ครกกระเดื่อง
อ่าน: 2356ตัวครกกระเดื่องสมัยก่อนทำจากไม้เนื้อแข็งทั้งต้น ขุดทำเป็นหลุมโดยการเผาหรือขวานเฉาะ พอไม้หายากผุพังไปบ้างตามกาลเวลา ก็ไม่ค่อยจะมีให้เห็นกันแล้ว จะเห็นก็ตามที่เขานำที่ผุๆไปตกแต่งสวนหย่อม
วันนี้มีครกกระเดื่องรุ่นพิมพ์นิยม ใช้งานตำ โขลก เช่นตำข้าว ข้าวที่ได้ก็ไม่ถูกขัดสีเอาวิตามินทิ้งไปเหมือนโรงสี ตำอะไรได้อีกแล้วแต่จะประยุกต์ดัดแปลง อาจจะใช้ไปตำส้มตำ ร้านส้มตำไหนสนใจก็โปรโมทเป็นจุดขายประจำร้านก็เป็นได้ จะตำไทย ตำปู ตำปลาร้า ตำซั่ว ตำ ฯลฯก็อร่อย ตำอะไรได้อีกเยอะเลยล่ะครับ
ทำไม่ยากหาพิมพ์ที่เป็นถังพลาสติคเส้นผ่านศูนย์กลางสัก 40 - 50เซนติเมตร เสริมด้วยใส้เหล็กเส้นให้แข็งแรง จุดสำคัญการทำหลุมครกใช้ต้นกล้วยเหลาให้มน แล้วมัดเชือกเจาะรูร้อย หย่อนลงไปให้เป็นหลุมทิ้งไว้
ผสมปูน ทราย หิน ตามสัดส่วนข้างถุง เทลงไปในถังพลาสติคทิ้งไว้ 1 วัน ก็แกะแบบได้ ก่อนจะนำไปใช้งานตำ ก็แช่น้ำและดูดความเป็นด่างออกเสียบ้างด้วยต้นกล้วยสับ 2 - 3 วัน
ตัวครกสำเร็จแล้ว จากนั้นก็เป็นตัวไม้คานเหยียบ ตัวสาก เสาคู่ และแกนหมุน หาที่เหมาะๆขุดเสา เจาะ ยึดประกอบหาจุดหมุนให้ผ่อนแรงเหยียบเสียหน่อย เท่านี้ก็เรียบร้อยครับ
การตำครกเป็นการสร้างจังหวะความเข้าใจระหว่างคนตำ ต้องประสานงานกันให้ดี ถ้าไม่ดี มีหวังมือเดี้ยง คนอยู่หน้าครก มองตาก็รู้ใจกัน เกิดวัฒนธรรม เกิดสังคม เกิดความใกล้ชิดกันขึ้น มาลองตำกันไหมครับ อิอิ
Next : ยางแตก » »



5 ความคิดเห็น
มุมเอียงของเบ้าครก และมุมป้านของสาก เป็นเท่าไร จึงจะดีที่สุดครับ ผมเคยทราบมาว่า สากตำข้าวมีสามชนิดคือ หัวมน หัวแหลม และหัวเรียบ ใช้ประโยชน์ได้ต่างกัน เช่น นวดให้แตก กระเทาะเปลือก ขัดขาว ผมถึงกับอึ้งในความละเอียดละออของเทคโนโลยีโบราณ
อาคีเมดีส ได้รับเครดิทว่าสร้างระบบคานงัด แต่ไม่มีใครรู้ว่าครกกระเดื่องไทย (ซึ่งเป้นระบบคานงัด) มีใช้มานนเท่าไรแล้ว ทั้งที่เรารู้จักปลูกข้าวมาประมาณ หมื่นปีแล้ว (หลักฐานเช่น ถ้าผีแมน แม่ฮ่องสอน และ บ้านโนนนกทา )
ต่อยอดจากครกของอาราม เคยเห็นที่หงสาเพิ่นเอาคุถังใส่ตรงปลายกระเดื่อง ชักน้ำเข้าถังจนได้ที่ น้ำหนักจะทำให้กระเดื่องยกขึ้น พอคุถังเอียงน้ำไหลออก สากก็ตกลงตำข้าวได้พอดี
เสียดายบ่ได้เก็บรายละเอียดไว้ เดี๋ยวนี้โดน จุด จุด จุด รื้อไปเสียแล้ว……
ตำครกเดือนแจ้ง เตรียมข้าวแป้งห่อขมมจอกงานบุญ เปนดีม่วนแท้ กึดเติงหาขะหนาด
แยบยล ไม่ยุ่งยาก อืออออออ ยอดเยี่ยม
ท่าน silt #2 ครับ แบบที่ว่านั้นมันต้องมีลำธาร น้ำไหล นะครับ ไม่งั้นทำไม่ได้ เทคโนตำข้าว สีข้าวแบบนี้มีมาแต่อิจิปต์โบราณแล้วครับ ของไทยเราก็มีมากหลาย รวมทั้ง “สีลม” คือสีข้าวด้วยพลังงานลม จนกลายมาเป็นย่านทีมีที่ดินราคาแพงที่สุดจนวันนี้ครับ
#1 ทวิช จิตรสมบูรณ์
ผมมองข้ามความละเอียดส่วนมุมของสากและครกไปจริงๆครับ และทึ่งในความละเอียดของภูมิปัญญาท้องถิ่น น่าจะมีการศึกษาและดัดแปลง อธิบายให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์การใช้การอีกขั้นนึงครับ
#2 silt
ลุงเปลี่ยนครก ระบบออโตเมติก มีมานานแล้วด้วยจริงๆ เสียดายโดนรื้อไปเสียก่อน แต่ก็ได้ไอเดียต่อยอดจากเมืองหงสาอีกนะครับ
#3 bangsai
ตอนเป็นเด็กเคยช่วยผู้ใหญ่ทำน้ำปู ตำแล้วเอาไปเคี่ยวจนงวด นึกถึงประสบการณ์เก่ารวมกับยุคสมัยใหม่