรรพคุณกับคุณครูผู้สนใจซื้ออย่างแคล่วคล่อง
สินค้าที่ต้องอึ้งไปหนึ่งวินาที..คุณน้องเธอมีพระมาให้เช่า!!!
เอิ่ม..เธอเป็นลูกหลานโรงงานเครื่องปั้นดินเผาน่ะ




เพียงไม่นานที่เปิดกาดให้ค้าขาย
บรรดาผู้ซื้อ และคุณครูได้ชม ชิม และได้สิ่งของไปทำกับข้าวกันคนละหลายถุง
ผู้ปกครอง ลุง ป้า ได้ขายสินค้ากันพอสมควร
ส่วนพ่อค้าแม่ขายรุ่นเยาว์ ต่างงัดเอากลยุทธ์มาเสนอขาย
บ้างน้ำผึ้งผสมมะนาวขายหมดเหยือกที่เตรียมมายังอุตส่าห์หาน้ำเย็นมาบอกขายต่อ
ก็ยังอยากนั่งเป็นพ่อค้าอยู่ในร้านนี่นา
ทั้งเห็นเจ้าตัวเล็กราวชั้น ป.3 บรรจงร้อยยางยืดเป็นกำไลขายให้ครูไทย ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/dd190751/archives/808</link>
			</item>
	<item>
		<title>เรื่องเก่าๆ..ของคนเริ่มแก่..</title>
		<description>

เดินเลาะเลียบดูต้นไม้ใบหญ้า ไปเจอมะเขือเทศสุกแดงเต็มต้น
นึกเสียดาย  หากทิ้งไว้คงเน่าเสียเปล่า
จึงคว้ากาละมังกับกรรไกรมาเก็บ

ช่วงเวลาที่ก้มๆ เงยๆ เลือกลูกมะเขือเทศที่สุกได้ที่
ใจกลับแวบนึกถึงยาย

ยามเป็นเด็ก  ปิดเทอมทีไร มักถูกส่งไปอยู่บ้านสวนต่างจังหวัด
วันเดินทาง..จะถูกยายปลูกให้ตื่นตั้งแต่ยังไม่สว่างดี
จัดแจงแต่งตัวให้พร้อม และที่ขาดไม่ได้คือผ้าโพกผม
ด้วยต้องเดินทางด้วยรถคอกหมูของน้า
ซึ่งมีอาชีพขับรถบรรทุกรับส่งของไปมาระหว่างเมืองใหญ่กับบ้านเกิด

ยังจำรถบรรทุกคันใหญ่ ที่เปิดโล่ง
ที่นั่งด้านหน้าเป็นไม้ยาวต่อมาจากที่นั่งคนขับ
ด้านหลังเป็นตัวถังไม้ สูง ชนิดที่ต้องมีบันไดก้าวขึ้นจากข้างหลังสองสามขั้น
ระหว่างที่นั่งแถวยาวด้านหลังสองแถว มักบรรจุข้าวของต่างๆ
บางทีก็เป็นกระสอบ บางทีก็เป็นแข่งไม้ไผ่สานบรรจุเมี่ยง



ที่นั่งประจำ มักเป็นที่นั่งในตัวถังด้านหลังค่อนไปทางด้านหน้า
บางเวลาก็ต้องนั่งไปบนกระสอบ หรือ บนเข่งที่บรรทุกมาจากเชียงใหม่
ส่วนพี่ชาย ยามคนแน่น  มักได้รับที่นั่งพิเศษข้างคนขับด้านขวา
ย้ำ..ข้างขวาของคนขับ!!!!

ตัวถังรถยื่นล้ำออกมาด้านข้างมากกว่าส่วนหน้า
จึงมีที่ว่างข้างขวาพวงมาลัยมากพอให้เด็กผู้ชายขายาวๆ ผอมๆ คนหนึ่งนั่งได้

การเดินทางจากลำพูนถึงเถินช่างยาวนาน
กว่ารถจะเดินทางบนถนนดินแดง ผ่านป่าซาง บ้านโฮ่ง และลี้
ซึ่งต้องมีเวลาแวะให้ผู้เดินทาง ลงมาสะบัดฝุ่น แดงคลุ้งออกจากตัว
ก่อนจะหาอาหารกลางวันกินกันที่ตลาดลี้  หรือ ใครมีห่อข้าวก็งัดออกมากินกันตอนนี้

จากลี้  ต้องเดินทางข้ามเขาด้วยเส้นทางอันคดโค้งและแคบ
เป็นเส้นทางขึ้นลงดอยที่เต็มไปด้วยต้นไม้หนาทึบ
ฟังเสียง ออดแอด..ออดแอด..ของรถ
ชะโงกดูยอดต้นไม้ที่โผล่ขึ้นมาจากเหวข้างทาง
ฟังเสียงแตรที่กดให้สัญญาณแต่ละโค้ง
บางช่วงต้องคอยลุ้น เมื่อผ่านสะพานทำด้วยท่อนไม้ก่ายเกยตามแนวยาว
ช่างเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น ราวกับได้ผจญภัย
และครั้งใด มีพระสงฆ์เดินทางไปด้วย ก็ช่างเป็นที่อุ่นใจของเด็กผู้หญิงตัวเล็กนัก..

เดินทางข้ามดอยอีกเป็นนาน  กว่าจะทะลุสู่ทางราบ
กว่าจะถึงที่หมายก็เย็นย่ำ พี่ชายตัวดำมอม ผมแดงเป็นฝรั่งคลุกฝุ่นด้วยไม่โพกผ้า

ชีวิตที่บ้านสวน  เป็นช่วงเวลาแห่งความสุข
มีญาติรุ่นราวคราวเดียวกันเป็นโขลงให้ได้เล่นด้วยกันเกรียวกราว
ซนมากนัก ผู้ใหญ่บ้านนี้ดุเอา  ก็ย้ายไปซนกันบ้านอื่น

ถึงเวลา ก็เข้าครัวกินข้าว  ไม่ได้มีโอกาสรบเร้าจะซื้อข้าวของ หรือขนมอะไร
ไม่มีขนมขายมากมายนัก  อย่างมาก ก็ขนมช้าง
ขนมปังกรอบที่ทำเป็นรูปช้างตัวเท่าฝ่ามือเด็ก
ไม่ก็ลูกอมนม คาดสีแดง เขียว เม็ดโตคับปาก
ที่นานๆ จะได้เงินไปซื้อกินสักที

แต่มีผลหมากรากไม้ ให้ปีนไปเก็บมากินกันได้ไม่จำกัด
มะม่วง มะปราง ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/dd190751/archives/805</link>
			</item>
	<item>
		<title>เฮฮาศาสตร์ห้วยขาแข้ง..(4)</title>
		<description>
ยามเช้า..รีบตื่นขึ้นมาให้ทันเวลาที่นัดหมาย
วันนี้ต้องไปเขื่อนแม่วงก์ให้ทันเก้าโมงเช้า
จัดการอาหารเรียบร้อยก็ได้เวลาพากันขึ้นรถ ที่คนขับห้อตะบึงตามผู้นำให้ทันกลุ่ม
ทำเอาอุ๊ยเริ่มอาการวิงเวียนก่อนเป็นคนแรก

ที่หมายอยู่ไกลข้ามจังหวัด มีนัดจะพบปะ ดร.ศศิน เฉลิมลาภ และ ดร.สมิทธิ ตุงคะสมิต
ผู้เป็นกำลังสำคัญในการคัดค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์
ระหว่างทาง คุณคอน ใช้อุปกรณ์บันทึกข้อมูลทุกจุดที่ผ่านสะพานและทางน้ำให้น้องเม้ง
แถมยังได้แวะดูช่องเขาชนกัน อันเป็นตำแหน่งที่ถกเถียงกันในเรื่องการสร้างเขื่อน
นั่งรถมากับผู้รู้ จึงเสมือนมีผู้ตระเตรียมข้อมูลเบื้องต้น ให้รับฟังเรื่องราวต่อมาได้เข้าใจยิ่งขึ้น



ถึงที่ทำการอุทยานเขื่อนแม่วงก์ ซึ่งมีนักท่องเที่ยวกางเต็นท์พักนอนกันหนาตา
ได้ทราบว่า มีความคลาดเคลื่อนในการนัดหมาย ทำให้มีเวลาสนุกกับการถ่ายรูประหว่างรอ
ต่อเมื่อพร้อมจึงทยอยกันเข้าไปในห้องประชุม

เป็นบรรยากาศของการประชุมที่ไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตองมากมายนัก
เพียงพี่บางทรายกล่าวเกริ่น สั้นๆ  ก็เข้าสู่การพูดคุยกัน
ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแม่วงก์ ได้บอกเล่าเรื่องราวในส่วนของอุทยาน
ซึ่งมีงานบริการและต้อนรับนักท่องเที่ยวเป็นงานใหญ่ที่ต้องใช้กำลังคนไปมาก
จำนวนคนทำงานที่ยังไม่เพียงพอก็ยังเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข

ด้วยความสับสนในการสื่อสาร
การประชุมดำเนินไปสักพักแล้ว ดร.สมิทธิ์ จึงได้เดินทางมาถึงพร้อมกับคุณผัดไท รักษ์ป่า
ชายหนุ่มผู้อยู่ในพื้นที่ความขัดแย้ง ที่ยังยืนยันจะต่อสู้เพื่อรักษาป่าไว้

เรื่องราวที่ได้รับฟังจาก ดร.ศศิน   ดร.สมิทธิ์ และคุณผัดไท
ทำให้ได้รับรู้เรื่องราวในมุมมองของคนทำงานและอยู่ในพื้นที่
เรื่องราวของความไม่ตรงไปตรงมาและอิทธิพลที่ครอบงำ
จนทำให้ข้อมูลต่างๆ ที่สื่อสารให้คนหมู่มากผิดแผกไปจากที่เป็นจริง
การได้รับรู้ข้อมูลเพียงบางส่วน และการให้ความสำคัญต่อวิถีดำรงชีวิตที่แตกต่างกัน
ดูจะเป็นปัญหาที่นำสู่ความขัดแย้งที่ลุกลาม

ดร.เม้ง ได้นำเสนอข้อมูลผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์จำลองการไหลของน้ำ
ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจน ถึงกรณีที่หากมีฝนตกหนัก ปริมาณน้ำจะไหลไปในทิศทางใด
ทั้งสามารถใช้ประกอบการตัดสินใจในการสร้างหรือไม่สร้างเขื่อนให้คุ้มค่า
เห็นการเก็บข้อมูลจริงของน้องเม้ง ในทุกที่ที่เดินทาง ยิ่งเห็นเบื้องหลังของการทำงาน
ที่เฝ้าผสานความรู้ด้านวิชาการ ให้สามารถเกิดประโยชน์แก่ผู้คน

นั่งมองผู้คนในห้องประชุม
ช่างเป็นกลุ่มที่หลากหลาย ไม่ว่าจะโดยวัย หรือ โดยอาชีพ
นอกจากท่านเลขาธิการ ส.ป.ก.และคณะแล้ว
ยังมี นักอนุรักษ์ นักวิจัย นักพัฒนาชุมชน  นักกฎหมาย
ยังไม่นับรวมกับปราชญ์ชาวบ้าน ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที
นักธุรกิจ นักวิชาการทั้งด้านการเกษตร สิ่งแวดล้อม การจัดการท่องเที่ยว
ทั้งผู้อยู่ในแวดวงการแพทย์ พยาบาล งานธนาคาร และวงการศึกษา ฯลฯ
ซึ่งเดินทางมาจากหลายแห่งหนแทบจะครบทุกทิศ ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/dd190751/archives/804</link>
			</item>
	<item>
		<title>เฮฮาศาสตร์ห้วยขาแข้ง..(3)</title>
		<description>
นั่งรถย้อนกลับเข้าสู่เมือง
รถจอดในลานกว้างของวัดท่าซุงท่ามกลางแสงแดดร้อนและผู้คนมากมาย
ขบวนรถมีหลายคัน การสื่อสารระหว่างกันจึงค่อนข้างสับสน
กว่าจะรวบรวมพลได้ครบ พี่ชายใหญ่ผู้ประสานงานคงเหน็ดเหนื่อยทีเดียว

ก่อนเข้าชมสถานที่ แวะไปที่ห้องน้ำที่รายเรียงอยู่โดยรอบ
ไม่ค่อยคุ้นกับการเห็นพระพุทธรูปจำนวนมากรายเรียงอยู่บนระเบียงเหนือห้องน้ำ
อาจเป็นด้วยวัฒนธรรมถิ่นของตนนั้นแตกต่าง
ห้องน้ำมักถูกสร้างให้อยู่ห่างจากรูปเคารพและส่วนจัดพิธีกรรมเสมอ



สนทนากับผู้ดูแลสถานที่ที่บอกด้วยความภาคภูมิใจ
วัดกว้างใหญ่มากนะคะคุณ  ห้องน้ำมีนับพันๆ ห้อง
หากเดินไม่ไหวต้องใช้วิธีนั่งรถรางเที่ยว จึงจะทั่ว..

เมื่อเข้าไปในวิหารแก้วอันมลังเมลืองด้วยไฟระย้าและแสงสะท้อนจากกระจกประดับวาววับ
จึงเห็นผู้คน และกิจกรรมอันบอกถึงความศรัทธา
บ้างเบียดเสียดต่อคิว ถวายพระพุทธรูปที่มีเครื่องทรงอันวิจิตร
บ้างกราบพระพุทธชินราชจำลอง
บ้างกราบสรีรร่างของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ
บ้างถวายเงินบริจาคทาน

ท่ามกลางผู้คนอันคลาคล่ำ
ภาพคุณยายที่ยกเครื่องสักการะขึ้นจบเหนือหน้าผากแน่วนิ่งชวนให้คิด
แต่ละชีวิตล้วนมีความเชื่อเฉพาะตน เฉพาะกลุ่ม
หนทางของการบรรเทาใจให้คลายทุกข์ล้วนแตกต่าง
หวังให้การสร้างพลังศรัทธาความเชื่ออันอลังการนี้ นำทางสู่ความมีปัญญาแห่งศาสนาด้วยเถิด

จากวิหารแก้ว เดินทางต่อไปยังวิหารทอง อันวิจิตรตระการ
และเมียงมองในส่วนของวัดท่าซุงเก่า จากภายนอก ด้วยไม่มีเวลาแวะชม

รถนำไปจอดอยู่ใกล้ลานอเนกประสงค์ ที่ก่อสร้างอย่างสมัยใหม่
ทั้งการออกแบบ ลวดลาย สีสัน อาคารและต้นไม้ที่ใช้การล้อมมาปลูก
ดูเป็นรูปแบบเช่นที่นิยมและเห็นกันได้ทั่วไป ในยุคนี้
แต่กลับมีสะพานคอนกรีตเล็ก แคบและสูง
ที่ทอดข้ามไปยังวัดโบสถ์ ที่ดูโดดเด่นอยู่ริมน้ำ ท่ามกลางแดดสวย ฟ้าใส
ต้องขอบคุณพี่บางทรายที่จัดเวลาให้มาถึง ในช่วงที่แสงสาดต้องวัดให้เกิดเงาสะท้อนน้ำงดงาม

แม่น้ำ ดูจะราวจะกั้นกลางระหว่างความเก่ากับ วิถีสมัยใหม่ที่รุกคืบใกล้เข้ามา
ในแม่น้ำที่แห้งจนเรือนแพบางหลัง ค้างเกยอยู่บนหาดดินทราย
ร่องรอยของการใช้ประโยชน์จากสายน้ำยังคงปรากฏให้เห็น
ทั้งหมู่เรือนแพ กระชังปลา แพเตยที่ปลูกไว้ที่แรกเห็นเข้าใจว่าเป็นผักบุ้ง..^^
เส้นสาย ลวดลายที่ปรากฏจากรอยเท้าของสัตว์บนพื้นโคลนแตกระแหง
กลายเป็นเกมที่ชวนกันค้นหาคำตอบ

จากบนสะพาน เห็นการเปลี่ยนแปลงของสองฟากฝั่งเด่นชัด
ร้านกาแฟดีไซน์แบบสมัยใหม่  กับแพไม้ไผ่ ช่างให้อารมณ์ที่แตกต่าง
ระหว่างเดินไปยังได้เห็นวิถีของการแบ่งปันอย่างเป็นธรรมชาติ
ยามที่รถจักรยาน รถพ่วง ต้องขับผ่านเส้นทางอันเล็กแคบ
เห็นการรอคอย และผลัดเปลี่ยน ให้ทางก่อน หลัง อย่างยิ้มแย้ม

เข้าไปในวัด ได้สัมผัสกับบรรยากาศสงบเงียบ โปร่งโล่ง ด้วยไม่มีกำแพงกั้น
โบสถ์ วิหาร และกุฏิที่พักสงฆ์ บ่งบอกถึงอายุอันยาวนาน
บางส่วนได้รับการทำนุบำรุงไว้  บางส่วนขาดหายไปอย่างน่าเป็นห่วง
เห็นหอประชุมอายุกว่าหกสิบปี ทำด้วยไม้ หลังคาประดับลายปูนปั้นอันสวยงาม
ถูกปรับปรุงด้วยวัสดุผสมผสาน จนงานฝีมือเชิงช่างยุคก่อนถูกลดทอนไปอย่างน่าเสียดาย
เดินชมกันจนบ่ายคล้อยจึงค่อยเคลื่อนย้ายไปดูพระอาทิตย์ตกบนเขาสะแกกรัง

ถึงบนเขา ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/dd190751/archives/777</link>
			</item>
	<item>
		<title>เฮฮาศาสตร์ห้วยขาแข้ง..(2)</title>
		<description>

ตื่นขึ้นมาในยามเช้ากว่าปกติ
อากาศหนาวเย็นตั้งแต่ตอนกลางคืน
อุ้ยแง้มหน้าต่างไว้ให้ได้สัมผัสอากาศภายนอกอย่างเต็มที่
โชคดีที่มีน้ำอุ่น..ไม่เช่นนั้นคงมีการหลบเลี่ยงไม่อาบน้ำกันบ้าง
โดยข้อจำกัดของวัย ทำให้ลุยมากไม่ได้เท่าเดิม

ตรวจสอบพยากรณ์อากาศตั้งแต่ก่อนเดินทาง ในช่วงที่บ้านยังหนาวมาก
ไม่ใคร่ได้เจออุณหภูมิในภาคกลางที่ใกล้เคียงกับภาคเหนือ
แต่ก็ชวนผู้ร่วมทางเตรียมเสื้อผ้าให้หนาพอรับมือ
แถมยังกะเผื่อพี่สาวคนใต้ที่อาจไม่ได้ตระเตรียมมา
เจอหนาวจริงค่อยโล่งใจ  ไม่งั้นคงได้ถูกล้อเลียนไปตลอดทริป..^^



พอมีเวลาแว้ปไปถ่ายรูปพระอาทิตย์ ก่อนเดินไปยังสถานที่รับประทานอาหาร
ระหว่างทาง แวะนั่น ดูนี่ไปตามประสา
เหลือบเห็นถุงพลาสติก เห็นขวดที่ใช้แล้ว อยู่ตามข้างทาง..อดใจไม่ได้ตามเคย
แวะเก็บไปด้วย ตั้งใจจะเอาไปทิ้งในถังขยะ
และพบว่า เป็นสิ่งที่หายาก  แม้กระทั่งในห้องน้ำ ที่คาดว่าจะมี ก็ไม่เห็น
การจัดการขยะ ดูจะเป็นเรื่องเล็กน้อยเกินกว่าจะมีใครใส่ใจ
คนทิ้งไม่ได้นึกถึงผลที่ตามมา  คนที่อยากช่วยเก็บก็หาที่ทิ้งที่เหมาะสมไม่ได้
ก็ต้องปล่อยปัญหาไว้ให้ค้างคาใจอยู่อย่างนั้น
อาจมีอีกหลายคนที่อยากเก็บแต่พบเหตุการณ์เช่นนี้มาแล้วก็เป็นได้

เสร็จจากอาหารเช้า ก็จัดแบ่งจำนวนคนขึ้นรถ
เชิญครูบาสุทธินันท์ อาจารย์แฮนดี้ พี่หมอเจ๊ คุณคอน และน้องเม้งมาเป็นสมาชิกเพิ่มในรถ
จนรถออก ถึงนึกขึ้นได้ว่า น้องฝนกลายเป็นสมาชิกคันอื่นเสียแล้ว
ได้แต่ปลอบใจเธอว่า คันนี้รถ ส.ว.นะ  จะมารึ  นับอายุรวมกันได้เกิน 700 ปีทีเดียวเชียว

โอนตำแหน่งผู้นำทางไปให้คุณคอน ผู้เชี่ยวชาญกว่า
ถอยมานั่งกับกลุ่มเยาว์วัยที่สุดในรถที่เบาะหลัง ให้ได้นั่งคุยกันไปตามประสา
ทางด้านหน้า ก็ทำหน้าที่กำหนดตำแหน่ง กำหนดจุดสำคัญ ด้วยเครื่องมือไฮเทค
เพื่อน้องเม้งจะนำข้อมูลไปใช้ ในงานของเธอต่อ
และได้ฟังพ่อครูบาสนทนาในเรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังไประหว่างทาง

ไปห้วยขาแข้ง ด้วยอารมณ์ที่หม่นๆ ลึกๆ ของตนเอง
นึกถึงเรื่องราวของคุณสืบ นาคะเสถียร ที่ได้อ่านจากหนังสือสารคดี
นึกถึงเรื่องเล่าจากคนใกล้ชิด  และ จดจำความรู้สึกที่ได้อ่านหนังสือนั้นทั้งน้ำตา
เป็นความเศร้าเจือด้วยอารมณ์ ความรู้สึกหลากหลาย ต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้น
นึกถึงภาระที่แบกหนักในใจคน จนต้องตัดสินใจละทิ้งชีวิต  ละทิ้งผู้คนที่รัก ที่ใกล้ชิด
ทั้งเตรียมการเพื่อการนี้อย่างตั้งใจ
แม้เมื่อเห็นป้ายมรดกโลก ได้สัมผัสถึง แรงบันดาลใจที่มีต่อผู้คนที่สืบทอดเจตนา
ก็ยังไม่วาย เสียดายชีวิตของคนดีที่จากไป

เมื่อถึงอุทยานห้วยขาแข้ง ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/dd190751/archives/764</link>
			</item>
	<item>
		<title>เฮฮาศาสตร์ห้วยขาแข้ง..(1)</title>
		<description>
เมื่อแรกทราบข่าวว่าจะมีเฮฮาศาสตร์ห้วยขาแข้ง ก็แอบตาโตด้วยความสนใจ
โดยเฉพาะกูรูต้นไม้ประจำโรงเรียน ที่ประกาศชัดว่า..อยากไป!!
หลังจากนั้น..ก็พากันวุ่นวายกับงานใหญ่ของโรงเรียน  จนไม่ได้ติดตามข่าวต่อเนื่อง
รู้แต่เพียง เสร็จงานแล้วค่อยว่ากัน..

ใกล้ถึงเวลานัดหมาย ได้ข่าวว่า เครือญาติสายเหนือ อาจจัดการเวลาให้มาร่วมงานได้ไม่ครบทีม
ได้แต่ส่งข่าวไปออดอ้อนและลุ้น.. จนในที่สุด มีเพียงอุ้ยสร้อยที่จัดการงานได้
ขาดแต่คุณน้าแห่งชาติ ผู้เป็นผู้ช่วยบริหารจัดการอยู่เบื้องหลังที่ยังยืนยัน..ติดธุระ..
ระหว่างนั้น ก็ปล่อยปละละเลย ไม่ได้ส่งข่าวคราวถึงใคร..
แม้ได้รู้ว่าพี่ชายใหญ่:บางทราย ทั้งประสานงาน เตรียมการและรายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง



จนวันหนึ่ง ได้รับข้อความถามไถ่ถึงการเดินทางจากพี่บางทราย
ทำให้เลือกใช้รถตู้แทนรถคันเล็กในการเดินทางอย่างที่เคยตั้งใจ
เพื่อจะเอาไว้ใช้ระหว่างทำกิจกรรมร่วมกัน

ออกเดินทางในยามเช้า เพื่อไปรับอุ๊ยและครูต้อยที่เพิ่งเคยเห็นหน้ากันในวันนั้น
จำนวนผู้โดยสารจากเชียงใหม่ ลำพูน ที่มีเพียงสี่คน
ค่อยเพิ่มเป็นห้าเมื่อถึงลำปาง เมื่อแวะรับเบิร์ดผู้เดินทางมาพร้อมโคมลอยจากเชียงราย
และได้ผู้โดยสารอีกสามจากพิษณุโลกที่นัดหมายมาสมทบที่นครสวรรค์ในยามเย็น
ทั้งครูสุ ราณี และ น้องฝน ผู้มาพร้อมเสียงหัวเราะตั้งแต่แรกเจอ

ระหว่างรอป้าหวาน ผู้เดินทางอ้อมโลกมาจากขอนแก่น
ชวนชาวคณะไปดูต้นสายแม่น้ำเจ้าพระยาที่ปากน้ำโพ
คาดหวังจะเห็นแม่น้ำสองสีจากน้ำปิงน้ำวัง และน้ำยม น้ำน่าน ที่มาบรรจบกันเป็นเจ้าพระยา
แต่ว่า วันนั้นน้ำแล้ง  เจอแต่หาดโคลน ตลิ่งสูงและสายน้ำที่แห้งหาย

อุ๊ยรำพึงถึง ตลาดเก่าที่เคยมาในยามเด็ก จึงชวนกันไปเดินสำรวจ
โชคดีที่เจอร้านเจ๊เล็ก ที่ขายสินค้าซึ่งอาจหาได้ไม่ง่ายนักในยุคนี้
ทั้งหมาก พลูจีบ บุหรี่มวนด้วยใบจาก สีผึ้ง สีเสียด ชัน ไต้ เปลือกไม้ที่ใช้กินกับหมาก
สารพัดสินค้าอีกมากมายที่ชวนให้รำลึกถึงยายและความหลัง
ทั้งเจ้าของยังใจดีที่จะตอบคำถามและชวนคุยอย่างออกรส

เรือนแถวสองชั้น ประตูไม้บานเฟี้ยมหนา ที่บ่งบอกอายุที่ยาวนานยังคงได้รับการรักษาไว้ให้ใช้งานได้
ช่องบานเปิดส่งสินค้าจากเพดานด้านบน  ร่องรอยของน้ำท่วมที่สูงเกือบถึงชั้นสอง
ปี๊บเก่าที่ตั้งเรียงรายไว้ข้างร้าน  ข้าวของเครื่องใช้เก่าๆ  ตรอก ซอย เส้นทางเดินระหว่างตึก
ดูเป็นเสน่ห์ของวิถีชีวิตที่ยากจะประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อจัดแสดงให้สมจริงได้

พากันอิ่มเอมใจจนใครบางคนออกอาการหิว จึงร่ำลาเจ๊ไปหาอาหารใส่ท้อง
เจ๊ยังบอกให้มองหาร้านที่คนเยอะเข้าไว้ รับรองอร่อย..
เดินตามกันมา ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/dd190751/archives/758</link>
			</item>
	<item>
		<title>ฤดูหนาว..หนาวววว อีกครั้ง</title>
		<description>
รู้สึกว่า ปีนี้เป็นปีแห่งการเดินทางไกล มีธุระให้ต้องไปโน่นมานี่ไม่ว่างเว้น

ช่วงคริสต์มาสมีกำหนดเดินทางไปเมืองกรุง ซึ่งเตรียมใจพร้อมรับรถติดตอนขากลับไว้แล้ว

ก็เป็นช่วงวันหยุดยาว ใครๆ ก็อยากเที่ยว อยากมาสัมผัสความหนาว

แถมปีนี้อากาศก็เป็นใจ หนาวววววมาก มาตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม

.

ก็เพราะอากาศหนาวมาก หนาววูบลงอย่างรวดเร็ว

เสื้อฤดูหนาวของคุณย่าทั้งสองที่เก็บไว้ ดูจะไม่เป็นที่ถูกใจและไม่อุ่นพอ

จึงเกิดรายการช็อปปิ้งฤดูหนาว ได้เสื้อหนานุ่มมาฝากทั้งคุณย่าและสมาชิกในบ้านครบคน

.
คุณย่าคนน้อง สวมเสื้อนั่งตัวกลมอยู่ไม่นานก็บอกหนาว จะเข้านอน

นอน..นอน..ไม่ยอมลุก ไม่ยอมกิน ดูง่วงซึมตลอดเวลา

จึงต้องพากันอพยพมานอนโรงพยาบาลในคืนคริสต์มาสอีฟ

ยกเลิกทริปไปเมืองใหญ่ ย้ายมาใช้ชีวิตบนตึกสูง
.
เฝ้าดูอาการ ที่อยู่ระหว่างความฝันและความตื่น

เฝ้ามองการสืบค้น รอคอยที่จะพบสาเหตุเพื่อรักษา

ด้วยความชราทำให้หลายเรื่องในร่างกายผิดเพี้ยน และซับซ้อนขึ้น

.
ใช้เวลากับการสนองตอบ การรับรู้กึ่งฝันกึ่งตื่นของผู้ป่วยไข้

ทั้งให้ยกย้ายสิ่งของที่ไม่มีจริง ทั้งเรียกหาผู้คนที่คนเฝ้ามองไม่เห็น

บรรยากาศในยามดึก ที่ถูกใช้ให้ไปไล่ใครที่ไหนที่มายืนจ้องหน้า

ให้ไปรับเด็กที่นั่งอยู่บนระเบียงด้านนอก

หรือพูดกับบรรดาญาติผู้ใหญ่ที่จากไปนานแล้วหลายปี

เรื่องราวอีกมากมาย ที่หากมีจริตในทางคุณไสย์ คงได้ผวาตาตื่นขนลุกขนชัน

.

ให้อัศจรรย์กับเรื่องราวที่เก็บไว้ในความทรงจำ

เรื่องราวที่ราวกับผู้สูงวัยย้อนไปอยู่ในวันเวลาที่ล่วงมากว่าห้าหกสิบปีแล้ว
.
ความป่วยไข้ และวัยของผู้ใหญ่ในบ้านที่มากขึ้นทำให้ต้องเตรียมการ
ในวันที่สับเปลี่ยนเวรเฝ้าไข้ได้เรียบร้อย ก็ถึงเวลาเดินทางอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อได้รับความเอื้อเฟื้อจากเครือญาติ ติดต่อหาผู้ช่วยมาเพิ่ม แต่ต้องเดินทางไปรับ

.
เป็นประสบการณ์แปลกใหม่ที่ได้นั่งรถพร้อมเด็กสาวผู้นำทางสองคน

ที่สนทนาทางโทรศัพท์กับเพื่อนด้วยภาษาที่ฟังไม่ออกสลับกับนอนหลับไปตลอดทาง

ระยะเวลาสองชั่วโมงครึ่งกว่าจะไปถึงจุดหมาย

เท่ากับเวลาที่ว่าที่ผู้ช่วยคนใหม่ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ลงเขามาจากบ้านมาพบกันเช่นกัน

.
รออยู่ครู่ใหญ่จึงได้เห็นเด็กสาวคราวลูกหลาน แบกเป้ใบน้อยยิ้มใสซื่อเข้ามาสวัสดี

บอกว่ามีเหตุขัดข้องที่ทำให้ต้องรอ รถยางแบน คนมาส่งต้องยืมรถเพื่อนมาใช้

พร้อมกับจะแลกตัวหนึ่งสาวที่เดินทางมาด้วยกลับไปเยี่ยมบ้าน

"คนนี้เขาเป็นญาติคนนี้ แล้วคนที่มาส่งคนนี้เขาเป็นพ่อของคนนี้ค่ะ คนนี้เขาจะกลับบ้าน.."

อีหนูผู้นำกลุ่มช่วยอธิบายให้หายสงสัย แบบที่คนฟังยังงงๆ

.

เห็นเธอผู้จะกลับไปเยี่ยมบ้านขอแวะซื้อของ

เห็นเธอผู้มาส่งฝากเงินทองจำนวนน้อยนิดไปให้แม่แล้ว สะท้อนใจ บอกไม่ถูก

ด้วยอายุเพียงสิบเจ็ดปี พวกเธอล้วนมีภาระที่ต้องดูแล..

ระหว่างนั้น มีเพื่อนเข้ามาทักทายว่าที่ผู้ช่วยคนใหม่ ได้ความว่าเพื่อนย้ายมาอยู่ในอำเภอแล้ว

"เขาแต่งงานแล้ว เลยย้ายมาอยู่กับผัวเขาค่ะ.."

เอิ่มมม!! บอกแล้วว่าใสซื่อ ภาษาก็ซื่อๆ น่ะนะ
.
เดินทางกลับ ส่งผู้นำทางกลับบ้าน มอบหมายให้แม่บ้านตัวจริงสอนผู้ช่วยคนใหม่เตรียมไว้

ได้เวลาก็มารับเวรต่อ อยู่รอหมอเฉพาะทางที่เดินเข้าออกนับถึงวันนี้ก็สี่สาขาแล้ว

นี่ถ้าไม่นับว่าเป็นวันหยุดยาว คุณน้องพยาบาลคงได้เจาะโน่นนี่ส่งตรวจต่ออีกหลายรายการ

คนทำหน้าที่เฝ้าไข้ก็ทำงานไป ทั้งเช็ดหน้า ตัดเล็บ ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/dd190751/archives/753</link>
			</item>
	<item>
		<title>วุ่นวาย..ไม่วุ่นใจ..</title>
		<description>ค่ายคนเจ้าปัญญา ในฤดูร้อนปีนี้..จัดธีมไว้ดิบดี ว่าเป็นตอนขุมทรัพย์พลังงาน
ครูเตรียมการจะให้ชาวค่ายเรียนรู้ด้วยกิจกรรมสนุกๆ หลายอย่าง
จัดแผนงาน อุปกรณ์ ข้าวของ สถานที่ไว้สารพัด

วันแรกที่มาถึง..เด็กทำให้ทึ่ง ด้วยตั้งอกตั้งใจร่วมกิจกรรมอย่างสนุกสนาน
เรียบร้อยกว่าที่คิด  รู้จักสร้างสรรค์ จัดบ้าน จัดของ พี่ดูแลน้องอย่างน่าประทับใจ
พอถึงเวลาครูประชุมร่วมกันยามเย็น..จึงมีเสียงชื่นชมแกมหวาดหวั่นว่า..
 เอ๊ะ! นี่ของจริงหรือภาพลวงตา..
ได้แต่บอกกันและกันว่า..อยู่กับปัจจุบันกันเถอะ  เรียบร้อยคือเรียบร้อย


เวลาผ่านไป..สองสามวัน..
ความสามารถในการสร้างสรรค์ การช่วยเหลือดูแลกันยังปรากฏให้เห็น
เมื่อใดที่มีงานให้ทำ ทั้งงานขีดเขียน งานคิด ประดิษฐ์สิ่งของ ทดลองทำนี่นั่น
ไม่ว่าจะติด เจาะ ตอก มัด เห็นทำกันอย่างตั้งอกตั้งใจ
หนูทำเองได้ คุณครูไม่ต้องช่วย ทำไปคุยไป ยังได้งานดีๆ มาอวดกัน

แต่..เมื่อใด..ที่เริ่มว่าง..ความมันส์ในอารมณ์จะเริ่มปรากฏ
ก็ค่ายนี้มีทั้งหนุ่มน้อยที่ต้องคอยเตือนให้กินยารักษาความไม่นิ่งทุกกลางวัน
บางบ้านก็มีหนุ่มน้อยที่พร้อมจะร้องไห้เมื่อไม่ได้ดังใจวันละหลายหน
มีทั้งสาวน้อยที่ชอบวิ่งเร็วจี๋ไปมากันหลายคน

เธอวิ่งกันทั้งๆ สวมรองเท้าสุดสวย ที่ไม่ช่วยเกาะพื้นสักนิด
ตะครุบไม่ทัน ก็พรืดลงไปกองกับพื้น..เสียน้ำตากันเล็กน้อย
ครูจูงไปใส่ยา ปะแผลเสร็จ เธอก็กลับมาคุยแจ้วๆ ยิ้มร่า วิ่งต่อได้

ยิ่งได้ประดิษฐ์อุปกรณ์สำหรับรดน้ำต้นไม้แสนรักที่ให้ดูแลกันคนละต้น
เธอก็เวียนกันรดน้ำ รดบ้าง สะบัดใส่เพื่อนบ้าง ให้พอเปียกเล่น
บ้างก็ยกต้นไม้ไปอาบแดด โยกย้ายตามแสง จนเวียนหัวแทนต้นไม้
ได้เวลาไปล้างมือ ก็แวะเป่าฟองสบู่เป็นลูกโป่งเสียเป็นนาน
บ้างพลิกแพลงประดิษฐ์ขวดเป็นไม้กวาดด้ามยาว
อ้าว! กวาดๆ ไป..กลายเป็นไม้พลองประลองยุทธ์ไปเสียแล้ว

ก็อยากจัดธีมของค่ายเป็นเรื่องพลังงาน..
คุณครูเลยต้องหาวิธีจัดการกับเจ้าตัวเล็กที่พลังเหลือเฟือ
ทั้งคิดวิธีให้สะสมแต้มพลังไว้แลกของ..ก็ของที่เอามาประดิษฐ์กันนั่นแหละ
ทั้งให้นั่งรอต่อคิวสลับกันไปช่วยงานยากๆ ประเภทช่วยถือถ้วยกาวส่งให้ครูกับพี่ที่ประกอบขี้นรูปโคมลอย^^
เห็นนั่งคอยกันดิบดี คงมีความหวัง อยากจะเห็นกระดาษที่ช่วยกันปะไว้สำเร็จเป็นโคมลอยเร็วๆ

ได้โอกาส คุณครูก็พาไปลอยโคมควัน..
ก่อนปล่อยเห็นชวนกันอธิษฐานหลายอย่าง..ขอให้ได้เกรดสี่..ขอโน่นขอนี่..
แถมยังเอื้อเฟื้อขอเผื่อคุณครูที่ช่วยจุดไฟรมควันร้อน..ซะดังลั่น
 ขอให้คุณครูมีลูกห้าล้านคน !!!!
ทำเอาคุณครูกลืนน้ำลายเอื๊อก..มีจริงจะทำไงเนี่ย..

เรื่องสำนวนภาษาที่เลือกมาใช้ยอกย้อนแต่ละอย่างก็ไม่เป็นสองรองใคร
หนุ่มหนึ่งอยากให้คุณครูช่วยทำงานให้สำเร็จเร็วๆ..
พอครูไม่ช่วยและบอกให้ลองคิดเอง เธอตอบว่า..
 ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/dd190751/archives/734</link>
			</item>
	<item>
		<title>ปลูกไว้..หื้อ..แก้วมาลูน</title>
		<description>ต้นมะปรางออกลูกแล้ว!!!  ปีนี้ออกหลายลูกเสียด้วย..
มะปรางออกลูกแค่นี้จะตื่นเต้นอะไรกันนักหนา..
แต่การได้เห็นมะปรางลูกเท่าหัวแม่มือไม่กี่สิบลูก แทรกอยู่ตามใบของต้นมะปรางต้นเล็กต้นนี้
เป็นความยินดี และชุ่มชื่นใจยิ่งนัก..

เห็นแล้วคิดถึงคนปลูก ที่จากไปเกือบยี่สิบปีแล้ว
ก่อนหน้านั้น..เวลาพ่อปลูกต้นไม้ ที่ใช้เวลาเติบโตกว่าจะเห็นผล
พ่อมักจะพูดเสมอว่า..เอ้า..ปลูกไว้หื้อแก้วมาลูน..
ปลูกแล้วก็เฝ้ารดน้ำ..ทะนุถนอม..รอคอยให้เติบโต


เมื่อเป็นเด็กกว่าจะได้กินมะม่วง มะปรางสุก ต้องรอคอยจนกว่าถึงฤดูร้อน
การรอคอยผลไม้ประจำฤดูกาลต่างๆ เป็นความรู้สึกที่พิเศษ
ยามเมื่อลมร้อนแล้งมาถึง กลิ่นอายของฤดูร้อนจะชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อได้กลิ่นดอกมะม่วงโชยมา
ยิ่งได้เห็นมะปรางดิบลูกเล็ก ที่เอามา "ต๋ำบะผาง" กินกับผักแค ข้าวเหนียว
ต่อด้วย "ต๋ำบะม่วง"  "มะม่วงน้ำปลาหวาน" ก็เป็นอันเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างสมบูรณ์

พ่อชอบกินมะม่วงสุก ได้มะม่วงสุกมาทีไร แบ่งกันกินเสร็จแล้ว
บางทีทั้งพ่อและลูกก็เล่นเกมหวีผมเมล็ดมะม่วงอวดกัน
ที่จริงเป็นเพราะยังอร่อยอยู่กับการดูดแทะเมล็ดมะม่วงจนเหลือแต่เส้นใยด้านข้าง
เอาเส้นใยนั่นแหละ ดูดไป เลียไป เรียงเส้นใยไปทางโน้นทางนี้ไป ให้ยุ่งๆ บ้าง เป็นทรงต่างๆ กัน
ลูกไหนอร่อย พ่อจะเก็บเมล็ด ไว้ปลูกให้..แก้วมาลูน

มะปรางต้นนี้ก็เหมือนกัน..พ่อปลูกไว้นาน..นาน..มากแล้ว
คงเป็นเพราะเป็นดินท้องนาและไม่ได้เตรียมดินเท่าที่ควร
กี่ปี..กี่ปี..ต้นก็โตเท่านี้.. ไม่เคยมีดอกผลให้คนปลูกได้เชยชม
คนปลูกจากไป..ลูกก็ยังเฝ้ารอดู.. ด้วยรู้สึกว่า เป็นต้นไม้ที่พ่อปลูก
ไม่ว่าจะปรับเปลี่ยนสถานที่อย่างไร ก็หวงไว้ไม่ให้ใครโยกย้ายตัดทอนกิ่ง

ถ้าเทียบกับต้นอื่นที่อายุเท่ากัน มะปรางต้นนี้คงถือได้ว่าแคระแกร็น
แต่เมื่อปีสองปีมานี้..ต้นมะปราง..ออกลูก!!!!
แรกๆ ที่เห็นเพียงสี่ห้าลูกบนต้น ก็ตื่นเต้นยินดีแล้ว มาปีนี้มีมากขึ้นกว่าเดิมอีก..

แน่นอนว่า..อาจเหลือรอดให้แก่ หรือ สุก ไม่มากนัก
ก็ทั้งเจ้าตัวโต ตัวเล็ก ในโรงเรียน สนุกกับการเล็งผลไม้ที่ออกแต่ละชนิด
ขอจองไว้บ้าง ขอปีนขึ้นเก็บบ้าง บางทีก็เด็ดเล่นด้วยความซน
ช่างมันเถอะ..
อย่างน้อย แก้วมาลูนก็ได้เห็นความพยายามของต้นไม้ในการเติบโตและทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง

แท้จริงแล้ว..ที่หวงแหนมะปรางต้นนี้นัก
นอกจากจะรู้สึกว่าเป็นต้นไม้ที่พ่อรอคอยอยากเห็นยามออกผลแล้ว
ยังเอ็นดูที่แม้ไม่ยอมโตขึ้นสักที แต่ยืนหยัดอยู่อย่างอดทน
จนวันหนึ่ง..ยี่สิบกว่าปีผ่านไป..ถึงได้ผลิดอกออกผล

ชวนให้คิดถึงงานที่ทำอยู่ทุกวันนี้..
งานการศึกษา กว่าจะได้เห็นผลที่แท้จริง ก็ต้องใช้เวลารอคอยกันเนิ่นนาน
เหมือนคนสวนเฝ้าทนุถนอม รดน้ำ ใส่ปุ๋ยพรวนดิน ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/dd190751/archives/727</link>
			</item>
</channel>
</rss>
