<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	>

<channel>
	<title>ลานข้างวัด</title>
	<atom:link href="http://lanpanya.com/ariyachon/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://lanpanya.com/ariyachon</link>
	<description>คุยสบายๆ   สไตล์คนไร้กรอบ  เรื่องในวัด นอกวัด ข้างวัด  ธรรมชาติ  การศึกษา  ต้นไม้ใบหญ้า สมุนไพร</description>
	<pubDate>Sun, 17 Jan 2010 03:13:55 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.5.1</generator>
	<language>en</language>
			<item>
		<title>โดนเจาะใจ จาก นาธานมาเป็นนาซ่า</title>
		<link>http://lanpanya.com/ariyachon/archives/54</link>
		<comments>http://lanpanya.com/ariyachon/archives/54#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 17 Jan 2010 03:13:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>woraphat</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม่ได้จัดหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/ariyachon/archives/54</guid>
		<description><![CDATA[โดนเจาะใจ    ออกอากาศ พฤหัสนี้   ๒๑ มค ๕๓  …. ช่อง ๕ สี่ทุ่ม
	

	
คุณดู๋   นึกไง ไม่ทราบ  อยาก จะรู้ประวัติของผม
	
ผมก็บอว่า ไม่มีอะไรเลย    ไม่มีอะไรน่าสนใจ
	
ไปทำงาน นาซ่า   ก็ เพราะ ฟลุ๊ค   ประจบประแจงอาจารย์ที่ปรึกษา  จนได้ดิบได้ดี
	
ไม่ชอบ วิศวะเลย  ทนเรียนไปงั้นๆ   รับจ้างเรียน  ก็ต้องเอา
	
ทางรายการเจาะใจ  เขา อยากให้ ผู้ชม เห็น การเปลี่ยนแปลง  จาก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-size:10pt">โดนเจาะใจ    ออกอากาศ พฤหัสนี้   ๒๑ มค ๕๓  </span>….<span style="font-size:10pt"> ช่อง ๕ สี่ทุ่ม</span>
	</p>
<p><img src="http://lanpanya.com/ariyachon/files/2010/01/011710-0313-1.jpg" alt=""/>
	</p>
<p><span style="font-size:10pt">คุณดู๋   นึกไง ไม่ทราบ  อยาก จะรู้ประวัติของผม</span>
	</p>
<p><span style="font-size:10pt">ผมก็บอว่า ไม่มีอะไรเลย    ไม่มีอะไรน่าสนใจ</span>
	</p>
<p><span style="font-size:10pt">ไปทำงาน นาซ่า   ก็ เพราะ ฟลุ๊ค   ประจบประแจงอาจารย์ที่ปรึกษา  จนได้ดิบได้ดี</span>
	</p>
<p><span style="font-size:10pt">ไม่ชอบ วิศวะเลย  ทนเรียนไปงั้นๆ   รับจ้างเรียน  ก็ต้องเอา</span>
	</p>
<p><span style="font-size:10pt">ทางรายการเจาะใจ  เขา อยากให้ ผู้ชม เห็น การเปลี่ยนแปลง  จาก นักวิทยาศาสตร์ มาเป็น นักสอนพุทธศาสตร์   เนี่ย    มันมาได้ยังไง   </span>…<span style="font-size:10pt">   นึกถึง &#8221; เจ้าเป็นไผ ๑ &#8220;</span><br />
		<span style="font-size:10pt">เลยเนอะ</span>
	</p>
<p><span style="font-size:10pt">ความกล้า  อยากลอง  และ โชคดี  ที่ &#8220;นอนเตียง&#8221; นั่งรถเข็น   มาก่อน  ก็เลย  ได้มีโอกาส &#8220;บีบตนเอง&#8221;  ให้ ปฏิบัติ    ไม่งั้น  ก็เป็น อินทรีร่อนไปมา  กระทิงโง่วิ่งไปเรื่อย</span>
	</p>
<p><span style="font-size:10pt">เอาเรื่อง &#8220;โสเหล่&#8221;  ไปขายในรายการ    คุณดู๋   แก ปิ๊งเลยนะ   คำว่า โสเหล่</span>
	</p>
<p><span style="font-size:10pt">แต่ คุณณัฐ   จบ วิศวะ จุฬา  โทบอสตัน    ทำหน้า งงๆ   โสเหล่  คือ อะไร</span>
	</p>
<p><span style="font-size:10pt">คุยกันเรื่อง การศึกษา   และ การ ฝึกสติ    พอชวนไปป่าช้า  หน้าซีด ทั้งคู่เลย</span>
	</p>
<p><span style="font-size:10pt">ผมบอกว่า ผมไม่ได้ เปลี่ยนศาสนานะ  ผมเพิ่มศาสนา    </span>
	</p>
<p><span style="font-size:10pt">ผมไม่สนใจ จะ ล้างบางการเมือง ล้างบางคนชั่ว ฯลฯ  เพราะ ทุกอย่างเหมือน หินโยนใส่จอกแหน  มันแหวกออกไม่นาน ก็ปิดลง    ในประวัติศาสตร์ คนดี คนชั่ว มาๆไปๆ สลับๆไปมา </span>
	</p>
</p>
<p><span style="font-size:10pt">เกิด  มาเป็น คน     ยากนะจะได้เป็นคน</span>
	</p>
<p><span style="font-size:10pt">เกิดมาแล้ว ก็เร่งความเพียร   ค้นหา สัจธรรม ดีกว่า  </span>
	</p>
<p><span style="font-size:10pt">คุยเรื่อง วิทยาศาสตร์ใหม่     เรื่อง ความคิด  ก็เหมือน กระสุน ที่ เจ้าสมิทธ   ในเรื่อง แมททริกซ์   ยิงใส่ พระเอกนีโอ นั่นแหละ    จับความคิดให้ทัน ก็โสดาบันไม่ยากแล้ว </span>
	</p>
<p><span style="font-size:10pt">คุณดู๋ สรุปว่า เจอผม  เหมือน เจอ  &#8220;ดร อาจอง </span>+ <span style="font-size:10pt"> อ  เฉลิมชัย&#8221;  </span>
	</p>
<p><span style="font-size:10pt">คุณณัฐ บอกว่า  &#8220;คนเรา ละเลย   การใช้ มือ การทำเอง  ใช้เครื่องทุ่นแรงมากไป    ทำให้  จิตไม่สงบ และ ฟุ้งซ่าน&#8221;     ผมคิดในใจ   &#8221; โอ้  ว้าว    สำเร็จ  </span>… <span style="font-size:10pt">เขาปิ๊งแล้ว </span>!!!<span style="font-size:10pt">&#8221; </span>
	</p>
<p><span style="font-size:10pt"><br />
		</span> </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/ariyachon/archives/54/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ค้นด้วยส้นเท้า  Learn not to think</title>
		<link>http://lanpanya.com/ariyachon/archives/50</link>
		<comments>http://lanpanya.com/ariyachon/archives/50#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 18 Nov 2009 01:41:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>woraphat</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม่ได้จัดหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/ariyachon/?p=50</guid>
		<description><![CDATA[คิดด้วยส้นเท้า
 วันนี้ ขอนำเสนอ  นิทาน ผมคิดได้เอง เมื่อกี้นี่เอง  เลยรีบเขียนบันทึกมาฝาก พวกเรา พี่ๆน้องๆ เป็นเรื่อง ปัญญาสามฐาน คือ  กาย ใจ และ คิด
 
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เศรษฐี  ท่านหนึ่ง รวยมาก และ ก็คิดว่าตนเองฉลาดมาก แต่จริงๆแล้ว หารู้ไม่ว่า เป็น  ความคิดแบบจิตไม่ว่าง กายไม่ผ่อนคลาย เป็นปัญญาเฉโก 
วันหนึ่ง  ออกไปสั่งงานลูกน้อง ซึ่งเรียนมาน้อย แต่จิตใจดี ขณะกำลังสั่งงานนั้น ลูกน้องก็นำเสนอไอเดียบางอย่างขึ้นมา  ด้วยความซื่อๆ เจ้านายเศรษฐี ก็  จี๊ดขึ้นมา จิตเกิดอาการ แต่ ไม่รู้ตัวว่าจิตเกิดอาการ ร่างกานตึงเครียด เกร็ง แต่ ก็ไม่รู้ตัวว่า  เมื่อจิตเกิดอาการ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="margin: 0in 0in 10pt;"><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: 'Cordia New','sans-serif';"><span style="font-size: xx-large;">คิดด้วยส้นเท้า</span></span></p>
<p style="margin: 0in 0in 10pt;"><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: 'Cordia New','sans-serif';"><span> </span><span style="font-size: large;">วันนี้ ขอนำเสนอ  นิทาน<span> </span>ผมคิดได้เอง เมื่อกี้นี่เอง  เลยรีบเขียนบันทึกมาฝาก พวกเรา พี่ๆน้องๆ<span> </span>เป็นเรื่อง ปัญญาสามฐาน<span> </span>คือ <span> </span>กาย ใจ และ คิด</span></span></p>
<p style="margin: 0in 0in 10pt;"><span style="font-family: Calibri; font-size: large;"> </span></p>
<p style="margin: 0in 0in 10pt; text-indent: 0.5in;"><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: 'Cordia New','sans-serif';"><span style="font-size: large;">กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว<span> </span>เศรษฐี  ท่านหนึ่ง รวยมาก และ ก็คิดว่าตนเองฉลาดมาก<span> </span>แต่จริงๆแล้ว<span> </span>หารู้ไม่ว่า เป็น  ความคิดแบบจิตไม่ว่าง กายไม่ผ่อนคลาย<span> </span>เป็น<strong><span style="text-decoration: underline;">ปัญญาเฉโก</span></strong> </span></span></p>
<p style="margin: 0in 0in 10pt; text-indent: 0.5in;"><span style="font-size: xx-large;"><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: 'Cordia New','sans-serif';">วันหนึ่ง  ออกไปสั่งงานลูกน้อง<span> </span>ซึ่งเรียนมาน้อย<span> </span>แต่จิตใจดี<span> </span>ขณะกำลังสั่งงานนั้น<span> </span>ลูกน้องก็นำเสนอไอเดียบางอย่างขึ้นมา  ด้วยความซื่อๆ<span> </span>เจ้านายเศรษฐี ก็  จี๊ดขึ้นมา จิตเกิดอาการ แต่ ไม่รู้ตัวว่าจิตเกิดอาการ<span> </span>ร่างกานตึงเครียด เกร็ง แต่ ก็ไม่รู้ตัวว่า  เมื่อจิตเกิดอาการ กายจะเกร็งๆ<span> </span>เศรษฐีจึง ด่าลูกน้อง ว่า “<strong><span style="color: #ff0000; font-size: x-large;">คิดโง่ๆแบบนี้ได้ไงเนี่ย <span> </span>เรื่องแค่นี้ เอาส้นเท้า (<span style="color: #000000; font-size: small;">จริงๆ คือ ส้นตี</span></span></strong></span><span style="font-family: Calibri; color: #000000; font-size: small;"><strong>..</strong></span><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: 'Cordia New','sans-serif';"><strong><span style="color: #ff0000; font-size: x-large;"><span style="color: #000000; font-size: small;">น</span>)  คิดก็คิดได้แล้ว</span></strong>” <span> </span></span></span></p>
<p style="margin: 0in 0in 10pt; text-indent: 0.5in;"><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: 'Cordia New','sans-serif';"><span style="font-size: large;">ลูกน้อง เมื่อได้ยิน<span> </span>งงๆ  แต่ก็ไม่ได้โกรธอะไร<span> </span>และ  ด้วยความซื่อของเขา<span> </span>เขาก็เลย<span> </span>ออกไปคิดว่า ทำไงหนอ เอาส้นเท้าคิด<span> </span></span></span></p>
<p style="margin: 0in 0in 10pt; text-indent: 0.5in;"><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: 'Cordia New','sans-serif';"><span style="font-size: large;">ในที่สุด<span> </span>ก็เลยคิดว่า<span> </span>เมื่อคิดไม่ออก<span> </span>เราควรปรึกษากัลยณมิตร ปรึกษาบัณฑิต<span> </span>ดังนั้น จึงไปกราบ พระเถระ<span> </span>ที่วัด<span> </span></span></span></p>
<p style="margin: 0in 0in 10pt;"><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: 'Cordia New','sans-serif';"><span style="font-size: large;">เมื่อเล่าเรื่องที่เศรษฐีให้ใช้ “<strong><span style="color: #000099;">ส้นเท้าคิด</span></strong>” ให้พระเถระฟัง<span> </span>ท่านก็อมยิ้ม และ สอนเรื่องปัญญาสามฐาน<span> </span>ท่านสอนว่า ปัญญาที่เกิดได้ที่ฐานกาย<span> </span>ฐานใจ และ ฐานคิด</span></span></p>
<p style="margin: 0in 0in 10pt; text-indent: 0.5in;"><span style="font-size: large;"><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: 'Cordia New','sans-serif';">เจ้าลอง  <span> </span>เดินแบบหยุดคิด<span> </span>(เลิกใช้สมองคิด)<span> </span>แต่ให้ <span> </span>เอาความรู้สึก </span><span style="font-family: Calibri;">(sensing) </span><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: 'Cordia New','sans-serif';">ไปจับ  ที่ความรู้สึกที่ส้นเท้า<span> </span>กระแทกพื้นแรงเบาหนัก ก็ตามรู้<span> </span>เวทนาเจ็บ สบาย หนาวร้อน<span> </span>ก็ตามดู<span> </span>รู้ๆๆ ที่ ส้นเท้า<span> </span>เดินไปกลับไปมาที่ ทางเดินจงกรม<span> </span>ฝึกหยุดคิด</span><span lang="TH"><span style="font-family: Calibri;"> </span></span><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: 'Cordia New','sans-serif';">(ด้วยสมอง)  ก็จะรู้เอง<span> </span>ถ้ายังคิดด้วยสมองอยู่ก็จะไม่รู้<span> </span></span></span></p>
<p style="margin: 0in 0in 10pt; text-indent: 0.5in;"><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: 'Cordia New','sans-serif';"><span style="font-size: large;">ด้วยความซื่อและศรัทธา<span> </span>ลูกน้องคนนั้น<span> </span>ก็เริ่มหัดเดิน  จงกรม<span> </span>แบบสิ้นคิด (ฐานสมอง) <span> </span></span></span></p>
<p style="margin: 0in 0in 10pt; text-indent: 0.5in;"><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: 'Cordia New','sans-serif';"><span style="font-size: large;">วันหนึ่ง<span> </span>เจ้านายเดินผ่านมา<span> </span>เห็นลูกน้องกำลังเดินกลับไปกลับมา<span> </span>ไม่รู้ว่านี่คือ จงกรม<span> </span>ท่านก็ถามว่า “ของหายหรือไง  เดินไปมาอยู่ได้<span> </span>เจ้าคิดบ้าๆอะไรอยู่หรือ” <span> </span>ลูกน้องก็ตอบว่า<span> </span>“<strong><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #ff0000;">กำลังใช้ส้นเท้าคิดครับ</span></span></strong>นาย”<span> </span>เจ้านายพอได้ยิน<span> </span>รีบใช้ปัญญาฐานคิดเฉโกทันที<span> </span>จึงโกรธจัด นึกว่า ลูกน้องลองดี<span> </span>ทะลึ่งมาใช้คำด่าว่า “ส้นเท้า” <span> </span>ก็เลย  สั่งขับไล่ออกจากบ้านไป</span></span></p>
<p style="margin: 0in 0in 10pt; text-indent: 0.5in;"><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: 'Cordia New','sans-serif';"><span style="font-size: large;">ลูกน้อง ก็เลย ไปทำงานอยู่ที่วัดของท่านพระเถระ และ ก็ฝึกๆๆ<span> </span>ใช้ปัญญาฐานกาย </span></span></p>
<p style="margin: 0in 0in 10pt;"><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: 'Cordia New','sans-serif';"><span style="font-size: large;"><span> </span><span> </span>ด้วยการทำซ้ำๆๆๆๆ โดยไม่คิดมาก<span> </span>จนในที่สุด<span> </span>เกิดความรู้ (สติ) ที่ส้นเท้า<span> </span>จากส้นเท้าก็ ขยายไปรู้ (มีสติ)ไปยังอวัยวะอื่นๆของร่างกาย<span> </span>จนทั่วทั้งกาย<span> </span>รู้ที่ลมหายใจ<span> </span>รู้ทุกๆอิริยาบท นั่ง เดิน ยืน นอน<span> เดินจงกรมหรือไม่เดินจงกรมก็ได้ทั้งนั้น &amp; ;nbs  p; </span></span></span></p>
<p style="margin: 0in 0in 10pt;"><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: 'Cordia New','sans-serif';"><span style="font-size: large;"><span> </span>เขาฝึกๆๆๆ ซ้ำๆๆๆ  ไม่ใช้สมองคิดมาก<span> </span>ตัดความคิดบ้าๆออกไป<span> </span>มุ่งเน้นอารมณ์เดียว อยู่ที่ ตัวรู้ ที่ฐานกาย </span></span></p>
<p style="margin: 0in 0in 10pt;"><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: 'Cordia New','sans-serif';"><span style="font-size: large;"><span> </span><span> </span>จากฐานกายเขาก็พัฒนาขึ้นไปค้นพบ  ตัวรู้ที่ฐานใจได้ไม่ยาก<span> </span><span> </span>รู้ว่ากายเป็นตัวฟ้องให้เรารู้ว่าจิตเป็นอย่างไร<span> </span>เมื่อฝึกๆ<span> </span>จนรู้เท่าทัน ฐานใจ ฐานกาย <span> </span>รู้ว่า  หากกายใจไม่ปกติ ความคิดต่างๆเป็นเฉโก<span> </span>ดังนั้น <span> </span>ไม่ต้องคิด<span> </span>ไม่ต้องคิดด้วยฐานสมอง<span> </span>ย้อนลงมาสร้างตัวรู้ๆๆๆ ที่ฐานกาย ฐานใจ<span> </span></span></span></p>
<p style="margin: 0in 0in 10pt; text-indent: 0.5in;"><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: 'Cordia New','sans-serif';"><span style="font-size: large;">ในที่สุด<span> </span>ก็ ปิ๊งๆๆๆๆ<span> </span>ได้ปัญญาฐานคิดที่แท้จริง คือ  คิดเมื่อจิตว่าง<span> </span>ซึ่งการที่เราจะรู้ว่าจิตว่างหรือไม่ ก็ให้ดู  (มีสติ)ที่ร่างกาย</span></span></p>
<p style="margin: 0in 0in 10pt; text-indent: 0.5in;"><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: 'Cordia New','sans-serif';"><span style="font-size: large;">ฝึกจนตัวรู้(สติ) <span> </span>จากน้อยๆ<span> </span>ในที่สุด เป็นสติมากๆ<span> </span>เป็นมหาสติ<span> </span>สติติดเนื้อติดตัวอย่าง เป็นอัตโนมัติ<span> </span>ในที่สุด หลายปีผ่านไป <span> </span>ท่านได้เป็น  พระเถระ ที่มีชื่อเสียง<span> </span>และ ยังนึก  ขอบคุณเสมอว่า<span> </span>คิดด้วยส้นเท้านี่  เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีจังหนอ</span></span></p>
<p style="margin: 0in 0in 10pt; text-indent: 0.5in;"><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: 'Cordia New','sans-serif';"><span style="font-size: large;">วันหนึ่ง เศรษฐีทำธุรกิจผิดพลาด เครียดจัด<span> </span>จึงมาที่วัดแห่งนี้<span> </span>มาเจอพระเถระ แต่  เศรษฐีก็จำไม่ได้ว่าเคยทำงานที่บ้านท่านมาก่อน<span> </span><span> </span><span> </span></span></span></p>
<p style="margin: 0in 0in 10pt;"><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: 'Cordia New','sans-serif';"><span style="font-size: large;">ท่านก็ถามว่า จะแก้ปัญหา อย่างไรดี<span> </span>พระเถระ<span> </span>ก็ตอบว่า  “เรื่องง่ายๆแค่นี้<span> </span><strong><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #ff0000;">ลองเอาส้นเท้าคิดดูสิ</span></span></strong>” </span></span></p>
<p style="margin: 0in 0in 10pt;"><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: 'Cordia New','sans-serif';"><span style="font-size: large;">นิทานสร้างเอง เรื่องนี้ สอนให้เรารู้อะไรบ้าง<span> </span>รู้สึกอย่างไรบ้าง<span> </span>และ สติอยู่ที่ไหน</span></span></p>
<p style="margin: 0in 0in 10pt;"><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: 'Cordia New','sans-serif';"><span style="font-size: large;">เราโดนฝึกมาให้ คิดก่อนพูด<span> </span>แต่  จริงๆแล้ว<span> </span>ควรจะเป็น<span> </span>มีสติ ดูกาย ดูใจ ว่าปกติไหม แล้วค่อยคิด  ค่อยพูด<span> </span>พวกเราโดนสั่งสอน ให้เริ่ม จาก  เฉโก ก่อนเสมอ<span> </span>จึงได้ทะเลาะกันเรื่อยๆ<span> </span>เรื่องน่ารัก เล็กๆน้อยๆ<span> </span>ก็งอนกันได้<span> </span>ลองดูนะ<span> </span>กลับไปเริ่มใช้ “ส้นเท้า” คิดดูบ้างนะ<span> </span>สาธุ</span> </span></p>
<p><span class="smText"><br />
</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/ariyachon/archives/50/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ตบจิต  ดับความคิด ทำจิตให้ผ่องใส</title>
		<link>http://lanpanya.com/ariyachon/archives/47</link>
		<comments>http://lanpanya.com/ariyachon/archives/47#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 10 Nov 2009 15:59:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>woraphat</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม่ได้จัดหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/ariyachon/archives/47</guid>
		<description><![CDATA[http://www.managerroom.com/forums/forum_posts.asp?TID=8029
	
วันนี้ ได้ บทเรียน มาแลกเปลี่ยนแบ่งปัน
			
ปกติ ผมคุมอารมณ์ ได้ดีไม่ให้ ร้องไห้นะ   แต่ งานนี้ หลวงปู่ สอ  พันธุโล   
			ท่านเหมือนพ่อแม่ของพวกเรา ท่านหนึ่ง
			
การเปลี่ยนแปลงที่ กาย   จาก กลางอก  ขมคอ วิ่งกระฉูด มาถึงใต้คาง &#8230;. ทั้งๆ
			ที่รู้ตัว ว่า กายกำลังฟ้องว่าจิตเกิดอาการ    ก็ต้อง &#8220;ตบดับ&#8221;  ลง    ไม่อิน   &#8230;  แต่ ก็ แรงน่าดู  

หันไปคิดเรื่องอื่น  เพื่อคลายจิต ได้ไม่กี่วินาที เจ้า ความคิดถึง หลวงปู่ ฯ  ก็ แว่บมาอีก  จิตเกิดอาการอีก   ก็ต้อง ข่ม ดับ ตบ   อีก &#8230;.   เผลอทไร  แว่บมาทุกที    ต้อง ดับคิดเมื่อจิตเกิด  หันไป [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.managerroom.com/forums/forum_posts.asp?TID=8029">http://www.managerroom.com/forums/forum_posts.asp?TID=8029</a>
	</p>
<p><span style="font-size:10pt"><span style="font-family:Angsana New">วันนี้ ได้ บทเรียน มาแลกเปลี่ยนแบ่งปัน</span><span style="font-family:Verdana"><br />
			</span></span></p>
<p><span style="font-size:10pt"><span style="font-family:Angsana New">ปกติ ผมคุมอารมณ์ ได้ดีไม่ให้ ร้องไห้นะ</span><span style="font-family:Verdana">   </span><span style="font-family:Angsana New">แต่ งานนี้ หลวงปู่ สอ  พันธุโล   </span><span style="font-family:Verdana"><br />
			</span><span style="font-family:Angsana New">ท่านเหมือนพ่อแม่ของพวกเรา ท่านหนึ่ง</span><span style="font-family:Verdana"><br />
			</span></span></p>
<p><span style="font-size:10pt"><span style="font-family:Angsana New">การเปลี่ยนแปลงที่ กาย</span><span style="font-family:Verdana">   </span><span style="font-family:Angsana New">จาก กลางอก</span><span style="font-family:Verdana">  </span><span style="font-family:Angsana New">ขมคอ วิ่งกระฉูด มาถึงใต้คาง &#8230;. ทั้งๆ</span><span style="font-family:Verdana"><br />
			</span><span style="font-family:Angsana New">ที่รู้ตัว ว่า กายกำลังฟ้องว่าจิตเกิดอาการ</span><span style="font-family:Verdana">    </span><span style="font-family:Angsana New">ก็ต้อง &#8220;ตบดับ&#8221;</span><span style="font-family:Verdana">  </span><span style="font-family:Angsana New">ลง</span><span style="font-family:Verdana">    </span><span style="font-family:Angsana New">ไม่อิน</span><span style="font-family:Verdana">   &#8230;  </span><span style="font-family:Angsana New">แต่ ก็ แรงน่าดู</span><span style="font-family:Verdana">  <br />
</span></span></p>
<p><span style="font-size:10pt"><span style="font-family:Angsana New">หันไปคิดเรื่องอื่น</span><span style="font-family:Verdana">  </span><span style="font-family:Angsana New">เพื่อคลายจิต ได้ไม่กี่วินาที เจ้า ความคิดถึง หลวงปู่ ฯ</span><span style="font-family:Verdana">  </span><span style="font-family:Angsana New">ก็ แว่บมาอีก</span><span style="font-family:Verdana">  </span><span style="font-family:Angsana New">จิตเกิดอาการอีก</span><span style="font-family:Verdana">   </span><span style="font-family:Angsana New">ก็ต้อง ข่ม ดับ ตบ</span><span style="font-family:Verdana">   </span><span style="font-family:Angsana New">อีก &#8230;.</span><span style="font-family:Verdana">   </span><span style="font-family:Angsana New">เผลอทไร</span><span style="font-family:Verdana">  </span><span style="font-family:Angsana New">แว่บมาทุกที</span><span style="font-family:Verdana">    </span><span style="font-family:Angsana New">ต้อง ดับคิดเมื่อจิตเกิด</span><span style="font-family:Verdana">  </span><span style="font-family:Angsana New">หันไป เล่นกับฐานกาย</span><span style="font-family:Verdana">  </span><span style="font-family:Angsana New">เคลื่อนไหวมือ</span><span style="font-family:Verdana">  </span><span style="font-family:Angsana New">ท่า</span><span style="font-family:Verdana"><br />
			</span><span style="font-family:Angsana New">ฝ่ามือเมฆ</span><span style="font-family:Verdana">   </span><span style="font-family:Angsana New">ท่าเผิงซ้าย ขวา</span><span style="font-family:Verdana">  </span><span style="font-family:Angsana New">ฯลฯ</span><span style="font-family:Verdana"><br />
			</span></span></p>
<p><span style="font-size:10pt"><span style="font-family:Angsana New">ไม่ยอม ให้จิตตกร่องเศร้าโศก</span><span style="font-family:Verdana">   <br />
</span></span></p>
<p><span style="font-size:10pt"><span style="font-family:Angsana New">ถึงตอนที่ กำลังพิมพ์โพสต์อยู่นี้</span><span style="font-family:Verdana">   </span><span style="font-family:Angsana New">ความคิด ก็แว่บ มาชวนร้องไห้ เป็นระยะ ๆ </span><span style="font-family:Verdana">   </span><span style="font-family:Angsana New">ก็ต้อง ตบๆ</span><span style="font-family:Verdana">  &#8230;.  </span><span style="font-family:Angsana New">เปลี่ยนความคิด</span><span style="font-family:Verdana">  </span><span style="font-family:Angsana New">โยกย้ายเรื่องคิด</span><span style="font-family:Verdana">   &#8230; </span><span style="font-family:Angsana New">หนีไป</span><span style="font-family:Verdana"> </span><span style="font-family:Angsana New">สร้างกำลังสติ</span><span style="font-family:Verdana">  </span><span style="font-family:Angsana New">ไปที่ฐานกาย</span><span style="font-family:Verdana">   </span><span style="font-family:Angsana New">รู้ๆๆๆ ให้ชัดๆ</span><span style="font-family:Verdana">  </span><span style="font-family:Angsana New">ที่นิ้ว แตะ </span><span style="font-family:Verdana">Keyboard (</span><span style="font-family:Angsana New">แป้นคอม)  หายใจลึกๆ</span><span style="font-family:Verdana">  </span><span style="font-family:Angsana New">เผิงๆๆๆๆ</span><span style="font-family:Verdana"><br />
			</span></span></p>
<p><span style="font-family:Verdana; font-size:6pt">***************<br />
</span></p>
<p><img src="http://lanpanya.com/ariyachon/files/2009/11/111009-1559-1.jpg" alt=""/><span style="font-family:Verdana; font-size:6pt"><br />
		</span></p>
<p><span style="font-size:6pt"><span style="font-family:Verdana">(</span><span style="font-family:Angsana New">บน)</span><span style="font-family:Verdana">   </span><span style="font-family:Angsana New">ขอยก</span><span style="font-family:Verdana">  </span><span style="font-family:Angsana New">คำสอน</span><span style="font-family:Verdana"> </span><span style="font-family:Angsana New">ของ</span><span style="font-family:Verdana">  </span><span style="font-family:Angsana New">หลวงปู่ชา</span><span style="font-family:Verdana"><br />
			</span></span></p>
<p><span style="font-size:6pt"><span style="font-family:Verdana"> </span><span style="font-family:Angsana New">ผมถ่ายไว้</span><span style="font-family:Verdana">  </span><span style="font-family:Angsana New">ที่วัดหนองป่าพง</span><span style="font-family:Verdana">     &#8230;</span><span style="font-family:Angsana New">เมื่อเช้านี้เอง</span><span style="font-family:Verdana"> <br />
</span></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/ariyachon/archives/47/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>หลวงปู่สอ ละสังขาร</title>
		<link>http://lanpanya.com/ariyachon/archives/45</link>
		<comments>http://lanpanya.com/ariyachon/archives/45#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 08 Nov 2009 14:09:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>woraphat</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม่ได้จัดหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/ariyachon/archives/45</guid>
		<description><![CDATA[นะมโม (๓จบ)
ขอกราบแทบเท้า พ่อแม่ครูอาจารย์   หลวงปู่สอ พันธุโล 
ขอกราบขอบพระคุณ ในเมตตา กรุณา มุทตา อุเบกขา  ที่ หลวงปู่ฯ มีต่อ ข้าพเจ้าและ ครอบครัว  เป็นอย่างยิ่งยวด
หลวงปู่ จากไปเพียงแต่ ร่างกาย เท่านั้น 
ด้วยความเคารพรักอย่างสูงยิ่ง

ดร วรภัทร์ ภู่เจริญ  และครอบครัว ขอ กราบ กราบ กราบ 
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-size:10pt">นะมโม (๓จบ)</span></p>
<p><span style="font-size:10pt">ขอกราบแทบเท้า พ่อแม่ครูอาจารย์   หลวงปู่สอ พันธุโล </span></p>
<p><span style="font-size:10pt">ขอกราบขอบพระคุณ ในเมตตา กรุณา มุทตา อุเบกขา  ที่ หลวงปู่ฯ มีต่อ ข้าพเจ้าและ ครอบครัว  เป็นอย่างยิ่งยวด</span></p>
<p><span style="font-size:10pt">หลวงปู่ จากไปเพียงแต่ ร่างกาย เท่านั้น </span></p>
<p><span style="font-size:10pt">ด้วยความเคารพรักอย่างสูงยิ่ง</span></p>
<p><img src="http://lanpanya.com/ariyachon/files/2009/11/110809-1408-1.jpg" alt="" /></p>
<p><span style="font-size:10pt">ดร วรภัทร์ ภู่เจริญ  และครอบครัว ขอ กราบ กราบ กราบ </span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/ariyachon/archives/45/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เฉโก ปัญญาเจืออัตตา</title>
		<link>http://lanpanya.com/ariyachon/archives/42</link>
		<comments>http://lanpanya.com/ariyachon/archives/42#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 06 Nov 2009 13:47:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>woraphat</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม่ได้จัดหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/ariyachon/archives/42</guid>
		<description><![CDATA[บทความ สำหรับ ลง วารสาร Productivity world  เดือนหน้า  เอามาให้อ่านเล่นๆ ก่อน

สติปัญญา 3 ฐาน








 คราวนี้ ผมมีเรื่องน่าสนใจจะนำเสนอ  คือผมกำลังจะเรียนท่านผู้อ่านว่า การเรียนรู้ของเรา สามารถเพิ่มได้อีก    จากเดิมที่พวกเราเคยใช้ ปัญญา จาก ฐานคิด  คือ ใช้ สมอง เอาแต่คิดๆๆๆ  จนหลายท่านปวดหัว เครียด ป่วย เป็นไมเกรน   ไปจนถึง มะเร็งได้นั้น 
จริงๆแล้ว ยังมี สติปัญญาอีก ตั้ง 3 แบบ  หรืออีก  3 ฐาน ที่พวกเรา ละเลย ไม่ได้ฝึกปรือ  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-size:10pt">บทความ สำหรับ ลง วารสาร </span>Productivity world <span style="font-size:10pt"> เดือนหน้า  เอามาให้อ่านเล่นๆ ก่อน<br />
</span></p>
<p><strong><span style="font-size:24pt">สติปัญญา </span><span style="font-size:20pt">3 </span><span style="font-size:24pt">ฐาน<br />
</span></strong></p>
<div>
<table style="border-collapse:collapse" border="0">
<colgroup><col style="width: 624px;"></col><col style="width: 0px;"></col></colgroup>
<tbody>
<tr>
<td valign="middle">
<p style="margin-left: 36pt"><span style="font-size:12pt"><span style="font-family: Angsana New;"><br />
</span><span style="font-family: Tahoma;"> คราวนี้ ผมมีเรื่องน่าสนใจจะนำเสนอ  คือผมกำลังจะเรียนท่านผู้อ่านว่า การเรียนรู้ของเรา สามารถเพิ่มได้อีก    จากเดิมที่พวกเราเคยใช้ ปัญญา จาก ฐานคิด  คือ ใช้ สมอง เอาแต่คิดๆๆๆ  จนหลายท่านปวดหัว เครียด ป่วย เป็นไมเกรน   ไปจนถึง มะเร็งได้นั้น </span></span></p>
<p style="margin-left: 36pt"><span style="font-size:12pt"><span style="font-family: Tahoma;">จริงๆแล้ว ยังมี สติปัญญาอีก ตั้ง 3 แบบ  หรืออีก  3 ฐาน ที่พวกเรา ละเลย ไม่ได้ฝึกปรือ   เนื่องจาก ระบบการศึกษาในโลกนี้ มักพาพวกเรา ไปใช้ ปัญญา ที่ขาดสติ  เป็นปัญญาแบบโลก ๆ  เป็นปัญญา <span style="text-decoration: underline;"><strong>&#8220;เฉโก&#8221;</strong></span> คือ ปัญญาที่ปนกิเลส  ปัญญาที่ขาดสติที่ถูกต้อง   ปัญญาที่ยังเจือตัวกูของกู    โลกถึงได้วุ่นวาย    แต่ก็เป็นโจทย์ให้เราได้ฝึกสร้างบารมี อดทน อดกลั้น ขันติ ฯลฯ  อย่างทุกวันนี้<br />
</span></span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;"> เรื่องของปัญญานั้น  ถ้า  ตามฝรั่ง  ก็ คงมีการศึกษากันมากมาย  แต่ ที่ผม ชอบใช้ บ่อยๆ คือ เรื่อง ปัญญา 3 ฐาน คือ  ฐานกาย ฐานใจ และ ฐานคิด   แต่ที่น่าสังเกต คือ ฝรั่ง รู้จึกปัญญา แต่ ตัว &#8220;สติ&#8221; ไม่ค่อยจะได้ศึกษา แบบจริงๆจัง </span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">ผลงานวิจัยทางด้านปัญญานั้น  ฝรั่งค้นคว้ามาก แต่ ด้านสติปัญญา ยังมีน้อยมาก   ในขณะที่ ผู้มุ่งนิพพาน และ พระอริยเจ้าในประเทศไทย ท่าน ศึกษาเรื่องสติปัญญา กันอย่างขมักเขม้น เอาชีวิตเข้าแลก    แต่ คนไทยทั่วไป  แย่ กว่าฝรั่งอีก คือ ผลงานวิจัยทั้วด้านสติ และ ด้านปัญญา ไม่ค่อยจะทำกัน   หมดเวลา ไปกับด้าน &#8220;เฉโก&#8221; เสียมากกว่า<br />
</span></p>
<p style="margin-left: 54pt"><span style="font-family: Tahoma;"><span style="font-size:12pt"><br />
</span><span style="text-decoration: underline;"><strong><span style="font-size:10pt">ปัญญา </span><span style="font-size:14pt">3 </span><span style="font-size:10pt">ฐาน</span><span style="font-size:14pt"><br />
</span></strong></span></span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;"> <span style="text-decoration: underline;"><strong>1) ฐานกาย</strong></span><br />
</span></p>
<ol style="margin-left: 74pt"></ol>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;"> การเรียนรู้จากฐานกาย    เป็นการเรียนรู้ที่สำคัญมากๆ จนถึงสำคัญที่สุดในการฝึก  แต่ พวกเรา มองข้ามไป<br />
</span></p>
<p style="margin-left: 4pt"><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;"> ตอนที่คนเรา ยังเป็นเด็กๆ  อายุไม่เกิน สัก ๗ ขวบนั้น   เรายังไม่เฉโกมากนัก กิเลสมีน้อย    เพิ่งจะมีนิ้ว มีขา ให้ใช้    เราก็เพลินเพลิน กับ อวัยวะที่เป็นระยงค์นี้   หยิบจับ เดิน  วิ่ง  ฯลฯ </span></p>
<p style="margin-left: 4pt"><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">เราเรียนรู้ ทักษะ ของการใช้ร่างกาย      นี่เป็นการเรียนรู้ที่สำคัญมากๆ  เพราะ  เมื่อโตขึ้น    การเรียนรู้ ของฐานกายนี้  จะนำ ไปสู่  การฝึกสติ  และ เมื่อ &#8220;สติมาปัญญาเกิด&#8221;    เราจึงต้องสร้างสติให้ได้ก่อน  โดยสติจะสร้างได้ ที่ ฐานกายนี้ ง่ายที่สุด </span></p>
<p style="margin-left: 4pt"><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;"> ฐานกายเป็นบันไดก้าวแรก  ก่อนที่จะไปฝึก สติขั้นยากกว่า คือ เวทนา จิต และ ธรรม<br />
</span></p>
<p style="margin-left: 4pt"><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;"> การเรียนรู้ที่ฐานกาย ในผู้ใหญ่หลายๆคน  ทำได้ยาก  จนกว่าจะได้รับการแนะนำและฝึกฝนที่ถูกต้อง  ทำซ้ำๆๆๆ  จนเป็นนิสัย<br />
</span></p>
<p style="margin-left: 4pt"><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">การเรียนรู้ ที่ ฐานกาย  เช่น  ถ้าเราจุดเทียนไว้  ลองยื่นมือ ออกไปบีบเปลวเทียน เพื่อที่จะดับเทียน    ลองทำดูสิ<br />
</span></p>
<p style="margin-left: 4pt"><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">ในการทำ workshop   แค่ ผมบอกว่า ให้ยื่นมืออกไปดับเทียนด้วย ปลายนิ้วทั้งสองสิ   หลายท่าน คิดทันที  ปรุงแต่งทันที  ดึงความทรงจำ สัญญาต่างๆ เงื่อนไขต่างๆ ออกมาเพียบเลย จะ ชะงักนิดหนึ่ง    ผม ก็จะถามว่า   ก่อนจะชะงัก  มี เสียงภายใน (inner voice) ใด ผุดขึ้นมาบ้าง </span></p>
<p style="margin-left: 4pt"><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;"> เจ้าเสียงภายใน ก็คือ ความคิดต่างๆจากฐานคิดนั่นเอง  ผุดขึ้นมา  เป็น พวก &#8220;เฉโก&#8221; เสียส่วนมาก<br />
</span></p>
<p style="margin-left: 4pt"><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">เราโดนระบบการศึกษา  สอนให้ คิดๆๆๆๆๆ  จนลืม sensing  หรือ รู้ด้วยความรู้สึกของกาย ของผิวหนัง  ของการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ลมหายใจที่เปลี่ยนไป  ฯลฯ<br />
</span></p>
<p style="margin-left: 4pt"><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">เราลืมสังเกต ๆๆๆๆ  ร่างกาย กล้ามเนื้อ ลมหายใจของเราว่า ตอนปกติ ผ่อนคลาย เป็นอย่างไร   ตอนผิดปกติ ไม่ผ่อนคลาย เกร็ง  เป็นอย่างไร      ซึ่ง ความผิดปกติของกายนี่เอง ที่เป็นตัวฟ้องว่า จิตของเราผิดปกติ  ดังนั้น ปัญญาของเรา เฉโก แน่นอน    ปัญญาที่ไม่เฉโก จะออกมาตอนที่ จิตปกติ<br />
</span></p>
<p style="margin-left: 4pt"><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">ลองยกมือและยกแขนของท่านขึ้น ช้าๆ   ยกข้างไหนก็ได้<br />
</span></p>
<p style="margin-left: 4pt"><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">ลองสังเกต ว่ามี ปรากฏการณ์ใดเกิดขึ้น กับ อวัยวะแขน มือ และ นิ้วข้างที่ยกขึ้นนี้บ้าง  ให้ใช้ ความรู้สึกจริงๆ    และ อย่าคิดเอง เออเอง    อย่าเอาฐานคิดมาปนกับฐานกายในคราวนี้นะครับ<br />
</span></p>
<p style="margin-left: 4pt"><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">คนโบราณ ให้ความสำคัญกับ ปัญญาฐานกายเยอะมาก</span></p>
<p style="margin-left: 4pt"><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;"> แม้แต่การเรียนรู้ก็ใช้เพื่อการ &#8220;บ่มเพาะ&#8221; ปัญญาฐานกาย  เพราะ จะสืบเนื่องต่อไปที่ฐานใจ และ ฐานคิดในที่สุด   แต่ ระบบการศึกษายุคอุตสาหกรรม  เน้นฐานกาย บนความไม่รู้ฐานใจและฐานกาย   ผลออกมาคือ เป็น ปัญญาเฉโก เสียส่วนมาก   เป็น ฐานคิดที่วิปริต  เป็นฐานคิดที่จิตไม่ปกติ<br />
</span></p>
<p style="margin-left: 4pt"><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">กิจกรรมง่ายๆ  เช่น หั่นผัก ช่วยพ่อแม่ทำงานในครัว  ก็ต้องใช้ สติ หรือ รู้ถึงฐานกาย ที่ใช้ในการ จับมีด มีสมาธิในการหั่นๆๆ     ยิ่งศิลปะของไทย ละเอียดอ่อน  ยิ่งยืนยัน ถึง การใช้ สติปัญญาจากฐานกายมากๆ</span></p>
<p style="margin-left: 4pt"><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">พวกเราลอง ย้อนตนเอง กลับไป แกะสลักผักและผลไม้ดูนะครับ   <span style="text-decoration: underline;"><strong>ฝึก การ &#8220;ไม่คิด&#8221;</strong></span> ได้เยอะเลย    สร้างตัวรู้ หรือ สติ  อยู่ที่ การหั่น แกะสลัก   และ ทำจิตสบายๆ ผ่อนคลาย<br />
</span></p>
<p style="margin-left: 4pt"><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">กิจกรรมการเล่น เช่น ยืนบนกะลา 2 ใบ ที่มีเชือกผูกให้ติดกัน   จากนั้นใช้กะลาแทนรองเท้า  เดินๆๆ     การเล่นลาวกระทบไม้    การเล่นสะบ้า    ฯลฯ  ก็ล้วนแต่จะต้องใช้ปัญญาฐานกาย<br />
</span></p>
<p style="margin-left: 4pt"><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">การรำไทย หรือ แม้แต่มวยไทย  ก็เป็นการฝึกสติ ที่ดีมากๆ    การเล่นโขน  การรำมโนราห์ นั้น  ใช้เป็นเครื่องมือ สร้างกำลังสติ ได้ดีมากๆ    ใช้ ฐานกายมาก<br />
</span></p>
<p style="margin-left: 4pt"><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">การเล่นโยคะ  การรำมวยจีน (Tai Chi)  ก็เป็นการฝึก ฐานกาย ใจ และ คิด ไปพร้อมๆกัน  ยิงปืนนัดเดียวได้ นก 3 ตัว<br />
</span></p>
<p style="margin-left: 4pt"><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">ทั้งโยคะ รำกระบอง และ รำมวยจีน  ดูจะช้าๆ  แต่  ก็เป็นการฝึก &#8220;ช้าให้เป็น&#8221;  สร้างสมาธิ และ สติปัญญาได้ดีมาก   ไม่เน้นแพ้ชนะ  เพราะ แข่งกับตนเอง  พัฒนา หรือ ภาวนาไปในตัวได้เลย<br />
</span></p>
<p style="margin-left: 4pt"><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">กีฬาของฝรั่งส่วนมาก  ค่อนข้างแพง ห่างเหินครอบครัว เดินทางไกลออกจากบ้าน  อุปกรณ์เป็นของต่างประเทศ เน้นไม่ครบทุกกล้ามเนื้อ  เน้นชัยชนะส่วนตัวหรือทีม  และที่สำคัญที่สุด คือ  &#8220;รวดเร็วเกินไป&#8221;   เร็วเกินกว่า ที่จะ &#8220;รู้&#8221; ตัวทั่วพร้อม  เป็นทักษะ ที่ดี  แต่ ไม่ดีที่สุด  เพราะ ไม่เน้นเรื่องการ sensing ฐานกาย ใจ และ คิด   นั่นเอง   จึงทำให้ ขาดการพัฒนา ( พัฒนา ก็คือ ภาวนา  และ ภาวนา คือ การยกระดับจิตใจ)<br />
</span></p>
<p style="margin-left: 4pt"><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">กีฬาฝรั่ง ที่ฝึกสติได้ดี ก็มี เช่น  วิ่งมาราธอน ว่ายน้ำ ฯลฯ ซึ่งใช้เงินไม่มาก   หรือ ถ้ามีเงิน  ก็พวก ยิงปืน  ยิงธนู  ยิมนาสติก ขี่ม้า เรือใบ  กอล์ฟ ฯลฯ ก็ได้   ต้องใช้สมาธิดีๆ    ซึ่งใครจะเลือกเล่นอะไรก็แล้วแต่ กำลังทรัพย์ และ เวลาของพวกเรา  ขอให้เล่นเถอะ<br />
</span></p>
<p style="margin-left: 4pt"><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">พวกเราก็จงอย่าได้ทอดทิ้งการออกกำลังกายเลย    ฐานกายไม่ดี ฐานใจก็แย่  เมื่อฐานใจแย่    เข้าสู่ปัญญา &#8220;เฉโก&#8221; แน่นอน<br />
</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>2 ) ฐานใจ</strong></span><br />
</span></p>
<ol style="margin-left: 74pt"></ol>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;"> การเรียนรู้ จากฐานใจ  เป็นเรื่องที่ เกี่ยวข้องกับ อารมณ์ ค่อนข้างเป็นเรื่องของจิตใจ เป็นนามธรรม   จับต้องไม่ได้   แต่ &#8220;รู้สึก&#8221; (sensing) ได้<br />
</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;"> พวกที่ ผ่านการศึกษาในยุคอุตสหกรรม จะ ขาดการพัฒนา สติปัญญาฐานใจ เป็นอย่างมาก  เพราะ กระโดดข้าม ไป เน้น ฐานคิด  (<em>แบบเฉโก ซะมากกว่า</em>)<br />
</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">พวกที่เรียนมาทางสายเทคโนโลยี เช่น วิศวะ วิทยา คอม ฯ  จะขาดการพัฒนาเรื่องฐานใจ    และ ไม่มี ข้อสอบให้วัด  ไม่มีอะไรเป็นรูปธรรมซะด้วย    เช่น เดียวกับ พวกที่เรียนมาทางสาย นิติ  บัญชี ฯลฯ   กล่าวคือ  หลักสูตรในยุคอุตสาหกรรม ได้สร้าง บัณฑิต &#8220;<span style="text-decoration: underline;"><strong>รู้ลึก โง่กว้าง</strong></span>&#8221; ออกมามากมาย<br />
</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">พวกเขาหลายคน โชคร้าย ที่จนป่านนี้แล้ว ยังไม่รู้ตัวเลยว่า  ตนเองนั้น ขาดสติปัญญาฐานใจ   บางคนตำแหน่งใหญ่โต เป็น CEO   ครอบครัวก็ดี  อายุก็มาก ฐานะก็ดี  แต่ ไม่ฝึกฐานใจมาก่อนเลย   สร้างผลงานมากมาย แต่ เป็นผลงานเฉโก   &#8220;งานได้ผล คนเสียหาย&#8221;   &#8220;เจริญทางวัตถุแต่เสื่อมทรามทางจิตใจ&#8221;<br />
</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">เมื่อใกล้ตาย  ก็จะ ใช้ปัญญาเฉโก   วุ่นวายไปหมด   โดยคาดไม่ถึงว่า  จิตสุดท้ายก่อนตายสำคัญมากๆ  ไม่ใช้ &#8220;ความคิดก่อนตาย&#8221;นะ      มันคนละเรื่องเลย   เพราะ     <span style="text-decoration: underline;"><strong>&#8220;จิต กับ ความคิด  เป็นคนละตัวกัน&#8221;</strong></span><br />
</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">หลักสูตร การศึกษาของเราได้ทำลายวิชาทางศิลปะ ซึ่งเป็นพื้นฐานการ &#8220;บ่มเพาะ&#8221; ปัญญาฐานใจ<br />
</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">เช่นเดียวกับ การทอดทิ้ง กิจกรรมด้านจิตอาสา บำเพ็ญประโยชน์   ออกไปจากกิจกรรมของเด็กๆ   เปลี่ยนเป็น ฉุดกระชากลากไปปฏิบัติธรรม  บังคับไปนั่งสมาธิ  จัดงานทางศาสนาเพื่อเอาไปเป็นตัวเลขทาง KPI ไปให้คนตรวจประเมินดู  ฯลฯ </span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">ซึ่งดูแล้ว โหดต่อเด็ก และ คนจัดกิจกรรม เป็นผู้ใหญ่ ที่ขาดเมตตา   ไม่เข้าใจจิตใจเด็กๆ  อาจจะเป็นเพราะ เป็นผู้ใหญ่ ที่มาจาก ระบบการศึกษายุคอุตสหกรรม   ไม่มีฐานกาย ไม่มีฐานใจ และ ใช้ปัญญาเฉโก  ไมได้ใช้ปัญญาฐานคิดที่เป็นปัญญาจริงๆ<br />
</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">ลองสังเกต เจ้านายของเรา  ที่ ขาด &#8220;ศิลปะ&#8221; ดู   เราจะเห็น ลักษณะต่างๆ ที่ประหลาดๆ  เช่น งกๆ เค็มๆ  โหดๆ  เอาแต่ได้   เร่งรีบ กดดัน  ห้วนๆ ตรงๆ   เหินห่าง  รังเกียจ อคติ ลำเอียง ฯลฯ สังเกตได้จากพวกเขาได้ไม่ยากนัก </span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">พวกเขา ขาดความละเอียดอ่อนในการนำระบบบริหารต่างๆมาใช้       พวกเขาไม่ค่อยจะเข้าใจเรื่อง Happy workplace มากนัก   หรือ แกล้งเป็นวางมาดว่าเข้าใจ     ยิ่งเรื่อง ความเป็นมนุษย์ (Humanized) ก็ดูจะเป็นเรื่องยากมากๆ  สำหรับ ผู้บริหารที่ขาด ฐานใจ<br />
</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">ศิลปะ เป็นพื้นฐานของการให้เราฝึกสังเกตใจของเรา   ซึ่งจิตผิดปกติ กายก็จะผิดปกติตามๆกันไป  ดังนั้น จงฝึกฐานกายให้ชำนาญเสียก่อน  จะเข้าใจฐานใจได้ดีกว่า<br />
</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">คนโบราณ นอกจากจะ เก่งฐานกายแล้ว เรื่อง ฐานใจ  ก็ฝึกกันตลอดมา  แม้นว่า มวยไทย จะดูก้าวร้าว แต่ นั่นก็เป็นเพราะ เป็นมวยยุคเฉโก หรือ ยุคเร่งรีบ  แต่ มวยไทยโบราณ เป็นศิลปะ  ไม่ใช่ เอาไว้หาเงินอย่างทุกวันนี้      มวยไทยที่ถูกต้อง ยิ่งฝึก ยิ่งสุภาพ ยิ่งมีสมาธิ  ยิ่งภาวนา (พัฒนา) จิตใจ<br />
</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">มวยจีน กระบี่ กระบอง ของจีน  หรือ ยูโด ก็ฝึกฐานกาย และ มีความเป็นศิลปะ เพื่อพัฒนา (ภาวนา) ด้านจิตใจ  เมื่อ กายผ่อนคลาย จิตสดใจ  ปัญญาก็จะไหลออกมา<br />
</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">คนเรียนมวยจีน  จะรู้จัก คำว่า <span style="text-decoration: underline;"><strong>จิง (Jing) ชี่ (Chi) เสิน (Shen)</strong></span> คือ ทั้งฐานกาย ใจ และ คิด   ส่งเสริม พึ่งพา บ่มเพาะ ซึ่งกันและกัน<br />
</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">แต่ ระบบการศึกษายุคอุตสาหกรรม  ฐานกายและใจ ล้มเหลว คว่ำลง  เป็นเฉโก   ไม่ใช่ ฐานคิดเสียด้วยซ้ำไป<br />
</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">ตราบใด ที่ คนในวงการอุตสหกรรม ธุรกิจ ข้าราชการ   ยังเป็นคนที่ ใช้ ปัญญาได้ไม่ครบ 3 ฐาน ก็ยากที่จะปฏิรูประบบการศึกษา   เพราะ คนเหล่านี้  ผ่านระบบการศึกษาอุตสหกรรมมา  ยังคิดแบบเดิมๆ   คิดแบบแผ่นเสียงตกร่อง  คิดในร่องความคิดเดิมๆ    จึงยากมากที่ ท่านเหล่านี้จะเข้าใจและเปลี่ยนแปลง<br />
</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">อย่างไรก็ตาม พวกฝรั่ง และญี่ปุ่น มากมาย หันมาสนใจ เรื่องปัญญา 3 ฐานอย่างจริงจังแล้ว  หลายๆองค์กร  <span style="text-decoration: underline;"><strong>เลิกให้ความไว้วางใจ &#8220;บัณฑิต&#8221; จากการศึกษาในระบบแล้ว</strong></span> </span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">เริ่มมองว่า พวกอาจารย์ ไม่มีทางปฏิรูปตัวอาจารย์เองได้   เขา &#8220;ไม่ไว้ใจการศึกษาไทย&#8221;     ดังนั้น ในการคัดเลือกพนักงานใหม่  พวกเขา เริ่ม  ไม่สนใจปริญญา เกรด สถาบัน วุฒิ  อีกแล้ว  เพราะ เป็น พวกเรียนเก่งแบบเฉโก    เป็นพวก ฐานกาย ฐานใจ บกพร่อง<br />
</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">หลายๆองค์กร  คัดเลือกที่ ฐานกาย ฐานใจ และ ฐานคิด    โดยใช้ การสนทนาสร้างปัญญา (Dialogue) เป็นเครื่องมือในการประเมิน  โดยยอมใช้เวลานานหลายเดือน คุยกันหลายรอบ ทำกิจกรรมร่วมกันมากๆ  ลองฝึกงานกันมาก </span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">บางแห่ง ฝึกตั้งแต่ ปีสาม (มหาวิทยาลัย)   เพื่อจะดู พฤติกรรม (Key Behavior Indicator) มากกว่า เกรด สถาบัน วุฒิ ปริญญา<br />
</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">วันสัมภาษณ์ เป็นวันที่ คนๆหนึ่งจะต้องโกหกได้เนียนที่สุด และ การที่เราเอาคนปัญญาไม่ครบ 3 ฐานไปสัมภาษณ์ ย่อมได้ คนแบบขาดๆ เช่นเดียวกันเข้ามาในองค์กร<br />
</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">นอกจากนี้  หลายๆองค์กร  ก็สร้าง ผู้เรียนเองในองค์กร   เป็นมหาวิทยาลัยชีวิต  ในชุมชนเอง ก็เอือมพวกการศึกษาในระบบ ที่คิดมาก เฉโกซะมาก  พวกเขา สร้าง มหาวิทยาลัยบ้านนอก หมาวิทยาลับชุมชนของเขาเอง   ลูกหลานของเขาจะได้ไม่ต้องโดน อาจารย์หัวการค้า หลอกไปมอมเมาด้วย &#8220;ปัญญาเฉโก&#8221; จ่ายเงินมากมาย ให้ กระดาษมาใบหนึ่ง ทอดทิ้งชุมชน ฟุ้งเฟื้ออีกต่างหาก    นี่แหละ  พวกเขาปฏิรูปตนเอง  ไม่ต้องรอ  พวกเฉโก มาปฏิรูปให้<br />
</span></p>
<p><span style="font-size: 14pt; font-family: Tahoma;">อ่านมาถึงตรงนี้ พวก HR (ฝ่ายบุคคล) ตาสว่างหรือยัง</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>3) ปัญญาฐานคิด</strong></span><br />
</span></p>
<ol style="margin-left: 74pt"></ol>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;"> เป็นปัญญา ที่เกิดตอนที่ จิตว่างๆ    ซึ่งเราจะรู้ว่าจิตว่างได้ ก็ด้วยการรู้ว่ากายผ่อนคลายไหม    คนที่ฝึก ฐานใจ และ กายมาแล้ว  จะ ใช้ ฐานคิดได้ถูกต้อง<br />
</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">แต่ คนในระบบการศึกษายุคอุตสาหกรรม  จะ เป็นพวก ฐานคิดปลอมๆ   คิดตอนจิตไม่ว่าง  คิดตอนกายไม่ผ่อนคลาย   คนพิการทางกาย ก็ผ่อนคลายกายได้นะครับ   กายเจ็บแต่ใจไม่เจ็บ ก็ผ่อนคลายได้เช่นกัน<br />
</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">ปัญญาฐานคิด หรือ ปัญญาที่แท้จริง  จะปราศจากตัวกู ของกู   นี่เป็น สิ่งที่ ท่านอาจารย์พุทธทาส ท่านสอนไว้<br />
</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">ปัญญาฐานคิด จึง ไม่ใช่ แค่ อยู่รอด  แต่ หมาย ถึง อยู่ร่วมและอยู่อย่างมีความหมายด้วย<br />
</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">พวกเฉโก มัก จะเข้าโหมดเอาตัวรอด เต็มไปด้วย ความกลัว   กอบโกย  ห่วงอนาคตตนเองและลูกหลานจะลำบาก   เห็นโอกาสโกงได้ก็โกง<br />
</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">ระบบการศึกษาเฉโก  สร้าง CEO แบบเฉโก ออกมามากมาย เต็มบ้านเต็มเมือง   และ เราก็จะไปสอนพวกเขาได้ยาก แก้ไขพวกเขายาก และ เราเองก็ยังเฉโกอยู่เช่นกัน<br />
</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">ดังนั้น แทนที่เราจะไปเกลียดพวกเขา โกรธพวกเขา  เราต้องเอา พฤติกรรมของพวกเขา มาเป็นโอกาสในการฝึกสติปัญญาของพวกเรา เอามาดูจิต ดูกาย ของพวกเรา </span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">ต้องขอบคุณพวก CEO เฉโกว่า เป็น อาจารย์สอนธรรมะพวกเราได้เป็นอย่างดี<br />
</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">คำว่า เฉโก นี้  ท่านพระอาจารย์พุทธทาส  แปลไม่ตรงกับ พจนานุกรรมนะครับ   ในพจนานุกรรม  แปลว่า เป็นความคิดแบบโกงๆ  เจ้าเล่ห์ ฉลาดแกมโกง เฉไปเฉมา ฯลฯ และ ผมก็เชื่อท่านมากกว่าพจนานุกรม<br />
</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;"><span style="text-decoration: underline;"><strong> &#8220;เฉโก&#8221;</strong></span> เป็นความคิดตอนจิตไม่ว่าง  คิดตอนจิตเกิดอาการ  เป็นได้ทั้งโลภ โกรธ หลง   เป็น แบบติดดี หรือ &#8220;เมาบุญ&#8221; ก็ได้   เป็นแบบไม่โกงก็ได้   เป็นความคิดที่เจืออคติ  เจือลำเอียง   ไม่มีความเป็นกลางของจิตในความคิดนั้นๆ     เป็นความคิดแบบฟุ้งซ่าน กังวล แค้น เบื่อหน่าย เซ็ง ฯลฯ ก็ได้   ไม่ใช่ แค่ เจ้าเล่ห์ โกง แต่ อย่างเดียว<br />
</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">อ่านมาถึงตรงนี้  ผมว่า  จะมีสักกี่คน ที่มาถึงฐานคิดได้นะ    ดูๆแล้ว หาได้ยากมากๆเลย ที่จะฝึกมาถึงฐานคิด<br />
</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">พวกเรา โดนระบบการศึกษายุคอุตสหกรรม หลอกเสียโง่มานาน เป็นกบในกะลา  เชื่อตนเองจนโง่  ขาดคุรุ ( คุรุ คือ ผู้ที่เข้าถึงสัจธรรมในศาสตร์นั้นๆของตน  ไม่ใช่ ครูอาจารย์ แบบที่เป็น นักส่งผ่านข้อมูล หรือ ความรู้มือสอง) หรือบัณฑิตชี้ทาง (บัณฑิต คือ ผู้ชี้ทางนิพพาน  ไม่ใช่ ผู้จบปริญญา อย่างที่ วงการศึกษา เอาคำๆนี้ ทำทำให้เฉโกไป)<br />
</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">ท่านกฤษณมูรติ  ได้กว่าวไว้ว่า  พวกเรายุคนี้ ยิ่งเรียนยิ่งมีพันธนาการ   ยิ่งตกเป็นทาสทางวัตถุ  ยิ่งเรียนยิ่งเต็มไปด้วยกิเลส   หลงโง่  โดนโฆษณา โดนสื่อเฉโกหลอกได้เรื่อยๆ    ยิ่งเรียนยิ่งไม่หลุดพ้น  ยิ่งเรียนยิ่งทำลายร้างโลก<br />
</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">รู้ลึกโง่กว้าง  ฉลาดทางโลกโง่ทางธรรม  <span style="text-decoration: underline;"><strong>ยิ่งแก่ยิ่งไม่น่ารัก</strong></span> ยิ่งตำแหน่งสูงยิ่งขาดเมตตา   อารมณ์ดีแต่เข้าข้างกิเลส (พวกขี้เมา พวกบ้ากาม)   ฯลฯ<br />
</span></p>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Tahoma;">ถ้ามีโอกาส ก็อย่าลืม หาครูบาอาจารย์  ถอยไปฝึก ฐานกายบ้างนะ   เดินจงกรม ทำสมาธิ วิปัสสนา บ้างนะ </span></td>
<td valign="middle"></td>
</tr>
<tr>
<td valign="middle"></td>
<td valign="middle"></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
<p><span style="font-size: 12pt; font-family: Times New Roman;"> <img src="http://lanpanya.com/ariyachon/files/2009/11/110609-1347-1.gif" alt="" /></span></p>
<table style="border-collapse:collapse" border="0">
<colgroup><col style="width: 640px;"></col></colgroup>
<tbody>
<tr>
<td valign="middle"></td>
</tr>
<tr>
<td valign="middle">
<table style="border-collapse:collapse" border="0">
<colgroup><col style="width: 624px;"></col></colgroup>
<tbody>
<tr>
<td style="padding-top: 1px; padding-left: 1px; padding-bottom: 1px; padding-right: 1px" valign="middle"></td>
</tr>
<tr>
<td style="padding-top: 1px; padding-left: 1px; padding-bottom: 1px; padding-right: 1px" valign="middle">
<div style="text-align: center">
<table style="border-collapse:collapse" border="0">
<colgroup><col style="width: 599px;"></col></colgroup>
<tbody>
<tr>
<td style="padding-top: 1px; padding-left: 1px; padding-bottom: 1px; padding-right: 1px" valign="middle"></td>
</tr>
<tr>
<td style="padding-top: 1px; padding-left: 1px; padding-bottom: 1px; padding-right: 1px" valign="middle"></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</div>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/ariyachon/archives/42/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>กฐินวัดทับทิมแดง</title>
		<link>http://lanpanya.com/ariyachon/archives/40</link>
		<comments>http://lanpanya.com/ariyachon/archives/40#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 23 Oct 2009 13:29:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>woraphat</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม่ได้จัดหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/ariyachon/archives/40</guid>
		<description><![CDATA[เอาบุญมาฝาก
วันนี้  ไป ออกโรงทาน   และ ถวายกฐิน วัดทับทิมแดง  คลอง ๒  ซอย ๒๕ 
เป็นวัด สาขา ของ พระเดชพระคุณพ่อแม่ครูอาจารย์ หลวงพ่อกัณหา 

เอาบุญมาฝากทุกท่านครับ
ตอนเช้า  โทรไปชวน ทวีสิน .. เห็นบอกว่าไม่ว่าง  เพราะ  พา ครูบา ฯ  ไป พารากอน


]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-size:10pt">เอาบุญมาฝาก</span></p>
<p><span style="font-size:10pt">วันนี้  ไป ออกโรงทาน   และ ถวายกฐิน วัดทับทิมแดง  คลอง ๒  ซอย ๒๕ </span></p>
<p><span style="font-size:10pt">เป็นวัด สาขา ของ พระเดชพระคุณพ่อแม่ครูอาจารย์ หลวงพ่อกัณหา </span></p>
<p><img src="http://lanpanya.com/ariyachon/files/2009/10/102309-1329-1.jpg" alt="" /></p>
<p><span style="font-size:10pt">เอาบุญมาฝากทุกท่านครับ</span></p>
<p><span style="font-size:10pt">ตอนเช้า  โทรไปชวน ทวีสิน </span>..<span style="font-size:10pt"> เห็นบอกว่าไม่ว่าง  เพราะ  พา ครูบา ฯ  ไป พารากอน</span></p>
<p><span style="font-size:10pt"><br />
<img src="http://lanpanya.com/ariyachon/files/2009/10/102309-1329-2.jpg" alt="" /></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/ariyachon/archives/40/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>สอนเด็กชายล้วนๆ ยากมาก</title>
		<link>http://lanpanya.com/ariyachon/archives/33</link>
		<comments>http://lanpanya.com/ariyachon/archives/33#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 30 Sep 2009 14:41:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>woraphat</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม่ได้จัดหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/ariyachon/archives/33</guid>
		<description><![CDATA[ไปสอน เด็กชาย อายุ 5 -19  ก่อน บวชเณร    ร้อยกว่าคน
สอนยากนะ  เด็กไม่นิ่ง
ยอมรับว่า  &#8220;ตกม้าตาย&#8221;   สอนไม่ถนัดเลย

(บน) ห้องเรียนใหญ่มากๆๆๆ

(บน) ภาพนี้ สมเด็จพระเทพ ฯ  ทรงวาด เมื่อวานนี้ 28 กย 52    แสดงอยู่ที่ ยุวพุทธ ฯ   บางแค  

พระองค์ท่าน ให้พวกเรา ตีความ    ต้นไม้ ๔ ชนิดนี้  บ่งบอกอะไรเรา
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-size:10pt">ไปสอน เด็กชาย อายุ </span>5 -19 <span style="font-size:10pt"> ก่อน บวชเณร    ร้อยกว่าคน</span></p>
<p><span style="font-size:10pt">สอนยากนะ  เด็กไม่นิ่ง</span></p>
<p><span style="font-size:10pt">ยอมรับว่า  &#8220;ตกม้าตาย&#8221;   สอนไม่ถนัดเลย</span></p>
<p><img src="http://lanpanya.com/ariyachon/files/2009/09/093009-1440-1.jpg" alt="" /></p>
<p><span style="font-size:10pt">(บน) ห้องเรียนใหญ่มากๆๆๆ</span></p>
<p><img src="http://lanpanya.com/ariyachon/files/2009/09/093009-1440-2.jpg" alt="" /></p>
<p><span style="font-size:10pt">(บน) ภาพนี้ สมเด็จพระเทพ ฯ  ทรงวาด เมื่อวานนี้ </span>28 <span style="font-size:10pt">กย </span>52    แสดงอยู่ที่ ยุวพุทธ ฯ   บางแค  <span style="font-size:10pt"><br />
</span></p>
<p><span style="font-size:10pt">พระองค์ท่าน ให้พวกเรา ตีความ    ต้นไม้ ๔ ชนิดนี้  บ่งบอกอะไรเรา</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/ariyachon/archives/33/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>หลวงพ่อร่มเย็น</title>
		<link>http://lanpanya.com/ariyachon/archives/29</link>
		<comments>http://lanpanya.com/ariyachon/archives/29#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 29 Sep 2009 10:34:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>woraphat</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม่ได้จัดหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/ariyachon/archives/29</guid>
		<description><![CDATA[
พระนาคปรก ๙ เศียร   ขนาดหน้าตัก ๒ เมตร  ประดิษฐาน ทางทิศเหนือ ของ &#8220;ร่มธรรม&#8221;   ( หลวงพ่อกล้วย ตั้งชื่อให้) และ  หลวงพ่อกล้วย ตั้งชื่อ พระพุทธรูปนี้ว่า  หลวงพ่อร่มเย็น
องค์พระสีขาว เสร็จภายใน ๗ วัน  หลังจากตัดสินใจสร้าง
นาคปรก  ๙ เศียร ใช้ เวลาอีก หลายเดือน   เป็น ลักษณะเดียวกับ  หลวงปู่ป่าสัก ที่เขื่อนป่าสัก    เป็นปูนปั้น ฝีมือ พระอาจารย์นิยม
ได้ทำพิธีฉลององค์พระ  อาทิตย์ ที่  ๒๐ กย ๕๒  โดย พระอาจารย์สำราญ (หลวงพ่อกล้วย)   จาก วัดป่าธรรมอุทยาน ขอนแก่น เป็นประธานสงฆ์   และ นิมนต์ เจ้าอาวาส วัดคลองม่วง และ วัดหนองไทรใต้ ( วัดทั้งสองวัดนี้  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://lanpanya.com/ariyachon/files/2009/09/092909-1034-1.jpg" alt="" /></p>
<p>พระนาคปรก ๙ เศียร   ขนาดหน้าตัก ๒ เมตร  ประดิษฐาน ทางทิศเหนือ ของ &#8220;ร่มธรรม&#8221;   ( หลวงพ่อกล้วย ตั้งชื่อให้) และ  หลวงพ่อกล้วย ตั้งชื่อ พระพุทธรูปนี้ว่า  หลวงพ่อร่มเย็น</p>
<p>องค์พระสีขาว เสร็จภายใน ๗ วัน  หลังจากตัดสินใจสร้าง</p>
<p>นาคปรก  ๙ เศียร ใช้ เวลาอีก หลายเดือน   เป็น ลักษณะเดียวกับ  หลวงปู่ป่าสัก ที่เขื่อนป่าสัก    เป็นปูนปั้น ฝีมือ พระอาจารย์นิยม</p>
<p>ได้ทำพิธีฉลององค์พระ  อาทิตย์ ที่  ๒๐ กย ๕๒  โดย พระอาจารย์สำราญ (หลวงพ่อกล้วย)   จาก วัดป่าธรรมอุทยาน ขอนแก่น เป็นประธานสงฆ์   และ นิมนต์ เจ้าอาวาส วัดคลองม่วง และ วัดหนองไทรใต้ ( วัดทั้งสองวัดนี้  อยู่ใกล้ร่มธรรม) รวมทั้ง พระอาจารย์นิยม เจ้าอาวาสวัดป่าถ้ำสันติธรรม (ปากช่อง)  ก็มาร่วมบรรจุ พระบรรสารีริกธาตุ ลงในพระเศียรขององค์พระ (หลวงพ่อร่มเย็น) ด้วย</p>
<p>ที่มีเสาสีทอง ค้ำยันน้ำหนักสองด้านของนาคปรก  เพราะ  เศียรนาคทั้ง๙ หนักมาก  แม้นจะใช้ fiberglass แล้วก็ตาม</p>
<p>พญานาคมุจรินทร์ ๙ เศียร    ขด ๔ ชั้น (มหาสติปัฏฐาน ๔  และ อริยสัจ ๔ )    สีทองผสมเขียว   เป็น ตระกูลวิรูปักเข</p>
<p>ด้านหลังพระพุทธรูป  มี ต้นจิก   เพื่อให้ ตรงกับ สมัยที่ องค์พระศาสดา ได้ตรัสรู้ ที่ พุทธคยา  มีพญานาคมุจรินทร์ ท่านมาปรก  ป้องกันฝนให้พระพุทธเจ้าของพวกเรา</p>
<p>อ่าน และ ดูภาพ ได้อีก ที่ <a href="http://www.managerroom.com/forums/forum_posts.asp?TID=7436&amp;PN=1&amp;TPN=2" target="_blank">http://www.managerroom.com/forums/forum_posts.asp?TID=7436&amp;PN=1&amp;TPN=2</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/ariyachon/archives/29/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>การเปลี่ยนแปลง ของคุณแม่</title>
		<link>http://lanpanya.com/ariyachon/archives/24</link>
		<comments>http://lanpanya.com/ariyachon/archives/24#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 30 Aug 2009 00:42:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>woraphat</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม่ได้จัดหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/ariyachon/?p=24</guid>
		<description><![CDATA[คุณแม่ผม  เข้า รพ    มะเร็งสุดท้าย  หลายเดือนแล้ว
กินตั้งแต่ กระดูกหลัง ปอดซ้ายไปหมดแล้ว ทานไม่ได้  ต้องใช้ท่อ ฯลฯ  บอกว่า ต้องรอ จากไป  ใช้ Supportive care เท่านั้น
************************************
อาทิตย์ก่อน  คุณแม่ เจอ นิวโมเนีย   ลงปอด   ย้ายจาก วอร์ดไปเข้า ICU  แต่  หลายวันผ่านไป ก็รอดมาได้
พอออกมาจากห้อง ICU   ก็ถามว่า  &#8220;ใครไปนิมนต์ ลพ กล้วยมานะ เมื่อกี้ มายืนข้างเตียงฉัน   หลวงพ่อบอก จงเป็นสุข เป็นสุขนะ&#8221;
พวกเรา ทำท่างง ๆ   พี่สาวก็ตอบว่า &#8220;ไม่มีใครนิมนต์มาเลยแม่&#8221;
คุณแม่ ซึ่งเป็นศาสนาอื่น    มานานมาก ก็บอกว่า &#8220;เป็นพุทธ  ทำอย่างไร&#8221;
พี่สาวก็ถามว่า &#8221; อ้าว ทำไมล่ะ&#8221;
คุณแม่ก็บอกว่า &#8220;ตอนฉันสลบไป ใกล้ตาย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คุณแม่ผม  เข้า รพ    มะเร็งสุดท้าย  หลายเดือนแล้ว</p>
<p>กินตั้งแต่ กระดูกหลัง ปอดซ้ายไปหมดแล้ว ทานไม่ได้  ต้องใช้ท่อ ฯลฯ  บอกว่า ต้องรอ จากไป  ใช้ Supportive care เท่านั้น</p>
<p>************************************</p>
<p>อาทิตย์ก่อน  คุณแม่ เจอ นิวโมเนีย   ลงปอด   ย้ายจาก วอร์ดไปเข้า ICU  แต่  หลายวันผ่านไป ก็รอดมาได้</p>
<p>พอออกมาจากห้อง ICU   ก็ถามว่า  &#8220;ใครไปนิมนต์ ลพ กล้วยมานะ เมื่อกี้ มายืนข้างเตียงฉัน   หลวงพ่อบอก จงเป็นสุข เป็นสุขนะ&#8221;</p>
<p>พวกเรา ทำท่างง ๆ   พี่สาวก็ตอบว่า &#8220;ไม่มีใครนิมนต์มาเลยแม่&#8221;</p>
<p>คุณแม่ ซึ่งเป็นศาสนาอื่น    มานานมาก ก็บอกว่า &#8220;เป็นพุทธ  ทำอย่างไร&#8221;</p>
<p>พี่สาวก็ถามว่า &#8221; อ้าว ทำไมล่ะ&#8221;</p>
<p>คุณแม่ก็บอกว่า &#8220;ตอนฉันสลบไป ใกล้ตาย ฉันเห็นแต่ พระพุทธรูป   หลวงพ่อกล้วยยืนรออยู่ที่วัด   ฉํนเห็นแต่ญาติฝ่ายพุทธที่ตายไปก่อน     ไม่เห็น ญาติศาสนา ( ..)  และ เทวดาศาสนา (..)  เล้ย</p>
<p>ฉันขอเป็นพุทธดีกว่า   ใกล้ตายแล้วมารับฉันดีจังเลย&#8221;</p>
<p>เมื่อย้ายขึ้น มานอนบนวอร์ดดังเดิม &#8230;    หลวงพ่อกล้วย ก็โทรมา  ท่านเมตตาบอกคุณแม่ว่า &#8220;อย่าไปยึดเรื่องศาสนา  ดีทั้งนั้นแหละ   ทำตนให้เป็นสุข เป็นสุข  หลวงพ่อจะรออยู่ที่วัดนะ&#8221;</p>
<p>ผมก็เลย ให้คุณแม่  ตั้งนะโม ๓ จบ  กล่าวเอาพระรัตนตรัย เป็นที่พึ่ง   ถือศีล ๕  และ เล่าเรื่อง กรรมฐาน ๕  ให้ฟัง</p>
<p>เปิดเทป สวด ทำวัตรให้ฟัง</p>
<p>ตอนนี้ แข็งแรงขึ้น ทานอาหารได้มากขึ้น  สงบมากขึ้น   &#8230;  ว้าว  แปลกไหมล่ะ</p>
<p>และ  ก็เล่าว่า  สมัยก่อน ที่ผม มาศึกษาทางพุทธ  คุณแม่เคย ต่อว่า ว่าผมเปลี่ยนศาสนาทำไม</p>
<p>&#8220;แม่จำได้ไหม ผมบอกว่า ผมไม่ได้เปลี่ยนนะ  ผมเพิ่ม  เพิ่มศาสนา&#8221;     ฮ่าๆๆ</p>
<p>คุณแม่บอกว่า &#8220;แทงกั๊ก&#8221;</p>
<p>*****</p>
<p>บทเรียน  จากการเฝ้าคุณแม่ป่วย มีมากมาย</p>
<p>การเป็นมะเร็ง ไม่น่ากลัวหรอก   ได้มีโอกาสสั่งเสีย  เจอญาติครบ  ฯลฯ  ดีกว่า ตายแบบกระทันหันเยอะเลย</p>
<p>ยิ่งไปเกลียดมะเร็ง มันก็ยิ่งโต มันชอบกินความเครียด    &#8220;จงบอกรัก เจ้ามะเร็ง&#8221;</p>
<p>การเข้า ICU บ่อยๆ  ทำให้ญาติ ฝึกจิตใจ  เดี๋ยวเหมือนตาย แต่แล้วก็รอด  ซ้ำๆ  เข้าออก ICU   จนพี่ๆของผม ชินแล้ว  และ คนไข้ ก็ได้ฝึก ตายก่อนตาย</p>
<p>คนเฝ้ามักจะโทรม กว่าคนไข้   เพราะ นอนน้อย   พยาบาลเปิดประตูเข้าห้อง ทำเสียงดังทั้งคืน   วัดจังเลยนะความดันน่ะ   แล้วก็ คนเก็บขยะ คนล้างห้องน้ำ คนเอาอาหารมาส่ง  ฯลฯ สุดยอดอึกทึกในโรงพยาบาลไทย</p>
<p>ลองอ่าน หนังสือ &#8220;กายเจ็บ แต่ใจไม่เจ็บ&#8221;  ที่ผมเขียนไว้หรือยัง   &#8230;  แจกฟรีสะด้วย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/ariyachon/archives/24/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เฮฮาศาสตร์ ที่ ร่มธรรม</title>
		<link>http://lanpanya.com/ariyachon/archives/23</link>
		<comments>http://lanpanya.com/ariyachon/archives/23#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 07 Apr 2009 14:51:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>woraphat</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม่ได้จัดหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/ariyachon/archives/23</guid>
		<description><![CDATA[บ่าย๗ เมย ๕๒
	
(จาก ขวาไปซ้าย ) ป้าจุ๋ม น้องปู  และ conductor  มาเยี่ยม ที่ไร่ อยู่ดีมีสุข   ที่ คลองม่วง   ก่อนจะเข้าไป ร่มธรรม
	
ป้าจุ๋ม เอา เฮฮา ๘  กระบี่  มาให้ด้วยครับ   ขอบคุณมากครับ


	

	
(บน) สองสาว  กับ พระพุทธรูป ปางพญานาคปรก ๙  พระเศียร  
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-size:10pt">บ่าย๗ เมย ๕๒</span>
	</p>
<p><span style="font-size:10pt">(จาก ขวาไปซ้าย ) ป้าจุ๋ม น้องปู  และ </span>conductor  <span style="font-size:10pt">มาเยี่ยม ที่ไร่ อยู่ดีมีสุข   ที่ คลองม่วง   ก่อนจะเข้าไป ร่มธรรม</span>
	</p>
<p><span style="font-size:10pt">ป้าจุ๋ม เอา เฮฮา ๘  กระบี่  มาให้ด้วยครับ   ขอบคุณมากครับ<br />
</span></p>
<p><img src="http://lanpanya.com/ariyachon/files/2009/04/040709-1449-1.jpg" alt=""/>
	</p>
<p><img src="http://lanpanya.com/ariyachon/files/2009/04/040709-1449-2.jpg" alt=""/>
	</p>
<p><span style="font-size:10pt">(บน) สองสาว  กับ พระพุทธรูป ปางพญานาคปรก ๙  พระเศียร  </span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/ariyachon/archives/23/feed</wfw:commentRss>
		</item>
	</channel>
</rss>
